ชี้แก้ผังเมืองจะนะ เอื้อนายทุนตั้งนิคม เร่งรวมข้อมูลฐานทรัพยากร สู้ศาลปกครอง
"สมาคมรักษ์ทะเลจะนะ" เร่งรวบรวมข้อมูลฐานทรัพยากรต่อสู้ชั้นศาล ค้านนิคมอุตสาหกรรมจะนะ "นพ.สุภัทร" คาดอีก 2 เดือนรัฐแก้ผังเมืองเสร็จ ชาวบ้านเตรียมสู้ต่อในขั้นตอน EIA "ภาคเอกชน" เร่งดันโครงการให้เสร็จภายในปี 65
วชิรวิทย์รายวัน 9 ต.ค. 63 -นายรุ่งเรือง ระหมันยะ นายกสมาคมรักษ์ทะเลจะนะ กล่าวว่า การพยายามเปลี่ยนสีผังเมืองรวมจังหวัดสงขลา โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอจะนะใน 3 ตำบล คือตำบลนาทับ ตำบลสะกอม และตำบลตลิ่งชัน จากสีเขียว พื้นที่เกษตรกรรม เป็นสีม่วงพื้นที่อุตสาหกรรม เป็นการดำเนินการที่ขาดการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ รับฟังความคิดเห็นเป็นจุดจุด และกีดกันคนจากตำบลหนึ่งมาแสดงความเห็นในอีกตำบลใกล้เคียง ซึ่งได้รับผลกระทบเหมือนกัน
"หากสามารถแก้ผังเมืองได้สำเร็จก็จะเป็นใบเบิกทาง ให้กับการตั้งนิคมอุตสาหกรรมจะนะที่มีความพยายามมาตลอด 20 ปี ซึ่งชาวบ้านรวมตัวคัดค้าน แต่ก็มีการยุยงสร้างมวลชนให้เกิดความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง"
นายรุ่งเรือง กล่าวอีกว่า ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก สงขลา 2 ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการของนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จะถูกสร้างบริเวณชายหาดของตำบลตลิ่งชัน ยื่นจากชายฝั่งออกไปราว 3 กิโลเมตร จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ทำให้จำนวนปลาในทะเลลดลง ขณะนี้เร่งรวบรวมเก็บข้อมูลฐานทรัพยากรที่มีทั้งหมดในชุมชนเพื่อเป็นหลักฐานในการต่อสู้คัดค้านการสร้างนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ในชั้นศาลปกครอง
ด้าน นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ กล่าวว่า การผลักดันแก้ไขผังเมืองจังหวัดสงขลามีความคืบหน้าไปมาก ต้องยอมรับว่าส่วนราชการทำถูกต้องตามขั้นตอน แต่ไม่ชอบธรรมสำหรับชาวบ้าน คาดว่าอีก 2-3 เดือน การเปลี่ยนสีผังเมืองจะสำเร็จ เพราะทำกันเองในกลุ่มหน่วยงานราชการ เอื้อประโยชน์ให้กับทุนใหญ่ที่จะเข้ามาดำเนินการนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่
ทั้งนี้ การถือครองที่ดินบางส่วนในนิคมอุตสาหกรรมจะนะ มี นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตผู้บริหาร บมจ.อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลป์ไทย (TPI) ถือครองที่ดิน 7,000 ไร่ และ บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) ซึ่งถือครองที่ดิน 3,000 กว่าไร่
อย่างไรก็ตามที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าว ไม่มีแม้กระทั่ง Buffer Zone ที่กั้นระหว่างนิคมกับชุมชนซึ่งตามหลักจะต้องมีแนวกันชนที่กว้าง 1 - 3 กิโลเมตร เมื่อมีนิคมเกิดขึ้นก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนในชุมชนอย่างแน่นอน และจะได้เห็นการอพยพโยกย้ายของคนท้องถิ่นที่ทนไม่ไหวกับโรงงานอุตสาหกรรม กลายเป็นชุมชนล่มสลายในที่สุด
"สำหรับแนวทางการต่อสู้ ไม่อยากให้มองว่านิคมอุตสาหกรรมจะนะ เป็นเรื่องของคนจะนะ แต่เป็นเรื่องของคนไทยทั้งประเทศ จะสังเกตได้ว่ามีหลายโครงการที่ผุดขึ้นโดยขาดการมีส่วนร่วมกับประชาชน เป็นการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่รัฐส่วนกลาง หากจะเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ต้องไปเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้กระจายอํานาจสู่ท้องถิ่น"
นพ.สุภัทร กล่าวอีกว่า ในระยะสั้นหากผังเมือง ถูกเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีม่วงในพื้นที่ 3 ตำบลของอำเภอจะนะ ชาวบ้านจะต้องไปสู้กันต่อในขั้นตอนของการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือว่า EIA ซึ่งต้องทำในทุกโครงการ แต่การทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมในโครงการต่างๆที่ผ่านมา มักเกิดประโยชน์กับเจ้าของโครงการ มากกว่า จึงจำเป็นต้องอาศัยความตื่นตัวของคนในชุมชนและคนทั้งประเทศช่วยกันคัดค้าน
รายงานข่าวระบุว่า ขณะนี้แผนงานทั้งหมดกำลังก้าวหน้า โดยมีการยื่นเรื่องจัดตั้งนิคมไปยัง BOI แล้ว ทั้งภาคเอกชนเตรียมศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ภายในช่วง 2 ปีนี้ เพื่อเร่งโครงการให้แล้วเสร็จทันภายในปี 2565 ซึ่งจะเป็นการพลิกโฉมครั้งใหญ่ของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย จากพื้นที่สีแดงให้กลายเป็น ศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียน หรือเกตเวย์ที่ 3 ของไทย ในอีกไม่นานเกินรอ
ทั้งหมดนี้มีผู้กำกับดูแลหลักเป็น ศอ.บต. ใช้อำนาจภายใต้ พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 มาตรา 10 เรื่องการประกาศเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะ และมาตรา 18 โอนอำนาจการบริหารงานที่อยู่ภายใต้กฎหมายของหน่วยงานราชการอื่นทั้งหมด มาอยู่ในมือของเลขาธิการ ศอ.บต. ซึ่งจะบริหารงานภายใต้ คณะกรรมการบริหารเขตพื้นที่พัฒนาเฉพาะกิจเมืองต้นแบบ คล้ายอำนาจการบริหารจัดการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รัฐจะสนับสนุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การออกใบอนุญาตต่าง ๆ ที่สำคัญ
////
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น