สธ.ถามคนไทย ยังต้องการฉีดวัคซีนโควิด 19 อยู่ไหม

หลังแอสตราเซนเนกา ยอมรับ วัคซีนโควิด 19 ของบริษัท ทำให้เกิด ลิ่มเลือดอุดตัน-ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ แต่เกิดได้ยาก ขณะที่ คร.เผยในไทย พบผู้ได้รับผลกระทบจากวัคซีนแอสตราฯ 7 คน จากผู้รับวัคซีนกว่า 20 ล้านคน 



 

วันที่ 2 พ.ค. 2567 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข  จัดทำแบบสอบถามความคิดเห็นการรับวัคซีนโควิด 19 ปี 2567 เผยแพร่ผ่านทางเพจ กระทรวงสาธารณสุข โดยแบบสอบถามถามว่า 1.ท่านอยู่ในกลุ่มใด ผู้สูงอายุ,หญิงตั้งครรภ์ มีโรคเรื้อรังหรือไม่ อายุเท่าไหร่ 2.ที่ผ่านมาเคยรับวัคซีนโควิด 19 หรือไม่ และ 3.ในปี 2567 ท่านมีความประสงค์ฉีดวัคซีนโควิด 19 หรือไม่ และ เหตุผลสำคัญที่ท่านเลือกไม่ฉีดวัคซีนโควิด 19 เลือกได้มากกว่า 1 ข้อ เช่น ไม่มั่นใจประสิทธิภาพ กังวลผลข้างเคียง มีค่าใช้จ่าย และคิดว่าตนเองไม่จำเป็นต้องได้รับวัคซีนโควิด19 เป็นต้น 





แบบสอบถามนี้ มีขึ้นหลังจาก บริษัท แอสตราเซนเนกา ยอมรับว่า วัคซีนโควิด 19 ของบริษัท สามารถทำให้เกิด thrombocytopenia syndrome (TTS) หรือ ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน-ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ได้ในบางกรณี หรือก็คือ ภาวะที่มีลิ่มเลือดอุดตันและมีเกล็ดเลือดต่ำภายหลังการได้รับวัคซีน แต่เกิดขึ้นได้ยาก 


นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีการฉีดวัคซีนแอสตราเซนเนกาทั้งหมด 48 ล้านโดสฉีดคนละ 2 โดส มีผู้รับวัคซีนประมาณ 20 ล้านคน เข็มสุดท้ายที่ฉีดคือเมื่อเดือนมี.ค.2566  มีรายงานผู้เกิดลิ่มเลือดอุดตันหลังการรับวัคซีนแอสตราเซเนกา 23 คน แต่คณะอนุกรรมการพิจารณาเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หลังการรับวัคซีนฯ  พิจารณาว่ามีผู้ป่วยลิ่มเลือดอุดตันที่เข้าข่ายอาจเกิดจากวัคซีน 7 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิต 2 คน 


สำหรับ วัคซีนโควิด 19 ของแอสตราเซนเนกา เป็นวัคซีนประเภท Viral Vector (วัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นพาหะ โดยใช้ไวรัสที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์หรือไม่สามารถแบ่งตัวได้อีก ตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อใช้เป็นพาหะ) ฉีดให้กับประชาชนหลายประเทศรวมถึงไทย หลังจากการล็อกดาวน์ไม่ถึง 1 ปี โดยไทยเลือกแอสตราเซเนกา เป็นวัคซีนหลัก มีการตั้งโรงงานผลิตในประเทศ ที่บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ ซึ่งก่อนหน้านั้นคนไทยฉีดวัคซีนซิโนแวค ซึ่งเป็นวัคซีนเชื้อตายจากประเทศจีนเป็นวัคซีนโควิดเข็มแรก และต่อมาฉีดวัคซีนสูตรไขว้ ซิโนแวค+แอสตราเซเนกา เป็นชาติแรกในโลก ก่อนจะเริ่มฉีดวัคซีน mRNA 


ขณะที่ ประเทศไทยไม่ฉีดวัคซีนโควิด 19 ของแอสตราเซเนกาหมดล็อตแล้ว ไม่ได้มีการจัดซื้อเพิ่ม โดยวัคซีนโควิด 19 ที่ประเทศไทยฉีดอยู่ตอนนี้ คือ ไฟเซอร์ และโมเดอร์นา ซึ่งเป็นวัคซีน mRNA เท่านั้น 


ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขก็ไม่ได้ให้บริการฉีดวัคซีน โควิด-19 ฟรีแล้ว หากประชาชนคนใดต้องการฉีดจะต้องไปขอรับบริการที่โรงพยาบาล มีค่าใช้จ่าย โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา จากคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคว่า ยังจำเป็นต้องผลักดันวัคซีนโควิดเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ เพื่อฉีดประจำปีคล้ายวัคซีนไข้หวัดใหญ่หรือไม่


ด้าน นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ  ย้ำเช่นเหมือนว่า ทั่วโลกมีข้อมูลการเฝ้าระวังเรื่องนี้ ทั้ง WHO ทั้ง US CDC และ EU  ยืนยันว่าผลข้างเคียงที่กังวล เกิดในอัตราน้อยมาก และพบว่าผลข้างเคียงเกิดไม่บ่อยเมื่อเทียบกับคนที่ป่วยโควิด เช่น กล้ามเนื้อหัวใจ โควิด19 ทำให้เกิดมากกว่าฉีดวัคซีน หรือ ลิ่มเลือดอุดตัน ก็พบว่าโควิด19 ทำให้เกิดมากกว่าฉีดวัคซีน เช่นกัน 




ด้าน ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย บอกว่า วัคซีนมีความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากการป่วยหนักได้มากกว่า และหากถามว่ายังต้องฉีดวัคซีนต่อไปหรือไม่ ประชาชนสามารถประเมินความเสี่ยงได้เองว่า ตนเองมีภูมิคุ้มกันเพียงพอหรือไม่ หากเป็นกลุ่มเสี่ยงก็ยังแนะนำให้ฉีดวัคซีน


“ถามว่าทุกคนกลัววัคซีนไหม ตัวหมอเองก็กลัว แต่เราต้องเชื่อฐานข้อมูลที่ค่อนข้างใหญ่ ซึ่งเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบและมีการวิเคราะห์ เพียงแต่ว่าใครที่ควรจะฉีด ก็ให้บวกลบคูณหาร ตามความเสี่ยงของการเกิดโรคที่รุนแรง“  


ด้าน ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผอ.กลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ BIOTEC ยังมองว่าความเสี่ยงจากการไม่ได้รับวัคซีนมีสูงกว่าที่จะป่วยหนัก ทั้งนี้แต่ละคนต้องดูความเสี่ยงของตัวเอง หากเราคิดว่ายังมีภูมิคุ้มกันสูงอยู่ ได้รับวัคซีนมาไม่นาน ก็ไม่จำเป็นต้องไปฉีด วัคซีนมีบทบาทสำคัญมากเพราะจะทำให้ความเสี่ยงจากการที่จะเกิดอาการจากลองโควิดลดลง 


”เพราะฉะนั้น ขึ้นอยู่กับบุคคล แต่ส่วนตัวก็เชื่อว่าวัคซีนเป็นนวัตกรรมที่เข้ามาเปลี่ยนโลก ทำให้การต่อสู้กับโควิด 19 เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน“ 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ต่อคิวรอเข้า ”บ้านบางแค“ ทะลุ 6,000 คน สะท้อนแรงกดดันสังคมสูงวัย

สธ.เดินหน้า 1 ตำบล 1 อาสาพยาบาล เริ่มปีงบฯ 69 ค่าตอบแทน 15,000 บาท/เดือน

“ไม่ได้บังคับ แต่อยากให้ลองจัดดูก่อน” สภาการพยาบาล แจงปม ปรับเกณฑ์เวลาทำงานไม่เกิน 12 ชม.