คณะแพทย์รามาฯ ยกเลิกระบบเกรด A-F ใช้ ผ่าน/ไม่ผ่าน เริ่มปี 68

หวังลดเปรียบเทียบแข่งขัน ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันเน้น “ทํางานเป็นทีม” มีสุขภาพจิตดี ขณะเดียวกันพยายามปรับหลักสูตรแพทย์นอกจากรักษาคนได้แล้ว ยังต้องมีความสามารถแก้ปัญหาเชิงระบบสุขภาพทั้งในระดับพื้นที่ และขับเคลื่อนนโยบายได้




วันนี้ (9 ต.ค. 67) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล ประกาศเปลี่ยนเกณฑ์การประเมินนักศึกษาแพทย์รุ่นใหม่ ยกเลิกการตัดเกรด A-F เปลี่ยนเป็น S=ผ่าน, U=ไม่ผ่าน เริ่มปีการศึกษา 2568 โดย ผศ.พญ.ปองทอง ปูรานิธี รองคณบดีฝ่ายการศึกษาระดับปริญญาตรี ระบุถึงเป้าหมายหลักการปรับระบบประเมินผล คือ


1) ประเมินทุกสมรรถนะใน Outcome-based education ได้เท่าเทียมมากขึ้น  

2) ส่งเสริมการประเมินเพื่อการเรียนรู้และพัฒนา นอกเหนือไปจากการประเมินเพื่อตัดสิน  

3) ลดการเปรียบเทียบแข่งขันกัน ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน ช่วยเหลือและทำงานเป็นทีมมากขึ้น  

4) ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต ร่วมกับระบบอาจารย์ที่ปรึกษา  

5) ฝึกการสร้างแรงจูงใจในการเรียนโดยไม่ใช้เกรดเป็นตัวกระตุ้น  

6) ส่งเสริมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการของนักศึกษาแต่ละคน  

7) ส่งเสริม well-being ที่ดีขึ้น


ผศ.พญ.ปองทอง กล่าวว่าหลักเกณฑ์นี้ยังคงมีเกียรตินิยมอันดับ 1 และ 2 โดยนักศึกษาที่มีผลการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ 7 ด้านตลอดหลักสูตรอยู่ในเกณฑ์ดีมาก จะได้รับเกียรตินิยมอันดับ 2 ส่วนเกณฑ์ดีเลิศจะได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 ซึ่งจะต้องไม่มีรายวิชาใดได้ U และมีระยะเวลาเรียนไม่เกินระยะเวลาเรียนปกติ โดยจะต้องมีความประพฤติเหมาะสมแก่ศักดิ์ศรีแห่งปริญญาด้วย


หากสอบตกหรือได้ U จะทำอย่างไร? ผศ.พญ.ปองทอง บอกว่าภายในรายวิชา นักศึกษามีโอกาสสอบประเมินผลแก้ตัวได้ 1 ครั้ง ตามที่คณะฯ กำหนด หากยังสอบไม่ผ่านจะได้สัญลักษณ์ U นักศึกษาจะได้รับการประเมินว่าต้องการความช่วยเหลือด้านใด ซึ่งทางคณะฯ มีระบบให้ความช่วยเหลือทั้งทางด้านการศึกษาและทางด้านจิตใจ


โดยหลักสูตรปรับปรุงปี 2568 รองรับกรณีที่นักศึกษาไม่สามารถสำเร็จการศึกษาได้ตามเกณฑ์การสำเร็จการศึกษาของหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต แต่เรียนครบสอบผ่านอย่างน้อย 4 ปี โดยมีรายละเอียดตามเงื่อนไขที่หลักสูตรกำหนดไว้ นักศึกษาจะสามารถขอรับปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือ วท.บ. (วิทยาศาสตร์การแพทย์) ได้เมื่อครบตามเงื่อนไขที่หลักสูตรกำหนดไว้




ด้านนักศึกษาแพทย์ เวธินี สืบนุการณ์ ชั้นปี 6 บอกว่า ได้มีโอกาสนำร่องได้รับการประเมินแบบ S/U ในบางรายวิชา พบว่าช่วยลดความเครียดจากการสอบ โดยอยากจะใช้เวลาเรียนรู้และเข้าใจภาวะของผู้ป่วยมากขึ้น ซึ่งเป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ขณะที่เมื่อจบออกไปก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับจำนวนคนไข้ที่มากและไม่เพียงพอกับจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ ยังคงเป็นปัญหาหลักของระบบสุขภาพไทย ซึ่งหวังว่าค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับภาระงาน และการสร้าง "หมอครอบครัว" จะช่วยส่งเสริมให้ระบบสุขภาพเท่าเทียมและยั่งยืนมากขึ้น




ขณะที่นักศึกษาแพทย์ เสกสรร ยอดสนิท ชั้นปีที่ 4 บอกว่า ไม่เฉพาะแต่เรียนรู้เรื่องการรักษาโรค แต่อาจารย์ยังพยายามสอดแทรกเรื่องระบบสุขภาพลงไปในทุกรายวิชา โดยเฉพาะเวชศาสตร์ชุมชน ซึ่งมีนักศึกษาแพทย์สนใจประเด็นเชิงนโยบายระบบสุขภาพจำนวนมาก มีการตั้งชมรม และอาจารย์ก็ชวนลงไปร่วมทีมวิจัย โดยเฉพาะกับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ยังพบช่องโหว่ในการเชื่อมโยงข้อมูล ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของนโยบายนี้ แต่ยังไม่สามารถทำได้อย่างจริงจัง


ทั้งนี้ คณะแพทย์รามาฯ ผลิตแพทย์จบใหม่ปีละ 220 คน และแพทย์ประจำบ้านเฉลี่ยปีละ 800 กว่าคน พยายามปรับกระบวนการเรียนแพทย์ ให้นักศึกษาแพทย์รามาฯ มีความเป็น Change agent หรือผู้ผลักดันให้เกิดการพัฒนาเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับนโยบายและกิจกรรมต่างๆ ภายในและภายนอกคณะ ซึ่งนอกจากรักษาคนได้แล้ว ยังต้องมีความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงระบบสุขภาพทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบายได้


อย่างไรก็ตาม โรงเรียนแพทย์ที่มีการเปลี่ยนเกณฑ์การประเมินนักศึกษาแพทย์เป็น S/U แห่งแรกคือคณะแพทย์จุฬาฯ เริ่มในปีการศึกษา 2567 ต่อด้วยคณะแพทย์รามาฯ เป็นโรงเรียนแพทย์แห่งที่ 2 ที่มีการเปลี่ยนเกณฑ์การประเมินนักศึกษาแพทย์เป็นแบบ S/U

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ต่อคิวรอเข้า ”บ้านบางแค“ ทะลุ 6,000 คน สะท้อนแรงกดดันสังคมสูงวัย

สธ.เดินหน้า 1 ตำบล 1 อาสาพยาบาล เริ่มปีงบฯ 69 ค่าตอบแทน 15,000 บาท/เดือน

“ไม่ได้บังคับ แต่อยากให้ลองจัดดูก่อน” สภาการพยาบาล แจงปม ปรับเกณฑ์เวลาทำงานไม่เกิน 12 ชม.