เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ หวั่น FTA ไทย-เอฟต้า กระทบเข้าถึงยา-บัตรทอง
คาดไทยถูกกดดันยอมรับเงื่อนไขทรัพย์สินทางปัญญา หวั่นกระทบการเข้าถึงยาของประชาชน ชี้อาจทำให้ค่าใช้จ่ายด้านยาสูงขึ้น 72,000 ล้านบาท จี้รัฐบาลไม่ยอมรับข้อผูกมัด เกินกว่าความตกลงทริปส์ขององค์การการค้าโลก พร้อมเตือนอาจกระทบระบบบัตรทอง
จากกรณีการประชุมระดับรัฐมนตรีระหว่างกลุ่มประเทศสมาคมการค้าเสรียุโรป หรือเอฟต้า (EFTA) และประเทศไทย เพื่อหารือเกี่ยวกับการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ในประเทศไทย
เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 67 เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้จัดการโครงการส่งเสริมการเข้าถึงยา เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กังวลว่าประเทศไทยจะถูกกดดันให้ยอมรับเงื่อนไขด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่จะส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยา เพื่อให้การเจรจาสามารถปิดจบได้ตามที่รัฐบาลแพรทองธารตั้งไว้ ภายในปีนี้ โดยการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยและกลุ่มประเทศสมาคมการค้าเสรียุโรปหรือ “เอฟต้า” (EFTA) ที่ประกอบไปด้วยไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ ดำเนินการเจรจามาแล้ว 10 รอบ ประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและการเข้าถึงยาเป็นประเด็นที่มีการเจรจาต่อรองกันอย่างเข้มข้นและยังหาข้อสรุปร่วมกันไม่ได้ โดยที่ผู้แทนเจรจาฝ่ายไทยมีจุดยืนไม่ยอมรับข้อผูกมัดที่เข้มงวดเกินไปกว่าความตกลงว่าด้วยการค้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา หรือ TRIPs Agreement (ความตกลงทริปส์) ขององค์การการค้าโลกและส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยา ในขณะที่กลุ่มประเทศเอฟต้าเรียกร้องให้มีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้เข้มงวดเกินกว่าความตกลงทริปส์
แม้ว่าคณะผู้แทนเจรจาไทยมีท่าทีที่ชัดเจนในเรื่องการคุ้มครองการเข้าถึงยาของประชาชนมาตลอด แต่การเดินทางมาประชุมของคณะผู้แทนเจรจาระดับรัฐมนตรีของฝ่ายเอฟต้าเพื่อมาหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยอย่างไม่เปิดเผย เกรงว่าอาจจะมีการขอให้รัฐมนตรีสั่งการหรือกดดันผู้เจรจาฝ่ายไทยให้ยอมรับประเด็นที่มีผลกระทบรุนแรงต่อฝ่ายไทย
“เพราะกลุ่มประเทศเอฟต้าอาจใช้วิธีการเดียวกับที่เอฟต้าเจรจาเอฟทีเอกับอินเดีย โดยการเจรจาจบลงโดยมีเงื่อนไขเปิดช่องให้นำเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่ส่งผลกระทบการเข้าถึงยากลับขึ้นมาทบทวนได้อีก“
ทั้งนี้งานวิจัยประเมินผลกระทบของความตกลงเอฟทีเอที่มีข้อผูกมัดด้านทรัพย์สินทางปัญญาแบบที่เอฟต้าเรียกร้องชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยจะมีความค่าใช้จ่ายด้านยาสูงขึ้น 25,000 ล้านถึง 72,000 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย ถ้าประเทศไทยลงนามในความตกลงเอฟทีเอที่มีข้อผูกมัดในเรื่องการผูกขาดข้อมูลทางยา (Data Exclusivity) และการขยายอายุสิทธิบัตร (Patent Term Extension)”
ผู้จัดการโครงการส่งเสริมการเข้าถึงยา เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ กล่าวอีกว่า กลุ่มประเทศเอฟต้าควรหยุดเรียกร้องให้ไทยยอมรับข้อผูกมัดด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินไปกว่าความตกลงทริปส์ รวมถึงเงื่อนไขและข้อจำกัดในการนำมามาตรการใช้สิทธิโดยรัฐหรือมาตรการซีแอลมาใช้ด้วย หรือแม้แต่จะให้มีเงื่อนไขเปิดช่องให้มีการเจรจาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาใหม่อีก หลังจากการเจรจาสรุปและลงนามแล้ว
ขณะที่ กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน หรือ FTA Watch ระบุ ขอให้ แพรทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หากยากมีราคาแพงขึ้นมหาศาล รัฐบาลไม่สามารถใช้กลไกตามกฎหมายในการเจรจาต่อรองหรือจัดหายาในราคาที่ถูกลงได้
“ผลงานที่พรรคเพื่อไทยปลุกปั้นมาตั้งแต่ครั้งเป็นพรรคไทยรักไทย ที่นายกฯและพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญอย่างมาก จะกลายเป็นระบบที่ไม่สามารถดูแลประชาชนได้อย่างแท้จริง และยังทำลายพื้นที่ทางนโยบาย (Policy Space) ของรัฐบาลในการออกนโยบายสาธารณะเพื่อคุ้มครองประชาชน ดังนั้น รัฐบาลต้องสนับสนุนให้ผู้เจรจาฝ่าไทยยืนยันในหลักการไม่เอาทริปส์พลัส“
กรรณิการ์ ย้ำว่า เอฟทีเอฉบับนี้มีความสำคัญกับทางเอฟต้าอย่างมาก อย่าให้ทางเอฟต้ามาขู่หรือกดดันเรื่องเวลาที่รัฐบาลอยากให้เจรจาจบสิ้นปีนี้ เพราะทางฝ่ายเอฟต้าก็ต้องการให้จบสิ้นปีนี้เช่นเดียวกัน รัฐบาลแพรทองธารต้องรู้เขารู้เรา
หมายเหตุ
- TRIPs Agreement หรือ Agreement on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights คือ ความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 1995 สาระสำคัญของ TRIPs Agreement มีดังนี้:
1. กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศสมาชิก WTO
2. ครอบคลุมประเภทของทรัพย์สินทางปัญญาที่สำคัญ เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ความลับทางการค้า และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์
3. กำหนดระยะเวลาการคุ้มครองขั้นต่ำสำหรับทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเภท
4. ระบุมาตรการบังคับใช้สิทธิและกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิก
5. ให้ความยืดหยุ่นแก่ประเทศกำลังพัฒนาในการปรับใช้ข้อตกลง รวมถึงการใช้มาตรการยืดหยุ่นเพื่อคุ้มครองสาธารณสุข เช่น การบังคับใช้สิทธิ (Compulsory Licensing)
TRIPs Agreement มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมผ่านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีและยาที่จำเป็น โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา อย่างไรก็ตาม ในการเจรจาการค้าเสรีทวิภาคีหรือภูมิภาค บางประเทศพยายามผลักดันมาตรฐานที่สูงกว่า TRIPs ซึ่งเรียกว่า "TRIPs-Plus" ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยาและเทคโนโลยีในประเทศกำลังพัฒนา
- FTA หรือ Free Trade Agreement คือความตกลงการค้าเสรี ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างสองประเทศหรือกลุ่มประเทศที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน เช่น การลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากร การปรับปรุงกฎระเบียบ มาตรฐานสินค้า และขั้นตอนศุลกากรให้สอดคล้องกัน อนุญาตให้ธุรกิจบริการสามารถเข้าไปลงทุนหรือให้บริการในประเทศคู่สัญญาได้มากขึ้น มีข้อตกลงเพื่อคุ้มครองและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนจากประเทศคู่สัญญา กำหนดมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศคู่สัญญา และจัดตั้งกระบวนการสำหรับแก้ไขปัญหาหรือข้อขัดแย้งทางการค้าที่อาจเกิดขึ้น
- EFTA หรือ European Free Trade Association คือสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการค้าเสรีและการบูรณาการทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิก ไอซ์แลนด์, ลิกเตนสไตน์, นอร์เวย์, สวิตเซอร์แลนด์ ก่อตั้งในปี 1960 โดยประเทศที่ไม่ได้เข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EEC) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสหภาพยุโรป (EU) เดิมมีสมาชิกมากกว่าปัจจุบัน แต่หลายประเทศได้ออกจาก EFTA เพื่อเข้าร่วม EU ,EFTA มีนโยบายการค้าเสรีที่ก้าวหน้า และมักเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในการเจรจา FTA กับประเทศที่สาม EFTA มักผลักดันมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่สูง (TRIPS-Plus) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยาและเทคโนโลยีในประเทศคู่เจรจา
แม้จะมีขนาดเล็ก แต่ EFTA มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศสมาชิกมีเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วและมีกำลังซื้อสูง EFTA เป็นคู่ค้าที่สำคัญสำหรับหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย การเจรจา FTA กับ EFTA จึงเป็นโอกาสทางการค้าสำหรับประเทศคู่เจรจา แต่ก็ต้องพิจารณาผลกระทบในด้านต่างๆ อย่างรอบคอบ
- Policy Space หรือ พื้นที่ทางนโยบาย หมายถึง ขอบเขตหรือความสามารถของรัฐบาลในการกำหนดและดำเนินนโยบายภายในประเทศ โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจและสังคม โดยไม่ถูกจำกัดจากข้อผูกพันระหว่างประเทศมากเกินไป ช่วยให้รัฐบาลสามารถตอบสนองต่อความต้องการและปัญหาเฉพาะของประเทศได้ เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละประเทศ และช่วยรักษาอำนาจอธิปไตยในการกำหนดนโยบายภายในประเทศ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น