เล็งใช้โมเดล 'รพ.สต.' ในค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละ ด่านหน้า รักษา – สกัดโรคระบาดชายแดน
ผอ.รพ.ท่าสองยาง ชี้ค่ายผู้ลี้ภัยขนาดใหญ่ เปรียบเสมือนหนึ่งตำบล ผุดแนวคิด รพ.สต. ดูแลสุขภาพพื้นฐาน ช่วยผู้ลี้ภัย หลัง รพ.สนามในค่ายต้องปิดตัวลง ยอมรับ แม้เป็นภาระระบบสาธารณสุขไทย แต่ก็จำเป็นในฐานะด่านหน้า คุมโรคตามแนวชายแดน
#เก็บตกจากวชิรวิทย์ ลงพื้นที่ติดตามปัญหาระบบสาธารณสุขตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 68 เป็นวันแรกที่ ทีมบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลท่าสองยาง จ.ตาก พร้อมด้วยตัวแทนจาก กรมสาธารณสุขรัฐกะเหรี่ยง (KDHW) ลงพื้นที่เข้าไปภายใน ศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ เพื่อวางระบบสาธารณสุขร่วมกัน โดยมีการขนยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์เข้าไปด้วย อย่างไรก็ตาม #เก็บตกจากวชิรวิทย์ ไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในอำเภอ ให้ติดตามภารกิจของทีมแพทย์กลุ่มนี้เข้าไปภายในค่ายผู้ลี้ภัย

กัณวีร์ สืบแสง สส.พรรคเป็นธรรม ในฐานะกรรมาธิการว่าด้วยการส่งเสริมกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งลงพื้นที่ชายแดน จ.ตาก เมื่อเร็ว ๆ นี้ ให้สัมภาษณ์กับ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ ว่า การจะเข้าไปตรวจสอบหรือทำข่าวเกี่ยวกับค่ายผู้ลี้ภัยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องได้รับอนุญาตจากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำเสนอข้อมูลอย่างโปร่งใส
“ลองนึกภาพว่าภายในค่ายมีระบบเศรษฐกิจเล็ก ๆ ของตัวเอง เช่น ค่าข้าวสารที่ขายถูก ๆ ค่าภาษีแฝงจากสินค้าที่หมุนเวียนในค่าย หรือแม้แต่บริการบางอย่างที่มีค่าใช้จ่าย อย่างค่ารถเข้าออกจากค่าย หรือค่าแรงที่ถูกกดต่ำกว่าค่าจ้างมาตรฐาน”
กัณวีร์ สืบแสง

เผยแนวคิดจัดตั้ง 'รพ.สต.ค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละ'
นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าสองยาง เปิดเผยกับ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ ว่า ค่ายผู้ลี้ภัยซึ่งมีประชากรประมาณ 30,000 คน ควรมี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อให้ระบบสาธารณสุขในพื้นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้แนวทางเดียวกับระบบสาธารณสุขที่คุ้นเคย
“ค่ายผู้ลี้ภัยแห่งนี้เปรียบเสมือนเป็นอีกหนึ่งตำบล การมี รพ.สต. จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาขั้นพื้นฐานได้ก่อน และเมื่อจำเป็น ก็สามารถส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีความพร้อมในการรักษาเฉพาะทางได้”
นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์
นอกจากนี้ นพ.ธวัชชัย ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดเตรียมยาและเวชภัณฑ์ที่เพียงพอ เพื่อให้ ศูนย์สุขภาพระดับตำบล สามารถให้การดูแลเบื้องต้นแก่ผู้ลี้ภัยได้อย่างเหมาะสม
“การที่สหรัฐฯ ตัดงบประมาณครั้งนี้ ไม่เพียงกระทบต่อการดูแลสุขภาพของผู้ลี้ภัยในค่ายเท่านั้น แต่ยังเพิ่มภาระให้กับระบบสาธารณสุขไทย ในพื้นที่ชายแดนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากการรักษาพยาบาลแล้ว การควบคุมโรคเป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ เช่น การฉีดวัคซีน และการเตรียมแผนรับมือในกรณีที่เกิดโรคระบาด ศูนย์สุขภาพในพื้นที่ควรเป็นด่านหน้าในการดูแลเบื้องต้น ก่อนที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติม”
นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์

โดย ศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบบ้านแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ภายหลังจากที่สหรัฐอเมริกา ตัดงบประมาณโครงการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ส่งผลให้โรงพยาบาลสนามในค่ายผู้ลี้ภัย ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยต้องปิดตัวลง
แม้จะเรียกว่าศูนย์พักพิง “ชั่วคราว” แต่ ค่ายผู้ลี้ภัยแห่งนี้ตั้งอยู่มาแล้วกว่า 41 ปี จากจุดเริ่มต้นที่มีประชากรเพียง 1,100 คน ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 30,000 - 40,000 คน และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากอัตราการเกิดของเด็กภายในค่าย
ทั้งนี้ในตำบลแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก มีประชากรตามทะเบียนราษฎร์สัญชาติไทย จำนวน 20,477 คน ขณะที่ประชากรในค่ายผู้ลี้ภัยบ้านแม่หละ มีมากกว่า 30,000 คน สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ประชากรในตำบลแม่หละ มีจำนวนผู้ลี้ภัยที่มากกว่าจำนวนคนไทยที่อยู่ในพื้นที่
สำหรับศูนย์พักพิงชั่วคราวฯ แห่งนี้ อยู่ภายใต้การดูแลของ ปลัดอำเภอท่าสองยาง ในฐานะหัวหน้าค่าย ร่วมกับอาสาสมัครที่คอยดูแลด้านความปลอดภัยและป้องกันการลักลอบออกจากค่ายอย่างผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง ชาวกะเหรี่ยงในค่ายสามารถเดินทางไปมาหาสู่กับชาวบ้านที่เป็นคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงได้ตามปกติ พวกเขาใช้ช่องทางธรรมชาติต่าง ๆ เช่น ท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเปรียบเสมือน ประตูเข้าออก ของค่ายผู้ลี้ภัยขนาดใหญ่แห่งนี้



ขณะที่ โรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดน เช่น โรงพยาบาลท่าสองยาง ถูกมอบหมายให้รับดูแลผู้ป่วยจากค่ายผู้ลี้ภัยแทนองค์กรภาคประชาสังคมระหว่างประเทศ เช่น IRC ที่ไม่สามารถดำเนินงานต่อได้หลังจากงบประมาณถูกตัด
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น