เปลี่ยนนายกฯ ปัญหาน้ำกก-สาย ก็ยังไม่คืบ อ.สืบสกุล ชี้ไทยไม่กล้าใช้การเมืองเชิงรุกกับเมียนมา

 เปลี่ยนนายกฯ ปัญหาน้ำกก-สาย ก็ยังไม่คืบ “อ.สืบสกุล” ชี้ไทยไม่กล้าใช้การเมืองเชิงรุกกับเมียนมา  ขณะที่กรณีเขมรเป็นบทเรียนว่า หากรัฐบาลเอาจริง ปัญหายากแค่ไหนก็เดินหน้าได้ 




วันนี้ (20 มิ.ย. 2568) #เก็บตกจากวชิรวิทย์  สัมภาษณ์ อาจารย์สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผู้ติดตามปัญหาสิ่งแวดล้อมและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถึงกรณีความล่าช้าในการแก้ปัญหาเหมืองแร่ต้นน้ำแม่น้ำกกในพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า โดยเฉพาะการเจรจากับฝ่ายเมียนมาและกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ ในขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองไทยตอนนี้ไม่แน่นอน รัฐบาลสั่นคลอนจากกรณีคลิปหลุดนายกฯ เจรจาสมเด็จฮุนเซ็น 


อ.สืบสกุลตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำหรือปรับคณะรัฐมนตรี “ยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาก็ยังเหมือนเดิม” กล่าวคือ เป็นการตั้งรับภายในประเทศมากกว่าการใช้ยุทธศาสตร์เชิงรุกผ่านการเจรจากับประเทศพม่า จีน หรือกลุ่มชาติพันธุ์ว้า ซึ่งควรเป็นทางออกสำคัญในการยุติการทำเหมืองแร่ที่ส่งผลกระทบข้ามพรมแดน


“ต่อให้เปลี่ยนนายก ผมว่าปัญหาก็ยังคาราคาซัง เพราะรัฐไทยยังยึดแนวทางเดิม คิดแต่จะปรับปรุงเหมือง มากกว่าจะปิดเหมืองอย่างถาวร” อ.สืบสกุล กล่าว


อาจารย์ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลไทย โดยเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคงและกระทรวงต่างประเทศ มักใช้กลไกปกติในการขอเจรจา เช่น การส่งหนังสือหรือรอนัดหมายตามมารยาททางการทูต ซึ่งในหลายกรณี ฝ่ายเมียนมากลับอ้างว่า “รัฐมนตรีไม่ว่าง” และไม่มีการตอบสนองใดๆ จากฝ่ายไทย


“กรณีนี้สะท้อนว่ารัฐบาลไทยไม่มีความมุ่งมั่นเพียงพอ แม้แต่การออกแถลงการณ์ เชิญทูต หรือแม้แต่นายกโทรหาผู้นำเพื่อนบ้าน ซึ่งในกรณีกัมพูชา เราเห็นแล้วว่าทำได้ ถ้าเอาจริง” อ.สืบสกุล ย้ำ


นักวิชาการรายนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า การที่เหมืองต้นน้ำแม่น้ำกกอยู่ในมือของนักลงทุนจีน อาจเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการเจรจา เพราะนักลงทุนเหล่านี้อาจหลีกเลี่ยงกฎสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดจากประเทศตนเอง และมองว่าไทยยังไม่มีกลไกเข้มแข็งพอที่จะควบคุมหรือชี้แนะการทำเหมืองอย่างรับผิดชอบ


“เรามีความรู้พอหรือ ที่จะไปแนะนำจีนว่าการทำเหมืองที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร?” เขาตั้งคำถาม


พร้อมกันนี้ อ.สืบสกุลอ้างถึงรายงานล่าสุดจากมูลนิธิสิทธิมนุษยชนที่เปิดเผยว่า การทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในพื้นที่รัฐว้า (Wa) ของเมียนมา ซึ่งติดพรมแดนจีน มีการระเบิดเหมืองกระจายทั่วภูเขาโดยไม่สนใจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพของชุมชนในพื้นที่


ท้ายที่สุด อ.สืบสกุลเสนอว่า หากรัฐบาลมีความจริงจัง ต้องยกระดับการเจรจาทางการเมือง ไม่ปล่อยให้ฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงต่างประเทศทำงานลำพัง โดยเฉพาะในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของประชาชนไทยโดยตรง


“บทเรียนจากเขมรบอกเราว่า ถ้ารัฐบาลเอาจริง ทำได้ครับ แต่ตอนนี้ผมยังไม่เห็นความมุ่งมั่นนั้น” อ.สืบสกุล กล่าว 


◤ ชี้กระทรวงสาธารณสุข-เกษตรฯ ขาดแผนตรวจสอบชัดเจน ไม่เปิดเผยผลตรวจ ขัดกับหลักความโปร่งใส


อาจารย์สืบสกุล ยังมีข้อกังวลเรื่องความไม่โปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐในการตรวจสอบและรายงานข้อมูลสาธารณะ โดยเฉพาะจากกระทรวงสาธารณสุข โดยระบุว่า ประชาชนในพื้นที่เชียงรายและเชียงใหม่มีความต้องการ 2 ประการหลัก คือ


1. ต้องการ “แผนการตรวจสอบ” ที่ชัดเจน ครอบคลุมทุกมิติ

2. ต้องการ “รายงานผลตรวจอย่างละเอียด” ที่เข้าถึงได้สำหรับประชาชน


หากเปรียบเทียบหน่วยงานที่มีความโปร่งใสที่สุดคือ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ซึ่งอยู่ในสังกัดกรมควบคุมมลพิษ เพราะมีแผนการตรวจที่ระบุชัดทั้งเรื่อง “ความถี่ จุดตรวจ และกำหนดวัน” ตรวจน้ำและดิน พร้อมทั้งเปิดเผย “รายงานผลฉบับเต็ม” ผ่านเว็บไซต์หน่วยงาน ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและร่วมตรวจสอบได้ตลอด


“ข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ ทุกคนเห็นชุดเดียวกัน พูดคุยกันบนฐานข้อมูลเดียวกัน ทำให้เกิดการแก้ปัญหาร่วมกันได้จริง” อ.สืบสกุลกล่าว


เขายกตัวอย่างกรณีที่ภาคประชาชนร้องเรียนว่า “แม่น้ำรวก” ซึ่งเป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและปศุสัตว์ ไม่ได้ถูกรวมอยู่ในแผนตรวจของกรม แต่เมื่อมีการโพสต์ท้วงติงผ่านสื่อออนไลน์ ทางกรมฯ ก็รีบดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมทันที ซึ่งสะท้อนถึงการทำงานที่รับฟังและเปิดรับข้อมูลจากภาคประชาชน


ในทางตรงกันข้าม อ.สืบสกุลระบุว่า หน่วยงานในสังกัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความเคลื่อนไหวจำกัด โดยตรวจสอบเฉพาะปลา แต่ขาดแผนชัดเจนในการตรวจน้ำ ดิน และผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่กว่าแสนไร่ และไม่มีการเผยแพร่ผลตรวจให้สาธารณะสามารถเข้าถึง


ส่วนที่น่ากังวลที่สุดคือ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งแม้จะระบุว่าจะตรวจสุขภาพกลุ่มเปราะบาง ตรวจน้ำใต้ดิน ตรวจผัก ปลา และห่วงโซ่อาหาร แต่กลับไม่มีการเปิดเผยแผนการตรวจสอบ และเผยแพร่ผลตรวจเพียงบางส่วนผ่านหน้าเพจ Facebook เท่านั้น


“ผลตรวจของกระทรวงสาธารณสุขมีแค่โพสต์บน Facebook ซึ่งไม่เพียงพอ ประชาชนอยากเห็นเอกสารฉบับเต็ม เหมือนที่กรมควบคุมมลพิษทำ” อ.สืบสกุล กล่าว


นอกจากนี้ เขายังตั้งข้อสังเกตว่าทำไมเวลาประชาชนใช้ชุดตรวจเบื้องต้น เช่น “Test kit” ตรวจหาสารปนเปื้อน กลับถูกกระทรวงสาธารณสุขออกมาตอบโต้หรือแสดงความกังวล ทั้งที่กรมควบคุมมลพิษไม่เคยแสดงท่าทีเช่นนั้น


“การที่ภาครัฐไม่เปิดเผยข้อมูล แต่กลับไม่ยอมให้ประชาชนตรวจเอง นั่นแหละคือความไม่โปร่งใสที่แท้จริง” อ.สืบสกุล ย้ำ และบอกว่ากระทรวงเกษตรและกระทรวงสาธารณสุข ต้องปรับวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับหลักความโปร่งใสเหมือนกับกรมควบคุมมลพิษ พร้อมเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตาม ตรวจสอบ และร่วมแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของชุมชนตนเอง.

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ต่อคิวรอเข้า ”บ้านบางแค“ ทะลุ 6,000 คน สะท้อนแรงกดดันสังคมสูงวัย

สธ.เดินหน้า 1 ตำบล 1 อาสาพยาบาล เริ่มปีงบฯ 69 ค่าตอบแทน 15,000 บาท/เดือน

“ไม่ได้บังคับ แต่อยากให้ลองจัดดูก่อน” สภาการพยาบาล แจงปม ปรับเกณฑ์เวลาทำงานไม่เกิน 12 ชม.