หวั่น ‘รพ.รัฐ’อาจถูก สปสช. เรียกเงินคืน 4,000 ล้าน เตรียมรับผลกระทบการรักษา
‘หมอวี’เผย‘รพ.รัฐ’อาจถูกเรียกเงินคืน 4,000 ล้าน เตรียมรับผลกระทบการรักษา หลัง สปสช.! มีประกาศแนวทางทบทวนแนวทางการตรวจสอบยอดเบิกค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน (IP)
วันที่ 19 ก.ค. 69 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Veerapun Suvannamai ระบุว่า... ประกาศ สปสช. ฉบับใหม่ อาจทำให้ รพ.ที่ขาดทุนหนักอยู่แล้ว มีโอกาสจะถูกเรียกเงินคืนอีก 4,000 ล้านบาท พวกเราเตรียมรับผลกระทบจากการรักษากันนะครับ!
ประกาศ สปสช. ฉบับ กรกฎาคม 2568 มีวิธีตรวจโรงพยาบาลที่ทำให้หลายแห่งอาจต้อง “เสียเงินงบประมาณ” เพิ่มแบบน่ากังวล โดย สปสช. จะสุ่มตรวจเวชระเบียนแค่ 3% (Random Sampling) แล้วใช้ผลตรงนั้นไปปรับลดเงินทั้ง 100% ของงานทั้งหมด (extrapolation)
พูดง่ายๆ คือ ตรวจนิดเดียว แต่ตัดงบทั้งหมด ถึงคนไข้จะมานอนโรงพยาบาลจริง ได้รับการรักษาจริง หายจริง “แต่ถ้าเอกสารไม่ครบ หมอเขียนไม่ละเอียดพอ โรงพยาบาลก็โดนตัดเงินเต็มๆ”
ทั้งที่ความจริงก็คือ หมอและพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐต้องดูแลคนไข้จำนวนมาก ภาระงานล้นมือ จึงอาจเขียนเวชระเบียนไม่ครบตามที่ระบบต้องการ “ในทางกลับกัน สปสช. ขอทำงาน 3% สุ่มตรวจ แต่จะเอาเงินคืน 100%”
ผมว่าวิธีคิดนี้แปลกดี ผลก็คือ โรงพยาบาลรัฐกว่า 955 แห่งทั่วประเทศ อาจจะถูกตัดงบรวมกันมากกว่า 4,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2568
แม้ สปสช. จะอ้างว่า เงินจะกลับไปที่ Global Budget แต่ผลกระทบคือการลงโทษเกิดกับ รพ.แล้วอย่างไม่ต้องรอ เงินหมุนเวียนใน รพ.หายไปแล้ว และกว่าจะเบิกเงินกลับมาได้ก็น่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ประเด็นถัดมาก็ยิ่งน่ากังวล และที่น่าคิดคือ งบค่ารักษาผู้ป่วยใน (IP) ปี 2569 เพิ่มขึ้นแค่ 3.5% ในขณะที่งบด้านอื่น เช่น งบนวัตกรรม เพิ่มขึ้นถึง 72.9%
และกรณีที่มีหลักฐานว่าทุจริตจริงๆ เช่น เอาชื่อคนตายมาเบิกงบ หรือไม่มีคนไข้ไปรับบริการเลย กลับตรวจแค่บางส่วน และเรียกเงินคืนเฉพาะที่เจอ ไม่ใช้วิธีขยายผลแบบเดียวกับ IP แถมยังไม่แจ้งความทันที ต้องรอให้คืนเงินไม่ครบก่อน ค่อยดำเนินคดี แบบนี้ถูกต้องแล้วหรือ?
งบลดลง แต่คนไข้ไม่ได้ลดลง
บุคลากรต้องทำงานหนักเท่าเดิม หรือหนักกว่าเดิม บางโรงพยาบาลอาจต้องลดบริการ ลดจำนวนเจ้าหน้าที่ หรือจำกัดจำนวนคนไข้ที่รับได้ ผลกระทบจะเกิดขึ้นกับประชาชนผู้ไม่รู้นะครับ
◤ รพ.ศูนย์-รพ.ทั่วไป-เครือข่ายแพทย์สถาบันรัฐ ร่อนหนังสือค้าน สปสช. ใช้วิธีตรวจยอดเบิกเกิน IP แบบสุ่ม ชี้ไม่โปร่งใส-ไม่เป็นธรรม
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 68 กลุ่มโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข และเครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) ได้ร่วมลงนามในหนังสือถึงประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) และเลขาธิการ สปสช. ขอให้ ทบทวนแนวทางการตรวจสอบยอดเบิกค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน (IP)และการเรียกคืนเงินจากหน่วยบริการ โดยระบุว่าแนวทางปัจจุบันของ สปสช. ขาดความเป็นธรรม โปร่งใส และอาจก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนรุนแรงในระบบบริการสุขภาพ
○ คัดค้าน “การสุ่มตรวจ 3% แล้วใช้ประมาณการทั้งระบบ”
ในหนังสือดังกล่าว ชี้ว่า การสุ่มเวชระเบียนเพียง 3% หรือ 30 ราย จากผู้ป่วยทั้งหมด 1,000 ราย โดยไม่มีการระบุความหลากหลายด้านโรคหรือความซับซ้อนของการรักษา ไม่สามารถเป็นตัวแทนข้อมูลทั้งหมดได้ และอาจทำให้เกิด การประมาณการเบิกเกินที่คลาดเคลื่อนอย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่ได้สะท้อนภาพจริงของระบบ
นอกจากนี้ ยังระบุว่า ไม่มีการระบุช่วงความเชื่อมั่นทางสถิติ (Confidence Interval) ซึ่งควรเป็นมาตรฐานในกระบวนการประมาณการเพื่อสะท้อนความไม่แน่นอนของข้อมูล
○ จี้ขอสิทธิโต้แย้ง-ทบทวนข้อมูลก่อนคิดยอดเบิกเกิน
เครือข่ายโรงพยาบาลยังชี้ว่า กระบวนการตรวจสอบของ สปสช. ไม่เปิดโอกาสให้โรงพยาบาลโต้แย้งหรือทบทวนข้อมูลก่อนนำไปใช้คำนวณยอดเบิกเกิน ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ขณะที่ คำจำกัดความของคำว่า “เบิกเกิน” ก็ไม่ชัดเจน ว่าใช้เกณฑ์ใดตัดสิน
ยังมีข้อสังเกตถึง ความไม่โปร่งใสในการสุ่มตัวอย่างด้วยคอมพิวเตอร์เนื่องจากไม่มีการเปิดเผยวิธีสุ่ม อัลกอริทึมหรือโปรแกรมที่ใช้ และไม่มีการตรวจสอบโดยบุคคลที่สาม (Third-Party) ทั้งที่มี “ความขัดแย้งทางผลประโยชน์” เพราะ สปสช. เป็นผู้บริหารงบแบบปลายปิด
○ ข้อเสนอ 3 ข้อ เพื่อความเป็นธรรมในระบบตรวจสอบ
กลุ่มหน่วยบริการจึงเสนอให้ สปสช. ทบทวนแนวทางตรวจสอบใหม่ โดยมีข้อเสนอหลัก 3 ข้อ คือ
1. เชิญตัวแทนเครือข่ายหน่วยบริการเข้าร่วมออกแบบเกณฑ์และแนวปฏิบัติ ก่อนใช้งานจริง
2. ตั้ง “คณะทำงาน Pre-Audit ร่วมกัน” ระหว่าง สปสช. กับตัวแทนโรงพยาบาล และเปิดทางให้มี Third-Party Audit ตรวจสอบ
3. เริ่มต้นใช้แนวทางใหม่นี้ในปีงบประมาณหน้า (2569) เพื่อให้มีเวลาเตรียมตัว ไม่กระทบการเบิกจ่ายในไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณนี้
○ เสริมระบบธรรมาภิบาล-รักษาความร่วมมือในระบบ
ตอนท้ายของหนังสือ ระบุว่า แนวทางใหม่นี้ไม่เพียงส่งเสริมธรรมาภิบาลในระบบหลักประกันสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการรักษาความร่วมมือและความไว้วางใจระหว่าง สปสช. และหน่วยบริการในระบบที่ถือเป็นกลไกสำคัญของระบบสุขภาพไทย
โดยลงนามร่วมกันในนาม
• แพทย์หญิงภาวิณี เอี่ยมจันทน์ ประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป
• รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ประธานคณะกรรมการอำนวยการเครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทย์แห่งประเทศไทย (UHosNet)
สปสช.แจงสุ่มตรวจเวชระเบียนเพื่อความเป็นธรรม ยันงบผู้ป่วยใน “ไม่ได้ลด” ขณะที่ ชมรม รพศ./รพท. ชี้กลายเป็นการตัดงบแฝง หวั่นกระทบหนัก
• สปสช. ยืนยันงบประมาณสำหรับบริการผู้ป่วยในยังคงเท่าเดิม ไม่มีการลดลงตามที่มีข้อกังวลจากบางฝ่าย ชี้การสุ่มตรวจสอบเวชระเบียนผู้ป่วยใน เป็นไปตามมาตรฐานการควบคุมคุณภาพการเบิกจ่าย เพื่อให้หน่วยบริการได้รับงบตามผลงานที่แท้จริง
• ด้านกลุ่มโรงพยาบาลรัฐออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย ชี้ว่าการนำผลสุ่ม 3% ไปขยายผลทั้งระบบ อาจกระทบงบประมาณที่ควรได้รับจริงกว่า 4,000 ล้านบาท
◤ สปสช.แจง ตรวจเวชระเบียนเพื่อเพิ่มความโปร่งใส ไม่ใช่ตัดงบ
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. ในฐานะโฆษก เปิดเผยว่า การสุ่มตรวจสอบเวชระเบียนเป็นแนวปฏิบัติตามมติบอร์ด สปสช. เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความเป็นธรรมในการจ่ายค่าบริการผู้ป่วยใน โดยตรวจสอบเวชระเบียนจำนวน 3% จากทั้งหมด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ผ่านการคำนวณตามหลักสถิติ (confidence interval 95%) ร่วมกับคำแนะนำจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ
จากการตรวจสอบ พบว่ามีทั้งกรณีที่บันทึกเวชระเบียน “น้อยกว่าการให้บริการจริง” ซึ่ง สปสช.จะปรับ “เพิ่ม” ผลงาน และกรณีที่ “มากเกินจริง” ซึ่งจะถูก “ปรับลด” เพื่อสะท้อนผลงานที่แท้จริง โดยยืนยันว่า เงินยังอยู่ในกองทุนผู้ป่วยใน ไม่ได้ถูกส่งคืนมายัง สปสช. แต่อย่างใด
“หากปลายปีงบประมาณมีเงินคงเหลือ ก็จะโอนคืนให้โรงพยาบาลทั้งหมด หากไม่พอ สปสช.จะใช้งานข้อมูลจริงที่ผ่านการตรวจสอบขอรับงบเพิ่มเติมจากรัฐบาล” ทพ.อรรถพรกล่าว พร้อมระบุว่าแนวทางนี้เป็นมาตรฐานวิชาชีพที่ประเทศต่างๆ ใช้เพื่อป้องกันการเบิกเกินจริง และคุ้มครองโรงพยาบาลที่อาจบันทึกข้อมูลไม่ครบแต่ทำบริการจริง
◤ โรงพยาบาลรัฐโต้กลายเป็นการตัดงบแฝง – ห่วงบริการประชาชนสะดุด
นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์ อดีตประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป แสดงความกังวลว่า แนวทางของ สปสช.ในการนำผลตรวจเวชระเบียนเพียง 3% ไปคูณขยายเป็นผลการตรวจทั้งหมด อาจกลายเป็นการ “ลดงบแฝง” ที่ส่งผลกระทบต่อการบริการผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญ
เขาระบุว่า หาก สปสช.เดินหน้าแนวทางนี้ต่อ อาจทำให้โรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศสูญเสียงบประมาณรวมกว่า 4,000 ล้านบาท และในบางกรณี อาจส่งผลให้โรงพยาบาลที่ทำการรักษาจริงแต่มีข้อผิดพลาดด้านเอกสารไม่ได้รับค่ารักษาเลย
“ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่รักษาหาย แต่เอกสารสรุปการนอนโรงพยาบาลหายไป 1 หน้า กลายเป็นว่า สปสช.ไม่จ่ายค่ารักษาทั้งหมด หรือบางกรณีแพทย์ผ่าตัดจริง แต่เอกสารบันทึกไม่ตรงแบบฟอร์ม สปสช.ก็ปฏิเสธการจ่าย เช่น จากที่ควรได้ 18,696 บาท กลับได้แค่ 5,700 บาท ทั้งที่ต้นทุนจริงเกือบ 30,000 บาท แบบนี้ถือว่ายุติธรรมกับโรงพยาบาลหรือไม่” นพ.อนุกูลตั้งคำถาม
◤ ต้นทุนจริงสูงกว่าอัตราจ่าย ระบบปลายปิดซ้ำเติม รพ.รัฐ
ข้อมูลจากการวิจัยของนักวิชาการในสังกัดสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ระบุว่า ต้นทุนการรักษาผู้ป่วยในในโรงพยาบาลรัฐเฉลี่ยอยู่ที่ 13,240 บาทต่อหน่วย แต่ สปสช.จ่ายเพียง 8,350 บาท หรือราว 60% ของต้นทุน ทำให้โรงพยาบาลต้องรับภาระต้นทุนส่วนต่าง
นอกจากนี้ นพ.อนุกูลยังวิจารณ์ว่า สปสช.ประเมินจำนวนผู้ป่วยในต่ำกว่าความเป็นจริง ส่งผลให้งบไม่เพียงพอดูแลผู้ป่วยตลอดทั้งปี จึงเลือกใช้นโยบาย “ปลายปิด” ไม่ให้ขอเพิ่มงบอัตโนมัติ แม้มีผู้รับบริการเกินเป้า โดยสปสช.เสนอแนวทางปรับลดอัตราจ่ายผู้ป่วยในจาก 8,350 เหลือ 7,000 บาทต่อหน่วย เพื่อให้งบประมาณเพียงพอ
“สิ่งที่ สปสช.ควรทำคือ รายงานรัฐบาลให้ทราบว่า งบไม่พอ ต้องขอรับงบกลางเพิ่มเติม ไม่ใช่เลือกวิธีลดงบผ่านการขยายผลการตรวจเพียง 3% ไปครอบคลุมผู้ป่วยในทั้งหมด ซึ่งจะทำให้งบที่ควรได้รับจริงหายไปถึง 3,600 ล้านบาท”
แม้ สปสช.จะย้ำว่าไม่มีการลดงบผู้ป่วยในโดยตรง แต่แนวทางปฏิบัติที่พยายามควบคุมงบผ่านการประเมินเอกสารและผลการตรวจเพียงบางส่วน กำลังสร้างความกังวลต่อผู้ให้บริการในระบบที่ต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งจากภาระงานสูงและความผิดพลาดทางเอกสาร
ข้อเรียกร้องจากโรงพยาบาลรัฐคือ ขอให้ สปสช.ทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนประชาชนที่ “ซื้อบริการ” จากโรงพยาบาลอย่างแท้จริง ไม่ใช่ “ซื้อข้อมูลเอกสาร” โดยละเลยข้อเท็จจริงว่าผู้ป่วยได้รับการรักษาแล้วหรือไม่
จับตา 22 ก.ค. นี้! สปสช. เปิดเวทีฟังเสียง “ผู้ให้บริการบัตรทอง” ร่วมเคาะแนวทางบริหารงบ 2569 – ปมร้อนสุ่มตรวจเวชระเบียนยังคุกรุ่น
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เตรียมเปิดเวที “รับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้บริการ” ต่อร่างประกาศแนวทางการดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2569 ในวันที่ วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 โดยเชิญตัวแทนจากหน่วยบริการทุกระดับในระบบบัตรทอง 30 บาท เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น ผ่านเวทีอภิปรายแบบเปิด ระหว่างเวลา 13.00–16.00 น. ที่สำนักงาน สปสช. และถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live
ประเด็นสำคัญที่น่าจับตาไม่ใช่เพียงรายละเอียดการใช้งบกว่า 265,000 ล้านบาทของกองทุนปีงบใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อเสนอการปรับปรุงกลไกการจ่ายเงิน การควบคุมการเบิกจ่าย และที่เป็นประเด็นร้อนในหมู่โรงพยาบาลของรัฐอย่าง การสุ่มตรวจเวชระเบียนย้อนหลัง (Random Sampling) ซึ่งยังคงมีเสียงค้านจากหน่วยบริการบางส่วนที่มองว่าอาจกระทบความไว้วางใจระหว่างรัฐกับรัฐเอง
🧭 เวทีรับฟังตามกฎหมาย – เสียงของหน่วยบริการมีผลต่อประกาศฉบับจริง
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการและโฆษก สปสช. ระบุว่า เวทีนี้จัดขึ้นตาม มาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ซึ่งกำหนดให้ สปสช. ต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนประกาศหลักเกณฑ์บริหารกองทุนในแต่ละปี โดยปีนี้อยู่ภายใต้การกำกับของคณะอนุกรรมการฯ ที่มี นางมานิดา ภู่เจริญ เป็นประธาน
เวทีดังกล่าวจะเปิดให้ตัวแทนจากชมรมผู้บริหารโรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไป ชมรมโรงพยาบาลชุมชน หน่วยบริการสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลในเครือ UHosNet หน่วยบริการนวัตกรรม และสำนักการแพทย์ กทม. ร่วมแสดงความเห็นต่อร่างประกาศฯ ฉบับปีงบ 2569 ที่กำหนดทิศทางการใช้จ่ายงบและกลไกจัดสรรสิทธิประโยชน์ให้ประชาชน
💸 265,295 ล้านบาท – ใช้อย่างไรในปีงบ 2569?
ร่างประกาศฯ ฉบับใหม่ ระบุวงเงินกองทุนบัตรทองปี 2569 รวมทั้งสิ้น 265,295 ล้านบาท แบ่งเป็น:
• ค่าบริการรายหัว (OP+IP+บริการเฉพาะ): 198,228 ล้านบาท
• ค่ารักษาโรคเฉพาะ เช่น เอชไอวี, ไตวาย, ล้างไต: กว่า 30,000 ล้านบาท
• ค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ: 71,446 ล้านบาท
เป้าหมายสำคัญยังคงยึดหลัก “ความเท่าเทียม มีประสิทธิภาพ และการมีส่วนร่วม” โดยใช้งบแบบ Global Budget รายเขต พร้อมกลไกควบคุมการเบิกจ่ายอย่างเข้มข้น
🏥 ระบบการจ่ายเงิน: ปลายปิด ปลายเปิด และการควบคุมที่เข้มขึ้น
หนึ่งในสาระสำคัญของร่างประกาศปีนี้ คือการจัดกลุ่ม “รูปแบบการจ่ายเงิน”ออกเป็นหลายประเภท ได้แก่:
แน่นอนครับ! ด้านล่างนี้คือการแปลง “ตารางรูปแบบการจ่ายเงิน” ให้เป็น ข้อความแบบบรรทัดๆ เหมาะกับการโพสต์ในเพจข่าวบน Facebook หรือสื่อสังคมอื่นๆ ได้ทันที:
📌 แนวทางการจ่ายเงินจากกองทุนบัตรทอง ปีงบ 2569
(ตามร่างประกาศฯ สปสช.)
🟦 เหมาจ่ายรายหัว (Capitation)
👉 ใช้กับบริการผู้ป่วยนอก (OPD), บริการพื้นฐาน
👉 จ่ายให้หน่วยบริการตามจำนวนประชากรที่มีสิทธิ
👉 เป็น “งบปลายปิด” มีเพดานงบชัดเจนรายเขต
🟦 จ่ายตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG)
👉 ใช้กับบริการผู้ป่วยใน (IPD)
👉 คิดตามน้ำหนักโรค (RW) คูณอัตราจ่าย
👉 อยู่ภายใต้ “งบปลายปิด” หากเกินงบ อาจปรับลดตามสัดส่วน
🟦 จ่ายตามรายการบริการ (Fee Schedule)
👉 ใช้กับบริการเฉพาะ เช่น ผ่าตัดวันเดียวกลับ, เคมีบำบัดที่บ้าน
👉 กำหนดอัตราจ่ายไว้ชัดเจนในแต่ละรายการ
🟦 จ่ายตามโครงการเฉพาะ (Project-based)
👉 เช่น โครงการจีโนมิกส์, นวัตกรรม, กลุ่มเปราะบาง
👉 ต้องมีเป้าหมายชัดเจน และรายงานผลลัพธ์ได้
🟦 จ่ายตามผลลัพธ์ (Performance-based)
👉 เช่น ดูแลผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียง (LTC)
👉 จ่ายเมื่อมีผลสัมฤทธิ์ เช่น สุขภาพผู้ป่วยดีขึ้นจริง
🟦 จ่ายเป็นวัสดุ (In-kind)
👉 เช่น ยา, วัคซีน, อุปกรณ์แพทย์
👉 สปสช. จัดซื้อเอง กระจายให้หน่วยบริการโดยตรง
🟦 Clearing House (บัญชีเสมือน)
👉 ใช้กับผู้ป่วยที่ไปรักษาข้ามเขต/ข้ามจังหวัด
👉 สปสช. ทำหน้าที่หักกลบค่าใช้จ่ายระหว่างหน่วยบริการ
🟦 งบปลายเปิด
👉 ใช้กับบริการที่รัฐต้องจ่ายไม่ว่ากรณีใด เช่น UCEP (เจ็บป่วยฉุกเฉิน), ค่ารักษาโรคเฉพาะราคาแพง
👉 หากงบไม่พอ สามารถขอเพิ่ม หรือใช้เงินสะสมที่ไม่มีภาระผูกพัน
🟦 งบปลายปิด
👉 ใช้กับบริการทั่วไป เช่น IPD/OPD
👉 วางวงเงินชัด หากใช้เกินต้องบริหารให้พอดี หรือเสนอของบเพิ่มเติมในปีถัดไป
โดยกลไกการจ่ายส่วนใหญ่ใช้แบบ “งบปลายปิด” (เช่น DRG, Capitation) มีเพดานงบชัดเจนในแต่ละเขต หากใช้เกินต้องปรับลดหรือขอเพิ่มจากส่วนกลาง ขณะที่บริการบางประเภท เช่น UCEP (เจ็บป่วยฉุกเฉิน) หรือ ค่ารักษาโรคเฉพาะราคาแพง จะยังใช้ “งบปลายเปิด” เพื่อรองรับภาระที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า
🔍 “สุ่มตรวจเวชระเบียน” – จุดเปราะร้อนระหว่าง สปสช. กับหน่วยบริการรัฐ
ในหมวด “กลไกควบคุมการจ่ายเงิน” ของร่างประกาศฯ ปีนี้ ยังคงยืนยันการใช้ระบบ Pre-audit และ Post-audit โดยเฉพาะการ สุ่มตรวจเวชระเบียนย้อนหลัง (Random Sampling) เพื่อป้องกันการเรียกเก็บเกินจริงหรือเบิกซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ สปสช. ใช้ควบคู่กับระบบ e-Claim
อย่างไรก็ดี กลไกดังกล่าวเป็น ประเด็นขัดแย้ง ในช่วงเวลานี้ โดยมีเสียงวิจารณ์จากโรงพยาบาลของรัฐ ที่มองว่าการสุ่มตรวจอาจกระทบต่อความไว้วางใจระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกัน หรือทำให้บุคลากรเกิดภาระงานเอกสารซ้ำซ้อน
เวทีในวันที่ 22 ก.ค. นี้ จึงอาจเป็นพื้นที่สำคัญในการ เปิดโต๊ะถกเรื่องการตรวจสอบเบิกจ่าย อย่างรอบด้าน ระหว่าง สปสช. และหน่วยบริการ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ระบบกำลังเผชิญความท้าทายด้านงบประมาณและความคาดหวังจากสังคม
📣 เชิญร่วมแสดงความเห็น – ร่วมออกแบบระบบที่ประชาชนเชื่อมั่น
ทพ.อรรถพร กล่าวว่า เวทีวันที่ 22 ก.ค. นี้เปิดกว้างให้หน่วยบริการทั่วประเทศเข้าร่วมแสดงความเห็น ทั้งในเวทีอภิปราย และช่องทางออนไลน์ผ่าน Google Forms ซึ่งยังเปิดให้กรอกข้อเสนอได้ถึงวันเดียวกันนี้
📌 ร่วมเสนอความคิดเห็นต่อร่างประกาศฯ ได้ที่:
https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdhHK4bOXnEh9H-QGRw3qzC1cimOhYgiJ26IQw9RiawQOdrew/viewform
นอกจากจะสะท้อนความคิดของผู้ให้บริการแล้ว ข้อเสนอแนะที่ได้จากเวทีนี้จะถูกนำไปปรับปรุงร่างประกาศฯ ก่อนประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เพื่อให้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสามารถตอบสนองต่อความจำเป็นที่แท้จริงของผู้รับบริการอย่างแท้จริง



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น