ข้อมูลบัตรทอง 5 ล้านคน เป็นกุญแจเร่งวิจัยยาใหม่ให้คนไทย
ใช้ big data ผู้ป่วยทั่วประเทศ เร่งคัดเลือกยาดีเข้าบัญชีหลักประกันสุขภาพ จากรอหลายปีเหลือเพียงไม่กี่เดือน ไม่ต้องรอยาจากต่างประเทศ เมื่อวิจัยคลินิกไทยทำได้เร็วและแม่นยำ
ในอดีต เวลาจะมียาใหม่หรือวิธีการรักษาโรคใหม่ๆ เข้ามาในประเทศ ต้องใช้เวลานานกว่าจะผ่านขั้นตอนวิจัย ทดลอง ใช้จริง และถึงจะนำมาใช้รักษาประชาชนได้ กว่าจะถึงมือคนไข้ ต้องใช้เวลาหลายปี
แต่วันนี้หน่วยงานสำคัญสองแห่ง คือ สวรส. (สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข)กับ สปสช. (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) จับมือกัน เพื่อทำให้ “วงจรการพัฒนายาใหม่” เดินหน้าได้ไวขึ้น ปลอดภัยขึ้น และมีประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้น
สวรส. คือหน่วยงานที่คอยส่งเสริมงานวิจัยด้านสาธารณสุข ส่วน สปสช. คือเจ้าของฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศเกี่ยวกับผู้ป่วยในระบบบัตรทอง เช่น ใครป่วยเป็นอะไร อยู่จังหวัดไหน รักษาอย่างไร ใช้ยาตัวไหน
เมื่อทั้งสองหน่วยงานนี้มาร่วมมือกัน เขาจะใช้ข้อมูลจริงของคนไทยทั้งประเทศมาช่วย “คัดเลือก” และ “วางแผน” ว่าจะทดสอบยาหรือวิธีรักษาใหม่ๆ กับใคร ที่ไหน อย่างไร ให้เร็วขึ้น ถูกจุด และปลอดภัย
เช่น หากนักวิจัยต้องการทดสอบยารักษามะเร็งชนิดหนึ่ง ถ้ามีฐานข้อมูลของ สปสช. ก็สามารถดูได้ว่า จังหวัดไหนมีคนป่วยมาก นักวิจัยก็จะเดินทางไปทดสอบได้ไวขึ้น ลดเวลาและงบประมาณที่ต้องใช้
◤ รู้จัก “งานวิจัยคลินิก” เบื้องหลังยาดีที่คนไทยควรเข้าถึงได้ไวขึ้น
“งานวิจัยคลินิก” หรือ Clinical Trial ฟังดูเหมือนเรื่องของหมอๆ หรือห้องแล็บไกลตัว แต่จริงๆ แล้วมันคือขั้นตอนสำคัญที่ทุกยารักษาโรคหรือวัคซีนต้องผ่านก่อนจะนำมาใช้กับคนทั่วไป
เปรียบง่ายๆ ว่า ยาใหม่ก็เหมือนรถรุ่นใหม่ ถ้ายังไม่ได้ทดสอบวิ่งจริง เราก็ไม่รู้ว่าปลอดภัยไหม กินน้ำมันเปลืองหรือเปล่า ทนทานไหม ยิ่งเป็นโรคที่หายาก หรือยาที่ใช้กับคนไข้เฉพาะกลุ่ม ก็ต้องมีการศึกษาละเอียดมากขึ้นไปอีก
นี่คือเป้าหมายสำคัญของความร่วมมือนี้ – เมื่อวิจัยได้เร็วขึ้น ทดสอบได้แม่นยำขึ้น ยาและวัคซีนใหม่ๆ ที่มีคุณภาพและปลอดภัยก็จะเข้ามาอยู่ในบัญชียาหลักของประเทศไวขึ้น หมายความว่า คนไทยที่ใช้สิทธิบัตรทองก็จะเข้าถึงยาเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องควักกระเป๋าเอง
และเมื่อเรามีระบบที่ช่วยให้คนเข้าถึงยาได้ดีขึ้น ไม่ต้องรอคิวนาน ไม่ต้องใช้ยาที่ล้าสมัย ก็เท่ากับลดความเหลื่อมล้ำในการรักษาพยาบาล และเพิ่มความมั่นคงให้กับระบบสุขภาพของประเทศในระยะยาว
ในความร่วมมือนี้ สวรส. ยังพูดถึงเรื่องการสร้างระบบข้อมูลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ (โดยไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัว) ซึ่งหมายถึงว่า งานวิจัยที่เคยเป็นเรื่องของนักวิทยาศาสตร์ ก็จะกลายเป็นข้อมูลสาธารณะที่เอามาใช้วางนโยบายเพื่อคนทั้งประเทศได้
ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้ามีข้อมูลชัดเจนว่าภาคใต้ขาดแคลนวัคซีนบางตัว รัฐก็สามารถใช้งานวิจัยมาช่วยตัดสินใจจัดสรรวัคซีนให้เหมาะสมได้ไวขึ้น
ในวันข้างหน้า ถ้าเราป่วยด้วยโรคแปลกๆ หรือโรคที่เดิมรักษาได้ยาก ระบบใหม่นี้จะช่วยให้เรามีโอกาสได้ยาดี มีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องรอข้ามปีหรือไปรักษาไกลถึงต่างประเทศ
นอกจากนี้ ยังช่วยให้ภาครัฐประหยัดงบประมาณ เพราะการใช้ยาที่วิจัยมาแล้วอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมดีกว่าการจ่ายเงินซื้อยาราคาแพงแต่ได้ผลลัพธ์น้อย


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น