ปลุกคนเมืองเรียนรู้ระบบนิเวศ ใกล้ชิดธรรมชาติไม่ต้องเข้าป่า

Green Active 68 จัดวงเสวนา “ปลูกอนาคต ต้านโลกรวน” สร้างพื้นที่ให้คนเมืองสัมผัสธรรมชาติ แม้ในสวนสาธารณะหรือมหาวิทยาลัย นักอนุรักษ์ชี้ การได้เห็นสัตว์และระบบนิเวศช่วยสร้างความเข้าใจและความผูกพัน ชี้ อนุรักษ์ยุคใหม่ต้องใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน หวังคนเมืองเข้าใจบทบาทตัวเองในห่วงโซ่ธรรมชาติ 




วันนี้ (28 ก.ย. 68) ไทยพีบีเอสจัดกิจกรรม “Green Active: โลกร้อง เรารีแอก” ภายใต้หัวข้อวงเสวนา “ปลูกอนาคต ต้านโลกรวน” โดยมีนักแสดงและนักอนุรักษ์ชื่อดัง วัชรบูล ลี้สุวรรณ ร่วมเปิดใจถึงเส้นทางกว่า 10 ปีในการทำงานด้านอนุรักษ์ พร้อมตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า สิ่งที่ทำมานั้น “เข้าถึงผู้คนจริงหรือไม่”




วัชรบูลเล่าว่า ตั้งแต่สื่อเริ่มรู้จักตัวตนในฐานะคนรักธรรมชาติ เขามักถูกเชิญให้พูดถึงคุณค่าของการอนุรักษ์มาอย่างต่อเนื่อง แต่ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เขายอมรับว่ายังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่พยายามสื่อออกไปช่วยเปลี่ยนมุมมองของสังคมได้จริงหรือไม่


“ทุกวันนี้ก็ยังตั้งคำถามกับตัวเองตลอดว่า สิ่งที่ทำมันถูกไหม แต่ในมุมสายอนุรักษ์ผมคิดว่ามาไม่ผิดทาง เพียงแต่มันท้าทายมาก เพราะโลกยังถูกแสวงหาทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง” วัชรบูลกล่าว


หนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของเขาคือการถ่ายภาพนกหายาก โดยเฉพาะ “กระเต็นขาวดำใหญ่” ที่ตามหามานานกว่า 10 ปีแต่ยังไม่มีโอกาสบันทึกภาพได้สมใจ เขาเล่าว่าการตามหานกบางชนิดทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยความหวัง และกลายเป็นแพชชั่นที่ทำให้รอคอยทุกฤดูหนาวซึ่งนกอพยพจะกลับมา


อย่างไรก็ตาม วัชรบูลยังสะท้อนถึงความผูกพันและความเสียดาย เช่น นก “แต้วแล้วท้องดำ” ที่เคยพบในไทยเมื่อกว่า 20 ปีก่อน แต่ปัจจุบันเชื่อว่าสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติในประเทศแล้ว เหลือเพียงพื้นที่ชายแดนรัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา


“ผมผลัดวันประกันพรุ่งจนไม่ได้ถ่ายมันไว้ สุดท้ายมันหายไปแล้ว กลายเป็นตราบาปในใจ” เขากล่าว


วัชรบูลยังสะท้อนว่า คนดูนกและช่างภาพนกคือ “กลุ่มพิเศษ” ที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น บางครั้งต้องเสี่ยงเดินทางเข้าไปในพื้นที่สงครามหรือเขตความไม่สงบเพื่อถ่ายนกหายาก แต่ความรักในธรรมชาติก็ผลักดันให้พวกเขายังคงเดินหน้าตามหาไม่หยุด




อนุรักษ์ยุคใหม่ต้องใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน


ขวัญข้าว สิงหเสนี ผู้อำนวยการสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เสน่ห์ของธรรมชาติไม่ได้อยู่ที่สิ่งมีชีวิตเพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่คือ “ความสัมพันธ์” ระหว่างสัตว์ ป่า และระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกัน


“เวลาพูดถึงความสัมพันธ์ของธรรมชาติ มันทำให้รู้สึกตื่นเต้น เหมือนเราได้เข้าใจบทบาทของสิ่งมีชีวิตในห่วงโซ่เดียวกัน” ขวัญข้าวกล่าว


เธอย้ำว่า ความท้าทายสำคัญของการสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อม คือคนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นประโยชน์ที่ตนเองได้รับโดยตรงจากการอนุรักษ์ ดังนั้นแนวทางยุคใหม่จึงไม่ใช่การห้ามใช้ทรัพยากร แต่ต้องมุ่งไปที่ “การใช้อย่างยั่งยืนและต่อเนื่อง”


ขวัญข้าวยังยกตัวอย่างนกที่เธอชื่นชอบคือ นกปากช้อนชนิดสปูนบิลแซนด์ไพเปอร์ ซึ่งเป็นนกอพยพหายากและการอนุรักษ์ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ


“มันไม่ใช่แค่เรื่องของนก แต่คือการสร้างเครือข่ายและการเรียนรู้ร่วมกัน” เธอกล่าว



นักศึกษาและคนดังชวนคนเมืองใกล้ชิดธรรมชาติ


พลอยธัญญา ยินดีรัก พานิชภักดิ์ นิสิตภาควิชาสัตววิทยา ม.เกษตรศาสตร์ เปิดใจว่า ความสนใจในสัตว์และระบบนิเวศ ทำให้เธอเปลี่ยนจากความตั้งใจเดิมอยากเป็นสัตวแพทย์ มาสู่การเรียนสัตววิทยา


“สัตววิทยาเป็นการศึกษาสัตว์และวิจัยเพื่อให้เราเข้าใจว่าเขาอาศัยอยู่ในพื้นที่แบบไหน และจะช่วยอนุรักษ์ได้อย่างไรโดยไม่เบียดเบียนระบบนิเวศ”


พลอยธัญญาย้ำว่า การอยู่ใกล้ธรรมชาติไม่จำเป็นต้องไปถึงป่าลึกเสมอไป เพราะธรรมชาติอยู่รอบตัวเรา แม้แต่ในมหาวิทยาลัยหรือสวนสาธารณะในเมืองใหญ่ก็สามารถสังเกตสัตว์และเรียนรู้ระบบนิเวศได้


“บางครั้งเพื่อนๆ อาจไม่อินกับธรรมชาติมากนัก แต่เมื่อได้เห็นสิ่งมีชีวิตหรือพื้นที่ที่เปลี่ยนไป เช่น นกตัวเดิมหายไป ก็จะเริ่มสนใจและค่อยๆ ตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติ”


วัชรบูลเสริมว่า การจัดกิจกรรมเปิดพื้นที่ให้คนเมืองสัมผัสธรรมชาติ เช่น ดูนก แคมปิ้ง หรือวาดภาพธรรมชาติ เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความรักและความเข้าใจต่อสิ่งแวดล้อม


“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการให้ผู้คนได้ไปสัมผัสธรรมชาติ เมื่อรู้สึกผูกพัน ก็จะเข้าใจและอยากปกป้องมากขึ้น งานวิชาการและนโยบายยังจำเป็น แต่การเปลี่ยนแปลงจริงเกิดจากทั้งคนทั่วไปและการกำกับนโยบายร่วมกัน”



“Small Action” ช่วยสร้างฐานข้อมูลและเชื่อมคนกับธรรมชาติ


ขวัญข้าวแนะนำว่า การทำกิจกรรมเล็ก ๆ หรือ “Small Action” ในชีวิตประจำวันสามารถส่งผลต่อการอนุรักษ์อย่างมีนัยสำคัญ เช่น การใช้แอป Natural List บันทึกสัตว์และสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งช่วยสร้างฐานข้อมูลสำหรับงานวิจัย


“การบันทึกว่าเจอสัตว์ชนิดนี้วันนี้ แต่ 5 ปีต่อมาไม่เจอ จะช่วยให้เราทราบผลกระทบและวางแผนอนุรักษ์ได้อย่างแม่นยำ”


นอกจากนี้ การทำกิจกรรมร่วมกับสมาคม เช่น การสำรวจธรรมชาติหรือดูนก ยังช่วยให้ผู้คนได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างชุมชนคนรักธรรมชาติ


“เมื่อเรารู้จักธรรมชาติและมีเพื่อนร่วมทาง มันทำให้การอนุรักษ์สนุกและง่ายขึ้น”



การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนเริ่มได้จากตัวเรา


ทั้งวัชรบูลและขวัญข้าวต่างเน้นย้ำว่าการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ลดการใช้พลาสติก ใช้สิ่งของให้คุ้มค่า เลือกอาหารเกษตรอินทรีย์ หรือปลูกผักสวนครัวเล็ก ๆ ที่บ้าน


“เราไม่สามารถเปลี่ยนทุกคนให้คิดเหมือนเราได้ แต่เราสามารถทำในส่วนของตัวเอง และเคารพการทำของผู้อื่น” วัชรบูลกล่าว


ขวัญข้าวสรุปว่า การปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ ทั้งเรื่องขยะ เสื้อผ้า อาหาร และการเลือกใช้สินค้าอย่างมีสติ สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติและสังคมได้อย่างยั่งยืน

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บัตรทอง ใช้งบผิดทาง ปลายปิดกับรพ.ใหญ่ ปลายเปิดกับร้านยา

“โรงพยาบาลท่าตูม” แนวรับด่านใหม่ – รองรับผู้ป่วยชายแดนกว่า 170 ราย หลัง รพ.แนวปะทะต้องปิดบริการ

หวั่น ‘รพ.รัฐ’อาจถูก สปสช. เรียกเงินคืน 4,000 ล้าน เตรียมรับผลกระทบการรักษา