“พญ.ภาวิณี เอี่ยมจันทน์” เปิดใจกลางวิกฤตบัตรทอง
ชี้โรงพยาบาลไม่ได้บริหารผิด แต่ระบบงบประมาณไม่สมดุล ระบุเงินสิทธิข้าราชการ-บริจาคต้องช่วยประคองสถานการณ์ ขอ สปสช.จ่ายชดเชยไม่ต่ำ 8,350 บาท/AjRW ตลอดปี รอลุ้นผลประชุม สปสช. 3 พ.ย. นี้
จากกระแสความกังวลเรื่องสถานะทางการเงินของโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ ที่หลายแห่งต้อง “นำเงินจากกองทุนข้าราชการและเงินบริจาคมาเกลี่ยชดเชยงบขาดทุนจากบัตรทอง” นั้น “พญ.ภาวิณี เอี่ยมจันทน์” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสระบุรี และประธานชมรม รพศ./รพท.
ให้สัมภาษณ์ว่าเพราะระบบงบประมาณระหว่างกองทุนสุขภาพทั้ง 3 สิทธิ์ บัตรทอง, ข้าราชการ, และประกันสังคม แม้มี “โครงสร้างจ่ายชดเชยที่ต่างกัน” แต่โรงพยาบาลต้องบริหารรวมใน ”กองเงินบำรุง“เพื่อให้บริการไม่สะดุด
▌เงินบำรุงคือก้อนเดียวที่ต้องใช้ดูแลทุกกองทุน
พญ.ภาวิณี อธิบายว่า โรงพยาบาลทุกแห่งไม่ว่าจะขนาดใด มีรายได้หลักจาก “กองทุนสุขภาพ” ที่แตกต่างกันไปตามพื้นที่และสัดส่วนประชากร โดยทั่วไป โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปจะมีผู้ป่วยสิทธิบัตรทองมากที่สุด คิดเป็น 50–70% ของผู้รับบริการทั้งหมด
รองลงมาคือสิทธิข้าราชการประมาณ 10–20% ส่วนประกันสังคมและผู้จ่ายเงินเองมีสัดส่วนที่น้อยกว่า
“เงินที่โรงพยาบาลได้รับจากทุกกองทุนจะเข้าสู่บัญชีเดียวกัน คือ ‘เงินบำรุง’ ซึ่งเป็นก้อนหลักที่เราบริหารรวม เพื่อให้ระบบเดินได้ต่อเนื่อง ไม่มีการแยกใช้รายสิทธิ์อย่างที่หลายคนเข้าใจ”
อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่าในความเป็นจริง เงินจากกองทุนข้าราชการและเงินบริจาคของประชาชนมักถูกนำมาช่วยชดเชยงบขาดดุลจากกองทุนบัตรทอง เพราะงบรายหัวจากบัตรทองไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริงในการดูแลผู้ป่วย
“ต้องขอบคุณประชาชนที่ยังบริจาคช่วยโรงพยาบาล เพราะทุกบาททุกสตางค์ช่วยให้เราผ่านช่วงที่ยากที่สุดได้จริงๆ” พญ.ภาวิณีกล่าว
▌ระบบชดเชยไม่สมดุล บัตรทองคืนเพียง 45–48% ของต้นทุนจริง
ในแง่โครงสร้างการชำระเงินระหว่างกองทุน พญ.ภาวิณีอธิบายว่า
แม้ทุกกองทุนจะใช้หลักการ “DRG” หรือ Diagnosis Related Group
เพื่อคำนวณค่ารักษาผู้ป่วยในตามน้ำหนักของโรคเหมือนกัน
แต่ “ราคาที่ได้รับชดเชย” แตกต่างกันมาก
• บัตรทอง (สปสช.) ได้รับเงินคืนเพียง 45–48% ของต้นทุนจริง
• สิทธิข้าราชการ (กรมบัญชีกลาง) ได้คืนราว 90%
• ประกันสังคม อยู่ที่ 90–100% โดยมีอัตราคงที่ 12,000 บาทต่อหน่วยน้ำหนักตลอดปีงบประมาณ
“สองกองทุนหลังมีความแน่นอนทางการเงินสูงกว่า ทำให้บริหารได้ง่าย แต่บัตรทองจ่ายต่ำกว่าต้นทุนจริงเกือบครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้โรงพยาบาลต้องนำเงินจากส่วนอื่นมาช่วยหมุนระบบไม่ให้สะดุด”
▌“ไม่ได้บริหารผิด แต่ระบบเคลมซับซ้อน” ปัญหาอยู่ที่ขั้นตอนการเบิกจ่าย
เมื่อถูกตั้งข้อสังเกตว่า “โรงพยาบาลบางแห่งขาดทุนเพราะบริหารงบไม่ดี” พญ.ภาวิณีชี้แจงว่า ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่การบริหารภายใน
แต่อยู่ที่กระบวนการ “คีย์เคลม” หรือการบันทึกและส่งข้อมูลเพื่อเบิกค่ารักษา ซึ่งมีขั้นตอนซับซ้อนและเข้มงวดขึ้นทุกปี
“ก่อนจะพูดถึงการบริหารเงิน โรงพยาบาลต้องมีเงินให้บริหารก่อน ซึ่งขั้นตอนการเคมคือไม้ตายของระบบนี้ มันยากและต้องใช้บุคลากรเฉพาะทางจำนวนมาก บางแห่งไม่มีคนหรือไม่มีความพร้อม ทำให้เบิกเงินได้ช้า หรือได้ไม่ครบ”
เธอระบุว่า กระบวนการเคมในปัจจุบันมีถึง 10 ด่านตรวจสอบ และมีการปรับเกณฑ์ใหม่เกือบทุกปี ทำให้หน่วยบริการต้องเรียนรู้และปรับระบบตลอดเวลา
“เราเข้าใจว่า สปสช.ต้องการข้อมูลที่แม่นยำขึ้น แต่ความเปลี่ยนแปลงถี่เกินไป ทำให้หน้างานรับภาระหนักมาก”
▌โรงพยาบาลพ้นวิกฤตโควิดแต่กลับมาสู่จุดเดิม เงินบำรุงลดลงต่อเนื่อง
พญ.ภาวิณีกล่าวว่า วิกฤตสถานะการเงินของโรงพยาบาลรัฐ “ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก” ก่อนโควิด-19 เคยมีสัญญาณเตือนจากเงินบำรุงที่ลดลงต่อเนื่อง แต่เมื่อเกิดโควิด โรงพยาบาลได้รับเงินชดเชยจากการดูแลผู้ป่วย ทำให้มีรายรับกลับเข้ามาชั่วคราว
“ตอนโควิด ประเทศไทยบริหารสถานการณ์ได้ดี โรงพยาบาลจึงได้รับเงินชดเชยเพิ่ม หลายแห่งนำเงินนั้นมาปรับปรุงระบบและอาคารหลังจากที่ไม่ได้พัฒนาเลยมาหลายปี แต่พอโควิดผ่านไป รายได้ก็กลับมาสู่ระดับเดิม เงินบำรุงก็ลดลงอีก”
เธอย้ำว่า “เราต้องการระบบที่ยั่งยืน” เพราะบุคลากรทุกคนในโรง พยาบาลต้องการเพียงให้ระบบเดินต่อได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
▌ค่า DRG 8,350 บาท “ยังไม่แน่นอน” ต้องรอผลประชุม 3 พฤศจิกายน
เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการทบทวน “ค่า Adjusted RW” หรืออัตราเงินต่อหน่วยน้ำหนักโรค ที่เรียกร้องให้ สปสช. คงไว้ที่ 8,350 บาทต่อ AdjRW ไม่ลดนั้น พญ.ภาวิณีระบุว่า ขณะนี้ยังไม่แน่นอน
“ ท่านพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สธ. ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. จะนำเข้าสู่ที่ประชุมวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ หากปรับเป็น 8,350 บาทในอัตราคงที่จริง จะถือว่าดีกว่าเดิม แต่ถ้าลดลงก็ยิ่งยาก”
เธออ้างอิงผลการศึกษาของ สวรส. (สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข) ที่พบว่า “ต้นทุนจริงต่อหน่วยน้ำหนักโรคอยู่ที่ประมาณ 13,000 บาท ต่อ AdjRW” ซึ่งต่ำกว่าอัตราชดเชยของ สปสช. ในปัจจุบันมาก
▌กรณีสุ่มตรวจเวชระเบียน 3% — “อย่าตัดงบเพราะเวชระเบียนไม่สมบูรณ์”
พญ.ภาวิณีได้กล่าวถึงกรณีที่ สปสช. ใช้ผลการสุ่มตรวจเวชระเบียน 3% ของโรงพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการเบิกจ่าย และอาจนำผลมาหักงบผู้ป่วยในถึง 100%
เธอมองว่ามาตรการนี้ “ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของหน้างาน“ เวลาสุ่มตรวจพบว่าเวชระเบียนไม่สมบูรณ์ แต่ผู้ป่วยหายดี นั่นไม่ได้หมายความว่าโรงพยาบาลทำผิด เพียงแต่หมออาจเขียนรายละเอียดน้อย หรือบันทึกไม่ครบตามเกณฑ์ แต่ผู้ป่วยก็ได้รับการรักษาครบถ้วน”
พญ.ภาวิณีระบุว่า เกณฑ์การตรวจที่เข้มงวดเกินไป ทำให้หลายโรงพยาบาลถูกตีความว่า “ผิดปกติ” ทั้งที่ความจริงเป็นเพียง “ความไม่สมบูรณ์ของเอกสาร” มากกว่าจะเป็นการทุจริต
“ตอนนี้กำลังมีการหารือกันว่าจะปรับระบบตรวจอย่างไรให้เป็นธรรมกับหน่วยบริการมากขึ้น”
▌“เราออกมาเพราะห่วงระบบ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง”
พญ.ภาวิณีย้ำว่า การออกมาเคลื่อนไหวของเครือข่ายโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ของหน่วยงานใด แต่เพื่อเตือนว่าระบบสาธารณสุขไทย “กำลังเข้าใกล่วิกฤต”
“เรามองเห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับระบบ ถ้าวันนี้เราไม่พูด ไม่สะท้อนปัญหาจากหน้างาน สุดท้ายระบบสุขภาพของประเทศอาจอยู่ไม่รอด
พวกเราทุกคนอยากเห็นระบบที่มั่นคง ยั่งยืน และดูแลคนไทยได้ต่อไป”
#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น