ชาวเชียงรายเลิกใช้น้ำประปาดื่ม หลังพบปนเปื้อนในแม่น้ำกก — เปลี่ยนซื้อน้ำ 100%
“รัตติกร แสงสุวรรณ” ชาวบ้านในเขตเทศบาลนครเชียงราย เล่าว่า ปัจจุบันครัวเรือนส่วนใหญ่ในเมืองเชียงรายเปลี่ยนจากการใช้น้ำบาดาลมาใช้น้ำประปา แต่หลังเกิดกระแสข่าวการปนเปื้อนในแม่น้ำกกซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบผลิตประปา ชาวบ้านจำนวนมากเริ่มไม่มั่นใจในคุณภาพน้ำ โดยเฉพาะเมื่อตรวจพบค่าปนเปื้อนที่เกินมาตรฐานในหลายจุดของจังหวัด
“เมื่อก่อนเราใช้น้ำประปาแล้วกรองเองสำหรับดื่มและทำอาหาร แต่หลังจากมีข่าวเรื่องสารปนเปื้อน โดยเฉพาะตอนที่ปลาในแม่น้ำเริ่มป่วยตาย ทั้งชุมชนก็เลิกใช้น้ำประปาดื่มทันที ตอนนี้ต้องซื้อน้ำทั้งหมด ทั้งดื่ม ทั้งปรุงอาหาร” รัตติกรกล่าว
ในฐานะเจ้าของร้านอาหาร รัตติกรยอมรับว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก เพราะต้องซื้อน้ำจากโรงงานทั้งหมด ทั้งน้ำดื่มสำหรับลูกค้า และน้ำที่ใช้ประกอบอาหาร “เราไม่กล้าใช้น้ำประปา แม้จะกรองแล้วก็ตาม เพราะกลิ่นคลอรีนแรงมาก บางครั้งแม้ต้มน้ำแล้ว กลิ่นก็ยังไม่หาย”
เธอกล่าวว่า แม้การประปาจะออกมายืนยันว่าน้ำที่ผ่านการบำบัดมีคุณภาพและอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย แต่ในกลุ่มชาวเชียงรายที่ติดตามข้อมูลตรวจสอบน้ำกลับพบว่าค่าปนเปื้อนในแต่ละพื้นที่ยังเกินมาตรฐาน “ผลตรวจแต่ละครั้งยังเกินมาตรฐานทุกเดือน เราเลยไม่มั่นใจเลยว่าประปาจะปลอดภัยจริงหรือไม่”
นอกจากน้ำดื่มแล้ว รัตติกรยังเล่าว่าแม้แต่การอาบน้ำก็เริ่มก่อให้เกิดปัญหาผิวหนัง “หลังอาบน้ำจะมีผื่นขึ้นตามข้อพับ ตอนแรกคิดว่าแพ้อากาศ แต่ไปหาหมอแล้วหมอบอกให้งดใช้น้ำประปา พอเปลี่ยนมาใช้น้ำที่เก็บไว้ในถังให้ตกตะกอนก่อนอาบ ผื่นก็ค่อยๆ ลดลง”
ปัจจุบันในหมู่บ้านของเธอ แทบไม่มีใครเปิดน้ำประปาดื่มกิน ทุกบ้านต้องซื้อน้ำเข้าถังสำรองอย่างน้อยสัปดาห์ละสองครั้ง “เมื่อก่อนสั่งน้ำแค่สัปดาห์ละหน เดี๋ยวนี้ต้องสองครั้ง เพราะใช้น้ำซื้อล้วนๆ ไม่มีใครกล้าใช้น้ำประปาแล้ว”
รัตติกรกล่าวว่า สาเหตุของปัญหาน่าจะมาจากกิจกรรม “เหมืองแร่” ในพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งทำให้น้ำเน่าเสียและปนเปื้อน “ถ้าไม่จัดการต้นทาง ปัญหาก็ไม่มีวันจบ การฟื้นฟูแม่น้ำไม่น่าจะทำได้ใน 1-2 ปี อย่างน้อยต้อง 10 ปีขึ้นไปกว่าน้ำจะกลับมาสะอาด”
เธอเห็นด้วยกับข้อเสนอของภาครัฐที่กำลังพิจารณา “ย้ายแหล่งน้ำดิบ” จากแม่น้ำกกไปยังเขื่อนแม่สวย หรือแม่น้ำแม่ลาว เพื่อผลิตน้ำประปาแทน “ถ้าย้ายไปแหล่งอื่นจะมั่นใจขึ้นมาก อย่างแม่น้ำแม่ลาวไม่ได้รับน้ำจากฝั่งพม่าเหมือนแม่น้ำกก คนเชียงรายส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย เพราะแม่น้ำกกตอนนี้น่าจะฟื้นยากในระยะสั้น”
เมื่อถามถึงความรู้สึกในฐานะคนเชียงรายที่เติบโตมากับแม่น้ำกก รัตติกรตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าว่า
“แม่น้ำกกเป็นชีวิตของคนเชียงราย ไม่เคยคิดว่าจะถึงวันที่เราต้องเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบ เพราะแม่น้ำเส้นนี้อยู่มาก่อนเราจะเกิด แต่วันนี้เรากลับไม่กล้าแม้แต่จะใช้น้ำจากมันดื่มกิน มันสะเทือนใจมากจริงๆ”
ขณะที่ “มธุรส เปล่งใส” ชาวบ้านในเขต ต.รอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย เปิดใจว่า ตนและครอบครัวหยุดใช้น้ำประปาดื่มมาหลายเดือนแล้ว เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย แม้การประปาฯ จะยืนยันว่าคุณภาพน้ำยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
“น้ำประปาเราใช้ในชีวิตประจำวันทุกอย่างเลย ทั้งล้างหน้า แปรงฟัน รดน้ำต้นไม้ ให้น้ำสัตว์เลี้ยง ยกเว้นแค่น้ำดื่มเท่านั้นที่เราไม่กล้าใช้” มธุรสกล่าว
เธออธิบายว่า หลังเกิดข่าวสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำตั้งแต่ต้นปี ความเชื่อมั่นของประชาชนจำนวนมากก็เริ่มสั่นคลอน แม้หน่วยงานรัฐจะพยายามสื่อสารว่าน้ำอยู่ในค่ามาตรฐานก็ตาม
“เรารู้ว่าเขาพยายามชี้แจง มีคนออกมาชิมน้ำ โชว์ล้างหน้า แต่ไม่มีผลวิจัยยืนยันเลยว่า ถ้าเราดื่มน้ำแบบนี้ไป 10 ปี 20 ปี จะไม่เป็นมะเร็ง หรือไม่มีผลต่อสุขภาพสัตว์เลี้ยงกับพืชผักของเรา” เธอกล่าว
มธุรสย้ำว่า แม้จะไม่มั่นใจในคุณภาพน้ำ แต่คนในอำเภอเมืองเชียงรายแทบไม่มีทางเลือกอื่น
“คนส่วนใหญ่ไม่มีบ่อบาดาล ทุกคนต้องใช้น้ำประปา ถึงจะไม่มั่นใจเราก็ต้องอาบ ต้องซัก ต้องใช้ เพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้”
เธอยังสะท้อนปัญหาโครงสร้างระบบประปาที่ดำเนินมานาน ทั้งปัญหาน้ำไม่ไหลในช่วงน้ำท่วมและระบบจ่ายน้ำที่ไม่เสถียร
“ตอนน้ำท่วมไฟดับ น้ำก็ไม่ไหล 7 วันเต็ม เราไม่มีน้ำใช้เลย ทั้งอุปโภคบริโภค หลังน้ำลดก็ยังมีประกาศซ่อมบำรุงแทบทุกเดือน ถ้าย้ายแหล่งน้ำดิบได้จริง เราคิดว่าคุณภาพระบบผลิตน่าจะดีขึ้นด้วย”
สำหรับการย้ายแหล่งน้ำดิบผลิตประปา ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานรัฐ มธุรสยอมรับว่า “ดีใจมาก”
“เรื่องนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องโลหะหนักอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาที่สะสมมานาน ถ้าต้นน้ำมีปัญหา เราในปลายน้ำก็ต้องรับกรรม การย้ายแหล่งน้ำจึงเป็นทางออกเดียวที่พอจะช่วยได้”
เธอสะท้อนความรู้สึกส่วนตัวว่าไม่เคยคิดมาก่อนว่า “เชียงราย เมืองน้ำสะอาด” จะมาถึงวันที่ประชาชนต้องกลัวน้ำประปาในบ้านตัวเอง
“ตั้งแต่เด็กเรากินน้ำกก เล่นน้ำกก มันคือเส้นเลือดใหญ่ของชีวิตเราเลย แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่เราต้องระวัง ทั้งที่น้ำคือปัจจัย 4 ที่ทุกคนต้องใช้ ถามว่าโกรธไหม เราโกรธที่ไม่มีใครปกป้องมันอย่างจริงจัง”
เธอยังเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาจัดการอย่างจริงจังกับต้นตอปัญหาการปนเปื้อน
“ถ้ามีใครสักคนปล่อยสารพิษลงต้นน้ำ นั่นมันคือการฆ่าคนทั้งลุ่มน้ำ คุณต้องไปจัดการ ไม่ว่าจะรัฐบาลไหนก็ต้องพิทักษ์คนในประเทศก่อน เงินทองยังไม่สำคัญเท่าชีวิตคน”
ส่วนกรณีเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน มธุรสมองว่า เป็นสาเหตุหลักของการปนเปื้อน และไม่ควรปล่อยให้ดำเนินต่อ
“ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาไม่ทำกัน เพราะกระบวนการมันก่อสารพิษปนเปื้อน ประเทศเราและเพื่อนบ้านกลับยอมเพราะเห็นมูลค่าเงินมากกว่าชีวิต เราอยากให้หยุดก่อนที่จะสายเกินไป”
แม้ปัญหาจะยังไม่คลี่คลาย แต่มธุรสยังคงมีความหวังว่า “สายน้ำจะฟื้นคืนได้” หากทุกฝ่ายร่วมกันกดดันและฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง
“เรายังมีหวัง ถ้าต้นน้ำฟื้นได้ ปลายน้ำก็จะดีขึ้น วันหนึ่งน้ำกกอาจกลับมาใสเหมือนเดิม แต่ต้องเริ่มจากการหยุดทำร้ายมันก่อน”
เธอย้ำทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงคำชี้แจงจากหน่วยงานรัฐ แต่คือการลงมือแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้น้ำสะอาดกลับมาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนเชียงรายอีกครั้ง.
#เก็บตกจากวชิรวิทย์ #นักข่าวสาธารณสุข

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น