ผู้ค้าชายแดนช่องจอมเผยยอดขายหายกว่า 90% ประคองกิจการเพียงเพื่อรักษาลูกจ้าง ยอมรับไม่หวังพึ่งรัฐ
เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2568 #เก็บตกจากวชิรวิทย์ สำรวจบรรยากาศการค้าบริเวณด่านช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ พบว่าร้านค้าส่วนใหญ่ปิดเงียบต่อเนื่องมานานหลายสัปดาห์ จากผลกระทบสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ซึ่งนับเป็นการได้รับผลกระทบครั้งที่สองในรอบปี หลังเคยเกิดเหตุปะทะครั้งใหญ่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และเกิดซ้ำอีกครั้งในช่วงเดือนธันวาคม
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดน ซึ่งพึ่งพาการค้าขายข้ามแดน ทั้งค้าปลีกและค้าส่ง รวมถึงการจำหน่ายสินค้าให้ผู้บริโภคจากฝั่งกัมพูชา ต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันของธุรกิจ และเริ่มตั้งคำถามถึงแนวทางการปรับตัวในระยะต่อไป ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ชายแดนและการค้าข้ามแดนในอนาคต
รมิดากาญจน์ แสนเกล้า ผู้ประกอบการค้าปลีก–ค้าส่ง บริษัทโชคเพิ่มพูน เอ็กซ์ปอร์ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในพื้นที่ด่านช่องจอม ชายแดนไทย–กัมพูชา เปิดเผยกับทีมข่าวว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะตามแนวชายแดน การค้าขายในพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะธุรกิจค้าส่งที่พึ่งพาลูกค้าจากฝั่งกัมพูชาเป็นหลัก
รมิดากาญจน์ระบุว่า หากเทียบกับช่วงปกติที่ยอดขายเคยอยู่ที่ 100% ปัจจุบันเหลือเพียงราว 10% เท่านั้น และไม่อาจคาดหวังกำไรได้อีกต่อไป “ตอนนี้ไม่คิดแล้วว่าวันหนึ่งจะกำไรหรือไม่ สิ่งที่คิดมีแค่ว่าจะขาดทุนเท่าไหร่ และจะประคองร้านให้อยู่ต่อไปได้อย่างไร”
ผู้ประกอบการรายนี้ยอมรับว่า ปัจจุบันไม่มีแผนขยายหรือเปลี่ยนธุรกิจ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจไม่เอื้อ และการเริ่มต้นใหม่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ทำได้เพียงลดขนาดกิจการและประคองร้านไว้เท่าที่จะทำได้ เพื่อรักษาการจ้างงานลูกจ้างราว 7–8 คน ซึ่งทั้งพนักงานประจำและรายวันต่างต้องยอมรับรายได้ที่ลดลงจากเดิม
“ตอนนี้เป็นการควักเงินส่วนตัวออกมาจ่ายค่าแรง ไม่มีรายรับเพิ่มเหมือนแต่ก่อน โบนัสหรือรายได้พิเศษแทบไม่มี ทุกคนช่วยกันดูแลกันไปก่อน”
เมื่อย้อนถึงบรรยากาศก่อนเกิดเหตุปะทะ รมิดากาญจน์เล่าว่า พื้นที่ช่องจอมเคยคึกคัก โดยเฉพาะก่อนและหลังโควิด แม้เศรษฐกิจจะชะลอลงบ้าง แต่ยังพอประคองได้ราว 50% กระทั่งเกิดเหตุความไม่สงบ ทำให้บรรยากาศการค้าซบเซาหนักจนแทบกลายเป็น “เมืองร้าง”
“ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นฝั่งกัมพูชา เราเปิดร้านตรงนี้มากว่า 10 ปี พึ่งพาการค้าชายแดนมาตลอด พอฝั่งโน้นมาไม่ได้ ทุกอย่างก็หยุดลงทันที”
แม้หน่วยงานด้านพาณิชย์ในพื้นที่จะเข้ามาหารือและเสนอแนวทางช่วยเหลือ เช่น การจัดบูธขายสินค้าในพื้นที่อื่นหรือการลดราคาสินค้า แต่รมิดากาญจน์มองว่าไม่สอดคล้องกับโครงสร้างธุรกิจค้าส่งที่ขายแบบยกลัง เพราะต้นทุนค่าขนส่ง ค่าแรง และกำไรต่อหน่วยต่ำ ทำให้ไม่คุ้มค่า
สำหรับอนาคตของด่านช่องจอม รมิดากาญจน์ยอมรับว่าไม่ได้คาดหวังว่าการเปิดด่านจะทำให้การค้ากลับมาเหมือนเดิม “มันไม่ใช่แล้ว ต่อให้ด่านเปิด การค้าขายก็ไม่เหมือนเดิม ธุรกิจค้าส่งแบบนี้ในทำเลนี้ไม่รอด”
เมื่อถูกถามถึงข้อเสนอถึงรัฐบาล ผู้ประกอบการรายนี้ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่ได้คาดหวังการช่วยเหลือจากภาครัฐ และไม่คิดว่ารัฐบาลจะสามารถเข้ามาปรับโครงสร้างธุรกิจให้ได้ “รัฐบาลมีภาระต้องดูแลคนอพยพ ทหาร และพื้นที่น้ำท่วมอยู่แล้ว ส่วนเราแค่คิดว่าจะช่วยตัวเองอย่างไร ไม่เคยหวังพึ่งรัฐบาล”
อย่างไรก็ตาม รมิดากาญจน์เห็นว่า มาตรการเยียวยาประชาชนโดยตรง เช่น เงินช่วยเหลือรายบุคคล อาจช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในพื้นที่ได้บ้าง และส่งผลทางอ้อมต่อร้านค้า “ถ้าชาวบ้านมีเงิน เขาก็ออกมาซื้อของ ร้านค้าทุกแห่งก็พอได้ประโยชน์ ไม่ใช่แค่ร้านเรา”
เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการชายแดนรายนี้ สะท้อนภาพเศรษฐกิจชายแดนที่เปราะบางอย่างยิ่ง และยังไร้ความชัดเจนว่าการค้าจะฟื้นตัวได้เมื่อใด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ชายแดนและโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปอย่างถาวร

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น