ไทยพีบีเอสจับมือ รพร.เดชอุดม เร่งช่วยเด็กศูนย์อพยพอุบลฯ ขาดนม–แพมเพิร์ส

 ระดมทีมแพทย์–นักสังคมสงเคราะห์ คัดกรองสุขภาพจิตเด็ก พบความกลัวคงค้างจากเหตุปะทะชายแดน 



เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 68 เสียงร้องของทารกดังแทรกท่ามกลางความวุ่นวายในศูนย์อพยพชั่วคราวที่อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี ซึ่งอพยพมาจากพื้นที่สีแดงใน ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน เด็กบางคนอายุเพียงสองเดือน บางคนไม่ถึงเจ็ดเดือน ต้องใช้ชีวิตบนเสื่อผ้าห่มและเปลผ้าใบ


“นิด” แม่ของเด็กชายวัย 2 เดือน เล่าว่าชีวิตลำบาก โดยเฉพาะเรื่องแพมเพิร์สและนม บางช่วงของไม่พอ ต้องออกไปซื้อเอง ขณะที่ครอบครัวขาดรายได้


“ทิพย์สุดา” แม่ของเด็กวัยเจ็ดเดือน บอกว่าแม้มีชาวบ้านบางคนหนีกลับบ้านเพราะขาดรายได้ แต่ตนต้องรอให้สถานการณ์ปลอดภัยจริงๆ ก่อนจะกลับ


วิทยา ใบศรี ผู้ใหญ่บ้านร่องรวมวุฒิ ต.เมืองเดช เล่าว่าชุมชนเตรียมพร้อมล่วงหน้า สามารถเปิดศูนย์ได้ภายใน 30 นาที ปัจจุบันรองรับผู้อพยพกว่า 420 คน เป็นเด็กเกือบ 100 คน อบต.ดูแลอาหาร 3 มื้อต่อเนื่อง แต่นมและผ้าอ้อมยังขาดแคลน เด็กหนึ่งคนใช้ผ้าอ้อมวันละประมาณ 3 ชิ้น ขณะนี้นมใกล้หมด และของบริจาครอบนี้น้อยกว่ารอบแรกอย่างเห็นได้ชัด


ความช่วยเหลือเริ่มมาถึง


หลังรายงานปัญหาการขาดแคลน มูลนิธิไทยพีบีเอส ร่วมกับโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม ได้เข้ามาสนับสนุนศูนย์พักพิง โดยนำสิ่งของมามอบ ได้แก่ อุปกรณ์กีฬา ขนมสำหรับเด็กปฐมวัย นมผง และแพมเพิร์ส พร้อมจัดกิจกรรมคัดกรองสุขภาพจิตเด็ก


พญ.ประภาภรณ์ เพชรมาก รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ เปิดเผยว่า ศูนย์พักพิงชั่วคราวบริเวณวัดป่าห้วยไผ่เจริญธรรม มีเด็กอพยพ 96 คน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 14 ปี พบปัญหาด้านการดำรงชีวิตพื้นฐาน โดยเฉพาะนมสำหรับเด็กเล็ก อีกทั้งเด็กส่วนใหญ่ไม่ได้ไปโรงเรียน ซึ่งอาจส่งผลต่อพัฒนาการและสุขภาพจิต


โรงพยาบาลจึงประสานทีมสหวิชาชีพ ประกอบด้วยนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา และทีม MCATT ลงพื้นที่จัดกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อลดความตึงเครียดและความเสี่ยงด้านพฤติกรรม ด้วยงบสนับสนุนจากมูลนิธิไทยพีบีเอส 10,000 บาท


คัดกรองสุขภาพจิต พบเด็กหลายรายมีความกลัวคงค้าง


ศราวุธ หรรกประโคน นักสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลสุรินทร์ เปิดเผยว่า จากการประเมินเบื้องต้นพบเด็กที่มีภาวะอารมณ์เศร้าและความกลัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเด็กที่ร้องไห้หรือมีปฏิกิริยาตอบสนองรุนแรงต่อเสียงดัง


“พบประมาณ 3 เคสที่ต้องพูดคุยอย่างใกล้ชิด ความกลัวหลักคือกลัวเสียงระเบิด บางรายมีความกลัวสูงมาก เป็นความทรงจำฝังใจ พอได้ยินเสียงอะไรก็ตกใจ ทำให้นอนไม่หลับ” ศราวุธกล่าว


นอกจากนี้ ยังพบเด็กบางรายมีความกลัวจากความรุนแรงในครอบครัว และเด็กที่รู้สึกไม่สบายใจกับการอยู่ร่วมกับเพื่อนที่มีการพูดจาคล้ายการรังแก


สำหรับกรณีที่เด็กปั้นดินน้ำมันเป็นรูประเบิดหรืออาวุธ ศราวุธระบุว่ายังไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าเป็นผลจากความรุนแรงที่ฝังใจ “เด็กอาจปั้นจากหลายเหตุผล บางคนเห็นจากข่าวแล้วรู้สึกว่ามันเท่ บางคนอาจสะท้อนความกลัว ต้องพูดคุยกับเด็กโดยตรงเพื่อเข้าใจพฤติกรรม”


การเตรียมตัวช่วยลดความเครียด


ในภาพรวมของการอพยพรอบสองหรือสาม ศราวุธมองว่า รอบแรกประชาชนเตรียมตัวน้อย ทำให้ความเครียดสูง แต่รอบหลังการเตรียมตัวดีขึ้น ทั้งเรื่องเสื้อผ้า อาหาร ยา เงินสด รวมถึงการวางแผนดูแลบ้านและสัตว์เลี้ยง ทำให้ระดับความเครียดโดยรวมลดลง


“การเตรียมตัวล่วงหน้ามีผลต่อสภาพจิตใจอย่างมาก หากมีการให้ความรู้ในชุมชนหรือสถานศึกษาเกี่ยวกับการรับมือเหตุฉุกเฉิน จะช่วยลดความเครียดได้จริง”


อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อและต้องอยู่ห่างบ้านนาน ไม่เพียงเด็กเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ผู้ใหญ่ก็มีความผูกพันกับบ้าน สวน และสัตว์เลี้ยง ซึ่งยิ่งเพิ่มความเครียดทางจิตใจ


“ช่วงแรกอาจยังปรับตัวได้ แต่ถ้าห่างบ้านนานขึ้น ความเครียดมีแนวโน่มเพิ่มขึ้น ทีมจึงต้องติดตามและดูแลด้านจิตใจอย่างต่อเนื่อง” ศราวุธกล่าว


ทีมสหวิชาชีพจะลงพื้นที่จัดกิจกรรมให้เด็กในศูนย์พักพิงอย่างต่อเนื่องทุกวัน จนกว่าเด็กๆ จะสามารถเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย​​​​​​​​​​​​​​​​.


#เก็บตกจากวชิรวิทย์ #นักข่าวสธารณสุข 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ต่อคิวรอเข้า ”บ้านบางแค“ ทะลุ 6,000 คน สะท้อนแรงกดดันสังคมสูงวัย

“ไม่ได้บังคับ แต่อยากให้ลองจัดดูก่อน” สภาการพยาบาล แจงปม ปรับเกณฑ์เวลาทำงานไม่เกิน 12 ชม.

“โรงพยาบาลท่าตูม” แนวรับด่านใหม่ – รองรับผู้ป่วยชายแดนกว่า 170 ราย หลัง รพ.แนวปะทะต้องปิดบริการ