5 พรรคงัดสูตรแก้ปมวิกฤตโรงพยาบาลรัฐ-เหลื่อมล้ำ3กองทุน
ภูมิใจไทยชี้เงินรั่วนอกระบบ พรรคประชาชนดันเหมาจ่าย 1 หมื่น–ล็อกอำนาจบอร์ด เพื่อไทยชง Zero-based Budget ปชป. เสนอ “กองทุนที่ 4” ไทยภักดีย้ำไม่ยุบรวม 3 กองทุนสุขภาพ แต่ต้องตรวจสอบได้จริง
เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 69 เวที “ผ่าตัด ระบบสุขภาพไทย” เป็นอีกหนึ่งเวทีดีเบตประเด็นนโยบายสาธารณสุข จัดโดย ชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป และเครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุข 31 องค์กร ต่อประเด็นคำถาม “ความยั่งยืนและความเหลื่อมล้ำของกองทุนสุขภาพไทย”ท่ามกลางข้อจำกัดงบประมาณประเทศ ความคาดหวังของประชาชนที่เพิ่มขึ้น และสถานการณ์วิกฤติการเงินของโรงพยาบาลรัฐจำนวนมาก
◤ “เงินมี แต่ไปไม่ถึงโรงพยาบาล” ภูมิใจไทยชี้ปัญหาจ่ายไม่ตรงจุด
นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่า วิกฤติการเงินของโรงพยาบาลไม่ได้เกิดจากงบประมาณประเทศไม่เพียงพอ แต่เกิดจาก การจัดสรรและการใช้จ่ายที่คลาดเคลื่อนจากบทบาทตามกฎหมายของกองทุนบัตรทอง
“ไม่ใช่ว่าเราไม่มีเงิน แต่เงินไปไม่ถึงโรงพยาบาลเต็มจำนวน สปสช.ไปจ่ายเงินให้หน่วยงานที่ไม่ใช่หน่วยบริการ ไปซื้อยาเอกชนจำนวนมาก และยังหักเงินเดือนบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว”
นพ.เอกภพเสนอให้ กลับสู่บทบาทตามกฎหมาย คือทำหน้าที่จ่ายเงินค่ารักษาอย่างตรงไปตรงมา สนับสนุนโรงพยาบาลให้ดูแลผู้ป่วยได้เต็มศักยภาพ และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่บุคลากรสาธารณสุขทำงานอย่างมีคุณภาพและมีความสุข
◤ พรรคประชาชนชี้ “ความยั่งยืน = ความมั่นคงของโรงพยาบาล”
ด้าน นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง พรรคประชาชน มองว่า การพูดถึงความยั่งยืนของกองทุนสุขภาพ ต้องมองไปที่ ความมั่นคงของสถานพยาบาลผู้ให้บริการเป็นหลัก พร้อมย้ำว่าหากไม่เพิ่มงบประมาณ ระบบจะเดินต่อไปไม่ได้
“เงินเหมาจ่ายต่อหน่วยยังต่ำกว่าต้นทุนจริงอย่างมาก พรรคประชาชนเสนอให้ปรับค่าเหมาจ่ายต่อหน่วยให้ไม่ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อปี”
นพ.วาโยยังวิจารณ์การปรับลดค่า Adjust RW ย้อนหลัง ซึ่งทำให้โรงพยาบาลต้องคืนเงินที่รับไปแล้ว ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่อง และชี้ว่าการดำเนินการลักษณะดังกล่าวขัดต่อหลักกฎหมาย พร้อมเสนอให้เพิ่มรายได้กองทุนผ่านการปฏิรูประบบภาษี โดยเน้นภาษีก้าวหน้าและการจัดเก็บจากกลุ่มรายได้สูง
◤ เพื่อไทยเสนอ “เปลี่ยนบทบาท สปสช.” จากผู้คุม เป็นเพื่อนร่วมระบบ
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี พรรคเพื่อไทย เห็นว่า ปัญหาความยั่งยืนไม่อาจแก้ด้วยการแก้กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้อง เปลี่ยนวิธีคิดและบทบาทของ สปสช.
“สปสช.ไม่ควรเป็นผู้สั่งการหรือควบคุม แต่ต้องเป็นเพื่อนร่วมระบบ ทำงานเชิง Synergy กับผู้ให้บริการ”
นพ.สุรพงษ์เสนอให้เลิกการยึดงบประมาณแบบฐานปี (Incremental Budgeting) และหันมาใช้ Zero-based Budgeting โดยเฉพาะด้านสุขภาพ พร้อมยกระดับการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น AI เพื่อสะท้อนต้นทุนจริง เพิ่มความรวดเร็วในการจ่ายเงิน และลดภาระทางการเงินของโรงพยาบาล
◤ ประชาธิปัตย์เสนอ “กองทุนที่ 4” เติมเงิน ลดความเหลื่อมล้ำ
ขณะที่ ดร. สาธิต ปิตุเดชะ พรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับว่าระบบกองทุนสุขภาพ 3 กองทุนมีปัญหาเชิงโครงสร้าง และส่งผลต่อบุคลากรหน้างาน ทั้งภาวะขาดแคลน แพทย์เบิร์นเอาต์ และรายได้ไม่สมดุลกับภาระงาน
ดร.สาธิตเสนอแนวคิด “กองทุนที่ 4” สำหรับผู้ที่มีกำลังจ่าย โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมสมทบกับท้องถิ่นและภาคเอกชน เพื่อเติมทรัพยากรเข้าสู่ระบบโดยไม่กระทบสิทธิพื้นฐาน พร้อมย้ำว่าต้องเพิ่มบทบาทผู้ให้บริการในคณะกรรมการ และแยกการจ่ายเงินออกจากการตรวจสอบ เพื่อไม่ให้โรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง
◤ ไทยภักดีค้านยุบรวม 3 กองทุนสุขภาพ ย้ำโปร่งใส–ไม่ลดสิทธิประชาชน
ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคไทยภักดี แสดงจุดยืนชัดเจนว่า ไม่เห็นด้วยกับการยุบรวม 3 กองทุนสุขภาพ เนื่องจากมีที่มาและวัตถุประสงค์ต่างกัน แต่ปัญหาหลักคือความไม่โปร่งใสในการบริหาร
“มีงบที่ตั้งไว้ 2 พันกว่าล้าน แต่ใช้จริงเกิน 6 พันล้าน ไม่มีใครรู้เงินมาจากไหน สุดท้ายโรงพยาบาลต้องรับภาระ”
นพ.วรงค์ย้ำว่า สิทธิประโยชน์ของประชาชนต้องไม่ลดลง และเสนอให้ผู้ให้บริการมีส่วนร่วมกำหนดสิทธิประโยชน์และวิธีจ่ายเงิน พร้อมเปิดทางให้ประชาชนสามารถร่วมจ่ายในบางกรณีอย่างเป็นธรรม โดยไม่ต้องเผชิญระบบ “ขอใบส่งตัว”
📌 ดีเบตประเด็นแก้ พรบ.บัตรทอง
ขณะอีกคำถามสำคัญ คือการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ภายใต้พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งบังคับใช้มานานกว่า 23 ปี ถูกหยิบยกขึ้นมาดีเบตอย่างเข้มข้นโดยองค์ประกอบคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ที่มีกรรมการ 30 คน แต่มีตัวแทนผู้ให้บริการจากกระทรวงสาธารณสุขเพียง 1 คน การหักเงินเดือนบุคลากรจากงบเหมาจ่ายรายหัว การจ่ายเงินล่าช้า เงินค้างท่อ รวมถึงข้อครหาด้านความโปร่งใสและการตรวจสอบการใช้งบประมาณขนาดใหญ่
◤ พรรคประชาชน ชงแก้กฎหมาย “ล็อกอำนาจบอร์ด–เพิ่มบทลงโทษ”
นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส. พรรคประชาชน ระบุว่า พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ หรือ บัตรทอง ใช้มาตั้งแต่ปี 2545 หากดีสมบูรณ์คงไม่เกิดปัญหาสะสมจนต้องถกเถียงซ้ำแล้วซ้ำเล่า พรรคประชาชนจึงเสนอแก้ไขกฎหมายหลายประเด็น ตั้งแต่การจำกัดอำนาจ สปสช. ในการปรับเกณฑ์จ่ายเงินหรือ Adjust RW ระหว่างปี เว้นแต่เกิดวิกฤตด้านสาธารณสุข โดยต้องผ่านมติคณะรัฐมนตรี
นอกจากนี้ เสนอปรับโครงสร้างบอร์ดตามมาตรา 13 และคณะกรรมการควบคุมคุณภาพตามมาตรา 48 ให้มีขนาดเหมาะสม ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มสัดส่วน “ผู้ให้บริการตัวจริง” และ “ผู้รับบริการ” ผ่านการเลือกตั้ง พร้อมทบทวนวาระดำรงตำแหน่งจาก 4+4 ปี เหลือ 2+2 ปี
พรรคประชาชนยังเสนอเพิ่มกลไกรับฟังความเห็นสาธารณะผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ เพิ่มสิทธิประชาชนเข้าชื่อถอดถอนกรรมการและเลขาธิการ สปสช. และที่สำคัญคือ “เพิ่มบทลงโทษ” ต่อกรรมการและผู้บริหาร สปสช. หากปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทั้งทางแพ่งและอาญา
◤ เพื่อไทย ชี้ “ปัญหาใหญ่กว่ากฎหมาย” ต้องเปลี่ยนบทบาท สปสช.
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี พรรคเพื่อไทย มองว่าการแก้กฎหมายเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่หัวใจคือ “แนวคิดและบทบาท” ของ สปสช. ที่ควรทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมระบบ ไม่ใช่ผู้สั่งการฝ่ายเดียว พร้อมเน้นว่าการแก้กฎหมายต้องผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้เสียจำนวนมาก
เขาย้ำถึงปัญหาเงินเดือนบุคลากรที่ถูกผูกอยู่ในงบเหมาจ่ายรายหัว ซึ่งเกิดจากบริบทเมื่อเริ่มระบบบัตรทอง แต่วันนี้ควรทบทวนใหม่ แยกการบริหารเงินเดือนออกจาก สปสช. เพื่อให้การจัดการการเงินมีความชัดเจนและเป็นธรรมมากขึ้น
อีกข้อเสนอสำคัญคือการนำเทคโนโลยีและ AI มาใช้บริหารงบประมาณ วิเคราะห์ต้นทุนจริง โอนเงินได้รวดเร็ว และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกองทุน พร้อมเสนอให้ทบทวน “ภารกิจหลัก” ของ สปสช. ไม่ให้ขยายบทบาทเกินขอบเขตกฎหมาย
◤ ประชาธิปัตย์ เสนอ 3 หลักใหญ่ “จ่ายเร็ว–แยกตรวจสอบ–ประคองสภาพคล่อง”
ดร. สาธิต ปิตุเตชะ พรรคประชาธิปัตย์ เสนอหลักการปฏิรูป 3 ประการ คือ 1) เงินต้องจ่ายเร็วและแน่นอน 2) แยกการจ่ายเงินออกจากการตรวจสอบ โดยจ่ายก่อน ตรวจสอบย้อนหลังตามความเสี่ยง และ 3) มีกลไกประคองสภาพคล่อง โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐในชนบท ผ่านเงินล่วงหน้า
พรรคประชาธิปัตย์ยังเสนอปรับโครงสร้างบอร์ดให้สมดุลระหว่างรัฐ ประชาชน และผู้ให้บริการ ตั้งหน่วยงานอิสระศึกษาต้นทุนค่ารักษาที่สะท้อนความเป็นจริง พัฒนาระบบเบิกจ่ายอิเล็กทรอนิกส์แบบเรียลไทม์ และทบทวนเงื่อนไขการส่งต่อผู้ป่วย รวมถึงการกันวงเงินสำรองเพื่อไม่ให้โรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง
◤ ไทยภักดี ชู “แก้ที่หลักคิด” เพิ่มอำนาจผู้ให้บริการ–ตรวจสอบอิสระ
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคไทยภักดี ระบุว่า ปัญหาสำคัญคือหลักคิดที่ให้ สปสช. เป็น “ผู้ซื้อบริการ” ขณะที่ผู้ให้บริการกลับไม่มีอำนาจร่วมตัดสินใจ เสนอแก้ไข พ.ร.บ. 5 ประเด็น โดยเฉพาะมาตรา 13 เพิ่มตัวแทนโรงพยาบาลทุกระดับเข้าเป็นบอร์ด มาตรา 15 จำกัดวาระกรรมการไม่เกิน 2 วาระ
ประเด็นสำคัญคือการแยกเงินเดือนออกจากงบบริการ และการนำหน่วยงานอิสระเข้ามาตรวจสอบ สปสช. แทนการตรวจสอบกันเอง พร้อมย้ำบทบาท อสม. และผลักดันกฎหมาย อสม. ให้แล้วเสร็จ
◤ ภูมิใจไทย ชี้ทำได้ทันที “ต้องทำตามกฎหมายเดิมให้ตรงเจตนารมณ์”
นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ พรรคภูมิใจไทย เห็นว่าการแก้กฎหมายต้องใช้เวลา แต่สิ่งที่ทำได้ทันทีคือให้ สปสช. ปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่ให้ตรงเจตนารมณ์ หากบอร์ดดำเนินการเกินกรอบกฎหมายควรแสดงความรับผิดชอบ
เขายังตั้งคำถามถึงภารกิจที่ไม่อยู่ใน พ.ร.บ. แต่ถูกดำเนินการผ่านการอ้างอิงกฎหมายอื่น รวมถึงการโอนงบให้หน่วยงานที่ไม่ใช่หน่วยบริการ ซึ่งจากข้อมูลปี 2567 พบตัวเลขสูงกว่า 600 ล้านบาท พร้อมเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลการโอนงบอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้.
#เก็บตกจากวชิรวิทย์ #นักข่าวสาธารณสุข #ThaiPBS

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น