เทียบมุมมอง “นพ.สุวัฒน์-นพ.เอกภพ” ปมจัดซื้อ ATK “นพ.สุภัทร”
“นพ.เอกภพ” ชี้ปมวินัยหมอสุภัทร ไม่ควรมองแค่ตัวบุคคล ตั้งคำถามระบบจัดซื้อ–บทบาท สปสช. ย้ำแบ่งสัญญาเลี่ยงอำนาจไม่ชอบด้วยเหตุผล ขณะที่ “นพ.สุวัฒน์” ย้ำใช้ ม.56 และ “ว 115” ถูกต้องตามสถานการณ์โควิด แจงเหตุผลใช้โรงพยาบาลเดียวจัดซื้อ ลดภาระบริหารในภาวะวิกฤต โต้ข้อกล่าวหาราคาแพง ย้ำเป็น ATK เกรดการแพทย์
นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ กรณีการลงโทษทางวินัย นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จากการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ว่า สังคมควรมองประเด็นนี้อย่างรอบด้าน และมองเป็น “ปัญหาเชิงระบบ” มากกว่าการพุ่งเป้าไปที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว
นพ.เอกภพ ระบุว่า เหตุที่มีคนออกมาแสดงความเห็นต่อกรณีนี้ไม่มากนัก เป็นเพราะหลายฝ่ายกังวลผลกระทบต่อตัวเอง ทั้งจากแรงกดดันทางสังคมและกระแสสื่อ ทำให้ความคิดเห็นที่ออกมามีทั้งสองด้าน และไม่ใช่ทุกคนที่กล้าแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน
◤ ตั้งคำถาม “แบ่งซื้อ” ทั้งที่อ้างเฉพาะเจาะจง
นพ.เอกภพ ระบุว่า ประเด็นแรกที่ต้องพิจารณา คือ การจัดซื้อแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งแม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ทำได้ในภาวะฉุกเฉิน แต่ปัญหาที่สังคมพูดถึงน้อยเกินไป คือ ลักษณะการจัดซื้อที่เข้าข่าย “การแบ่งซื้อแบ่งจ้าง”
“ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องซื้อครั้งละ 1 ล้านบาท ถึง 3 ครั้ง หากวงเงินรวมเกินอำนาจผู้อำนวยการโรงพยาบาล ก็สามารถใช้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด หรืออธิบดีได้ กระบวนการก็ไม่ได้ซับซ้อนหรือยืดเยื้อ เพราะเป็นการจัดซื้อเฉพาะเจาะจงอยู่แล้ว” นพ.เอกภพระบุ
เขามองว่า การเลือกแบ่งสัญญา แทนที่จะขอใช้อำนาจตามขั้นตอนที่ถูกต้อง เป็นข้อสังเกตสำคัญที่ต้องอธิบายให้ชัด
◤ ชี้ไทม์ไลน์เป็นไปตามกระบวนการ เจ้าตัวรู้ล่วงหน้าก่อนลาออก
นพ.เอกภพ กล่าวต่อว่า หากพิจารณาไทม์ไลน์ จะพบว่ากระบวนการสอบสวนดำเนินมาตามขั้นตอนมาโดยตลอด และ นพ.สุภัทร รับรู้ความคืบหน้าของเรื่องนี้มาเป็นระยะ
“จะเห็นว่ามีการโพสต์ในช่วงก่อนหน้านี้หลายเดือน ว่ากำลังจะถูกพิจารณาเรื่องวินัย และสุดท้ายก็ลาออกก่อนการประชุม ซึ่งเจ้าตัวน่าจะทราบดีว่ากระบวนการจะเดินไปอย่างไร”
อย่างไรก็ตาม นพ.เอกภพ ระบุว่า ตนไม่ทราบแผนชีวิตส่วนตัว หรือเหตุผลทางการเมืองของ นพ.สุภัทร เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่า หากดูตามลำดับเหตุการณ์ เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
◤ ย้อนบทบาท กมธ.สาธารณสุข ปี 64 สอบปม ATK รัฐบาล
นพ.เอกภพ ย้อนว่า ประเด็นการจัดซื้อ ATK เริ่มถูกตั้งคำถามตั้งแต่ปี 2564 ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งกรรมาธิการการสาธารณสุข โดยขณะนั้นรัฐบาลมีแผนจัดซื้อ ATK จำนวน 8.5 ล้านชิ้น แต่เกิดปัญหาความล่าช้า
จากการตรวจสอบของกรรมาธิการ พบข้อสงสัยหลายประการ ทั้งเรื่องสเปกสินค้า การอ้างอิงมาตรฐาน WHO รวมถึงความไม่สอดคล้องของเอกสารบางส่วน ซึ่งเอกสารจำนวนหนึ่งที่ตนเคยเปิดเผย เป็นเอกสารจากช่วงเวลาดังกล่าว
◤ ตั้งคำถามการเชิญ “แพทย์ชนบทบุกกรุง” โดย สปสช.
นพ.เอกภพ ระบุว่า อีกประเด็นสำคัญ คือ การเข้ามาของเครือข่ายแพทย์ชนบทในโครงการตรวจเชิงรุกช่วงกลางปี 2564 ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า เป็นการเข้ามาตามหนังสือเชิญของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
“คำถามคือ ทำไมต้องเชิญเฉพาะแพทย์ชนบทและโรงพยาบาลในเครือข่าย ทั้งที่ประเทศมีโรงพยาบาลรัฐกว่า 900 แห่ง และเอกชนรวมแล้วกว่า 1,000 แห่ง รวมถึงโรงพยาบาลขนาดใหญ่รอบกรุงเทพฯ ที่มีศักยภาพสูง”
เขาระบุว่า เมื่อไปตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่า โรงพยาบาลที่ถูกเชิญบางแห่ง มีความเชื่อมโยงกับอดีตผู้บริหารชมรมแพทย์ชนบท และแพทย์บางรายยังมีบทบาทในคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการต่อรองราคาวัสดุทางการแพทย์ของ สปสช.
◤ สงสัยล็อกสเปก–กดดันจัดซื้อเฉพาะเจาะจง
นพ.เอกภพ กล่าวว่า มีหลักฐานว่ามีความพยายามทำหนังสือหลายครั้งถึงองค์การเภสัชกรรมและโรงพยาบาลรัฐ เพื่อให้จัดซื้อแบบเฉพาะเจาะจง โดยกำหนดเงื่อนไขว่าอยู่ในลิสต์ WHO และต้องสามารถส่งมอบภายใน 2 สัปดาห์
“เงื่อนไขแบบนี้ หมายความว่าผู้ขายต้องมีของอยู่ในมืออยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นจะส่งมอบไม่ทัน”
จึงเกิดข้อสงสัยว่า เป็นการเปิดช่องให้ยี่ห้อหรือบริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยเฉพาะหรือไม่
◤ ชี้พิรุธ เอาของมาใช้ก่อน–ทำสัญญาทีหลัง
นพ.เอกภพ ระบุว่า ข้อสังเกตสำคัญอีกประการ คือ ไทม์ไลน์การใช้งาน ATK ในกรุงเทพฯ เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 ขณะที่การจัดซื้อของบางโรงพยาบาลเกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม
“จึงต้องถามว่า ของที่นำมาใช้ก่อนนั้นมาจากไหน เป็นล็อตเดียวกับการจัดซื้อภายหลังหรือไม่ หรือเป็นการนำของมาใช้ก่อนแล้วทำเอกสารย้อนหลัง ซึ่งโดยหลักการจัดซื้อจัดจ้างถือว่าไม่ควรทำ แม้จะเป็นกรณีฉุกเฉินก็ตาม”
เขาย้ำว่า โรงพยาบาลมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัสดุและการเงินที่สามารถจัดทำเอกสารได้ ไม่ใช่ข้ออ้างว่าไม่มีเวลา
◤ โต้เทียบกรณีทหารซื้อรั้วชายแดน ย้ำ “คนละบริบท”
กรณีมีการนำไปเปรียบเทียบกับการจัดซื้ออุปกรณ์ของกองทัพที่ติดข้อจำกัดด้านระเบียบ นพ.เอกภพ เห็นว่า เป็นคนละกรณีกันโดยสิ้นเชิง
“กรณีคุณหมอสุภัทร จัดซื้อได้ตามกฎหมาย ทำให้ถูกต้องตรงไปตรงมาได้ แต่คำถามคือทำไมไม่ทำ ส่วนกรณีทหารมีขั้นตอนของเขา และบางช่วงยังไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างถาวรได้เพราะสถานการณ์ไม่เอื้อ”
◤ สรุปชี้ปัญหาเชิงระบบ เรียกร้องปฏิรูปโครงสร้าง สปสช.
นพ.เอกภพ กล่าวทิ้งท้ายว่า ไม่อยากให้สังคมจบเรื่องนี้เพียงการเอาผิดหรือปกป้องบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ควรใช้เป็นบทเรียนเพื่อทบทวนปัญหาเชิงระบบ
ทั้งในเรื่อง
1. ระบบจัดซื้อจัดจ้างที่เปิดช่องให้เลี่ยงกฎหมาย
2. โครงสร้างและบทบาทของ สปสช. ที่อาจมีกลุ่มอิทธิพลหรือผลประโยชน์ทับซ้อน
“ถ้าจะพูดเรื่องปฏิรูป สปสช. ต้องปฏิรูปทั้งแนวคิดและโครงสร้างบุคคล ตั้งแต่บอร์ดไปจนถึงอนุกรรมการต่างๆ ไม่เช่นนั้นปัญหาแบบนี้ก็จะเกิดซ้ำอีก”
🔴 “นพ.สุวัฒน์“ ชี้ 2 ประเด็นหลักในคดี ATK “แบ่งซื้อแบ่งจ้าง” ไม่ใช่ราคา
ด้าน นพ.สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ณ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ให้สัมภาษณ์ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ กรณีมติคณะกรรมการ อ.ก.พ. กระทรวงสาธารณสุข ลงโทษทางวินัยร้ายแรง นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จากกรณีจัดซื้อชุดตรวจ ATK ระบุว่า แม้ฝ่ายบริหารกระทรวงจะยืนยันว่ามีความผิดจริง แต่การแถลงยังไม่สามารถคลี่คลายข้อกังขาของสังคมได้
โดยเฉพาะการไม่เปิดเผยรายละเอียดพยานหลักฐาน โดยอ้างว่าเป็น “ความลับทางราชการ” ขณะที่คำสั่งลงโทษยังไม่ถูกลงนาม และเปิดช่องให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ ก.พ. ซึ่งหาก ก.พ. มีมติสวน ก็จะทำให้มติ อ.ก.พ. เป็นโมฆะทันที
นพ.สุวัฒน์ ระบุว่า จากการสอบถามผู้บริหารกระทรวงโดยตรง พบว่า กรณีนี้ไม่ได้ยก “ราคา ATK” เป็นประเด็นหลัก แม้จะยอมรับว่าราคาอยู่ในสำนวนการสอบสวน แต่ฝ่ายกฎหมายยืนยันว่าไม่ใช่สาระสำคัญของคดี
“ประเด็นที่ถูกชี้ขาดคือเรื่อง ‘แบ่งซื้อแบ่งจ้าง’ แต่เหตุผลเชิงลึกว่าทำไมจึงถือว่าเป็นความผิด กลับไม่ได้ถูกอธิบายอย่างชัดเจนต่อสาธารณะ” นพ.สุวัฒน์กล่าว
ขณะที่ข้อกังขาเรื่องไทม์ไลน์ การที่แพทย์ชนบทออกหน่วยตรวจเชิงรุกในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 แต่สัญญาจัดซื้อจัดจ้างปรากฏในช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน ถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลกล่าวหา ทั้งที่เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาภายใต้กฎหมายฉุกเฉิน
◤ ย้ำใช้ ม.56 และ “ว 115” ถูกต้องตามสถานการณ์โควิด
นพ.สุวัฒน์ ยืนยันว่า คณะกรรมการสอบสวนอ้างว่าได้พิจารณาระเบียบพัสดุฯ ปี 2560 มาตรา 56 แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ หนังสือเวียนคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หรือ “ว 115” ของกรมบัญชีกลาง ซึ่งออกมาเฉพาะในสถานการณ์โควิด-19
“ว 115 เปิดช่องให้หน่วยงานสามารถรับของมาใช้ก่อน และจัดทำเอกสารภายหลังได้ในกรณีเร่งด่วน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบสาธารณสุขเดินต่อได้ในช่วงวิกฤต”
เขาระบุว่า หลักการดังกล่าวถูกอธิบายอย่างชัดเจนโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นกรรมการวินิจฉัยฯ เอง และเป็นกฎหมายที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินโดยตรง
◤ อธิบายไทม์ไลน์ “ใช้ก่อน–ทำเอกสารทีหลัง” ไม่ใช่ความผิด
ต่อข้อกล่าวหาว่าไทม์ไลน์การจัดซื้อไม่สอดคล้องกับการใช้งาน นพ.สุวัฒน์ ชี้ว่า เป็นความเข้าใจที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางปฏิบัติ
ในช่วงที่แพทย์ชนบทออกหน่วยตรวจเชิงรุก ทีมงานต้องประเมินความต้องการแบบวันต่อวัน ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าจะแตรวจได้กี่คน จึงต้องตกลงให้บริษัททยอยส่งของตามความจำเป็น ขณะที่การจัดทำเอกสารจัดซื้อจัดจ้าง ต้องกลับมาดำเนินการที่หน่วยงานต้นสังกัดภายหลัง
“กฎหมายเปิดช่องไว้ชัดเจน และเอกสารทุกชิ้นสามารถทวนสอบย้อนหลังได้ทั้งหมด”
◤ แจงเหตุผลใช้โรงพยาบาลเดียวจัดซื้อ ลดภาระบริหารในภาวะวิกฤต
กรณีถูกตั้งข้อสงสัยว่า โรงพยาบาลหนึ่งเป็นผู้จัดซื้อ แต่ชุดตรวจถูกนำไปใช้ในพื้นที่กรุงเทพฯ นพ.สุวัฒน์ ระบุว่า เป็นการบริหารจัดการร่วมกันเพื่อความคล่องตัว
หากให้แต่ละโรงพยาบาลที่เข้าร่วมกว่า 40–50 ทีม จัดซื้อเองทั้งหมด จะสร้างภาระงานหลังบ้านมหาศาล และเสี่ยงต่อความผิดพลาดในช่วงวิกฤต จึงตกลงให้โรงพยาบาลหนึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการรวม เพื่อลดความซ้ำซ้อน
◤ โต้ข้อกล่าวหาราคาแพง ย้ำเป็น ATK เกรดการแพทย์
สำหรับประเด็นราคา ATK นพ.สุวัฒน์ ระบุว่า ต้องพิจารณาในบริบทเวลานั้น และชนิดของชุดตรวจที่ใช้
“เราใช้ ATK เกรด Medical ไม่ใช่ Home use เพราะต้องทดแทนการตรวจ RT-PCR หากเกิดผลบวกลวงหรือลบลวง จะสร้างความเสียหายรุนแรงทั้งต่อผู้ป่วยและระบบควบคุมโรค”
เขาย้ำว่า หากมีผู้ใดสามารถนำเสนอข้อมูลว่ามี ATK เกรดการแพทย์ที่ราคาถูกกว่านี้ในช่วงเวลานั้น ก็สามารถนำมาแสดงได้อย่างเปิดเผย
◤ ปฏิเสธโยงปมล็อกสเปก ATK อภ. ชี้เหตุผลเชิงวิชาการ
นพ.สุวัฒน์ ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าแพทย์ชนบทมีส่วนเกี่ยวข้องกับการล็อกสเปก ATK ในการจัดซื้อขององค์การเภสัชกรรม โดยชี้ว่า การไม่เลือกใช้ ATK บางยี่ห้อ เป็นเหตุผลทางวิชาการ ไม่ใช่ผลประโยชน์
เขายกตัวอย่างกรณีการใช้ ATK แบบ Home use ในบางพื้นที่ที่พบอัตราบวกลวงสูง ซึ่งหากนำมาใช้ในระบบคัดกรองเชิงรุก อาจทำให้ผู้ที่ไม่ติดเชื้อถูกนำไปรวมกับผู้ติดเชื้อจริง สร้างความเสี่ยงต่อการระบาดซ้ำ
◤ ชี้ต้องเปิดข้อมูลทั้งหมด คลายความคลางแคลงใจสังคม
นพ.สุวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า กรณีนี้จะพิสูจน์ความถูกต้องได้เพียงทางเดียว คือ การเปิดเผยข้อมูลและกระบวนการสอบสวนทั้งหมดต่อสาธารณะ
ตั้งแต่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนครั้งแรก การเปลี่ยนแปลงผลสอบจาก “ไม่ร้ายแรง” เป็น “ร้ายแรง” ไปจนถึงการบรรจุวาระเร่งด่วนในการประชุม อ.ก.พ. เมื่อวันที่ 22 มกราคม
“ผมไม่ได้ยืนยันว่าคุณหมอสุภัทรถูกต้องทุกประการ แต่มั่นใจว่าสิ่งที่ทำเป็นไปตามกฎหมายและสถานการณ์ หากข้อมูลถูกเปิดทั้งหมด สังคมจะตัดสินได้เอง”
#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น