เร่งปั้น “นพรัตน์โมเดล” แก้ปมใบส่งตัว กทม. เผย 17 มี.ค. กลุ่มคลินิกฯ จ่อพบ ”ชัชชาติ“
สปสช. เขต 13 แจงโมเดลเครือข่าย “นพรัตน์โมเดล” คืบหน้า 3 รอบหารือ ชี้แก้ปัญหาใบส่งตัว เพิ่มความชัดเจนบทบาทปฐมภูมิ ย้ำยังไม่เคาะอัตราแบ่งเงิน ชี้แต่ละเครือข่ายอาจแตกต่าง เปิดรับเอกชน 3–4 เครือข่ายหารือ แต่ต้องประเมินศักยภาพเข้ม ด้าน “ตัวแทนคลินิกเอกชน มอง “นพรัตน์โมเดล” ลงตัวช่วยลดภาระส่งต่อ–คุมต้นทุนได้จริง แต่ต้องมีกลไกกำกับมาตรฐาน ชี้พฤติกรรมคนเมืองนิยมไปรพ.ใหญ่ แม้รักษาในคลินิกได้ เผย 17 มี.ค. เตรียมคุย ”ชัชชาติ“ ขอขยายรพ.แม่ข่าย ไป ”รพ.เจริญกรุงประชารักษ์“ ด้วย
หลังจากที่ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ ได้นำเสนอข่าว “คืบหน้าแก้ปัญหาใบส่งตัว กทม. นำร่องนพรัตน์ราชธานีโมเดล” กรณีบอร์ด สปสช. ปรับข้อบังคับเพื่อเปิดทางรูปแบบ “เครือข่ายบริการ” ใหม่ เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 69 ที่ผ่านมา ปรากฎว่ามีหลายท่านแสดงความเห็นว่า “อ่านแล้วไม่เข้าใจ อ่านแล้วยังสับสน งุนงง ไม่ชัดเจน“ วันนี้ (25 ก.พ. 69) วันนี้จึงสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมว่าทิศทางการแก้ปัญหา ”ใบส่งตัว” กทม. จะเดินหน้าต่อไปในทิศทางไหน
“ทพ.ธนศักดิ์ ถัมภ์บรรฑุ“ ผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 13 กรุงเทพฯ บอกถึงความคืบหน้า “โมเดลเครือข่ายบริการสุขภาพ” หรือที่ถูกเรียกว่า “นพรัตน์โมเดล” ว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือเชิงเทคนิคและกฎหมายร่วมกันหลายฝ่าย โดยมีกรมการแพทย์เป็นเจ้าภาพหลักในการเสนอรูปแบบ และได้ประชุมร่วมกับ สปสช. แล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง เพื่อปรับรายละเอียดให้เหมาะสมก่อนประกาศใช้อย่างเป็นทางการ
◤ ตั้งต้นแก้ปัญหา “ใบส่งตัว” ผู้ป่วยกว่า 1.4–3.4 แสนคน
ทพ.ธนศักดิ์ อธิบายว่า โมเดลเครือข่ายดังกล่าวมีที่มาจากปัญหาการส่งต่อผู้ป่วยในระบบเดิม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่เคยถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลนพรัตนราชธานีจำนวนมากราว 140,000–340,000 คน ซึ่งที่ผ่านมาเกิดปัญหาด้านเอกสารใบส่งตัวและขั้นตอนการประสานงานค่อนข้างมาก
“ถ้าการดูแลแบบเครือข่ายเกิดขึ้น จะมีเกณฑ์ชัดเจนว่ากรณีใดปฐมภูมิรักษาได้ และกรณีใดเกินศักยภาพต้องส่งต่อ โรงพยาบาลแม่ข่ายจะรับช่วงดูแลต่อทันที ทำให้ระบบการส่งต่อมีความเป็นระเบียบและรวดเร็วขึ้น” ผู้อำนวยการ สปสช. เขต 13 กล่าว
◤ วางแนวทางดูแลโรคเรื้อรังร่วมกัน ลดการส่งต่อไม่จำเป็น
รูปแบบใหม่จะกำหนดแนวทางการดูแลร่วมกันระหว่างคลินิกปฐมภูมิและโรงพยาบาลแม่ข่ายอย่างชัดเจน เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ควบคุมอาการได้จะยังคงรับบริการที่คลินิก ส่วนผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนหรือเกินศักยภาพจึงจะถูกส่งต่อ
“การมีเกณฑ์ส่งต่อและส่งกลับที่ชัด จะทำให้การดูแลผู้ป่วยเป็นระบบมากขึ้น และลดปัญหาการส่งต่อเกินจำเป็น ขณะเดียวกันก็ทำให้คลินิกมีหลักประกันด้านการเงินที่คาดการณ์ได้” เขากล่าว
◤ มองเสถียรภาพการเงินคลินิกดีขึ้น หากบริหารเป็นเครือข่าย
ทพ.ธนศักดิ์ ระบุว่า แนวคิดสำคัญของโมเดลนี้คือการบริหารจัดการงบประมาณแบบเครือข่าย โดยเชื่อว่าจะช่วยให้การใช้เงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดปัญหาการสร้างเงื่อนไขในการส่งตัวผู้ป่วยที่อาจเกิดขึ้นจากข้อจำกัดด้านงบประมาณของหน่วยบริการ
“เมื่อกระแสเงินมีความสม่ำเสมอ คลินิกก็จะสามารถบริหารจัดการบริการได้ดีขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องงบประมาณจนเกิดแรงจูงใจให้ส่งต่อผู้ป่วยเกินความจำเป็น” เขากล่าว
◤ ยังไม่เคาะสูตรแบ่งงบ ชี้แต่ละเครือข่ายอาจกำหนดต่างกัน
เมื่อถามว่า จะแบ่งงบประมาณอยู่ที่ รพ. 60% คลินิก 40% เพื่อที่คลินิกจะไม่ต้องตามจ่ายเมื่อต้องส่งตัวเหมือนก่อนใช่หรือไม่ “ผอ.สปสช.เขต 13 กทม.“ บอกว่าสำหรับประเด็นสัดส่วนการแบ่งงบประมาณระหว่างโรงพยาบาลแม่ข่ายกับคลินิกปฐมภูมิ ยังไม่มีข้อสรุปกลาง และขึ้นอยู่กับการตกลงภายในแต่ละเครือข่ายบริการ
“ในส่วนของสำนักงาน เราเปิดให้แต่ละเครือข่ายออกแบบรูปแบบความร่วมมือได้เอง ขณะนี้มีทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชนเข้ามาหารือประมาณ 3–4 เครือข่าย ซึ่งข้อเสนออาจแตกต่างกัน ต้องดูรายละเอียดในแต่ละกรณี” เขากล่าว
◤ กำลังตรวจร่างสัญญา–ข้อกฎหมาย เหลือรายละเอียดเชิงธุรกิจ
ทพ.ธนศักดิ์ เปิดเผยว่า การหารือที่ผ่านมาเน้นการพิจารณาประเด็นกฎหมายและสัญญาระหว่าง สปสช. กับหน่วยบริการ โดยภาพรวมถือว่ามีความคืบหน้าและเริ่ม “settle” ในระดับหนึ่งแล้ว เหลือเพียงรายละเอียดด้านธุรกิจ เช่น ค่าบริหารจัดการงบหรือเงื่อนไขทางการเงินบางส่วนที่ต้องตกลงเพิ่มเติม
“เราพยายามให้รายละเอียดพร้อมก่อนจะสื่อสารอย่างเป็นทางการ เพราะการให้ข้อมูลบางส่วนอาจกระทบต่อองค์กรที่เกี่ยวข้อง จึงอยากให้ทุกฝ่ายตกลงร่วมกันก่อนแล้วจึงแถลงพร้อมกัน” เขากล่าว
◤ เปิดเวทีรับฟัง กทม.–ประชาชน ก่อนตัดสินใจขยายโมเดล
ผู้อำนวยการ สปสช. เขต 13 กล่าวว่า หลังจากนี้จะมีการรับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายกลุ่ม ทั้งกรุงเทพมหานคร หน่วยบริการ และภาคประชาชน เพื่อประเมินผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะคำถามสำคัญว่าประชาชนต้องการรับบริการกับหน่วยบริการประเภทใดมากที่สุด
“ถ้าจะขยายโมเดลไปยังพื้นที่อื่น ต้องฟังเสียงประชาชนก่อน เพราะเกี่ยวข้องกับสิทธิการเข้าถึงบริการโดยตรง” เขากล่าว
◤ ประเมินศักยภาพเข้ม ก่อนให้เอกชนเป็น “แม่ข่าย”
สำหรับกรณีโรงพยาบาลเอกชนที่สนใจเข้าร่วมเป็นแม่ข่ายในลักษณะเดียวกัน ทพ.ธนศักดิ์ ระบุว่า จะต้องผ่านเกณฑ์ประเมินศักยภาพทั้งด้านจำนวนเตียง ระบบส่งต่อ และความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยจำนวนมาก โดยคณะกรรมการระดับพื้นที่จะเป็นผู้พิจารณา
“ต้องดูว่าศักยภาพสอดคล้องกับปริมาณผู้ป่วยที่เสนอหรือไม่ หากยังไม่ชัดเจนก็อาจยังไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะต้องมั่นใจว่าสามารถดูแลประชาชนได้จริง” เขากล่าว
◤ ชี้ กทม. ต้องใช้โมเดลผสมรัฐ–เอกชน แก้โครงสร้างพื้นฐานไม่สมดุล
ทพ.ธนศักดิ์ มองว่า ความท้าทายของระบบบริการสุขภาพในกรุงเทพฯ แตกต่างจากต่างจังหวัด เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขในเมืองหลวงพัฒนาแบบ “ออร์แกนิก” ไม่ได้เกิดจากการลงทุนเชิงระบบเหมือนนโยบายชนบทในอดีต
ดังนั้น การจัดระบบบริการในกรุงเทพฯ อาจต้องใช้ความร่วมมือแบบผสมผสาน ระหว่างโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร และโรงพยาบาลเอกชนระดับทุติยภูมิ เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการประชาชน
◤ ตัวแทนคลินิกฯ หนุนแนวคิด “นพรัตน์โมเดล” แบ่งงบ–แบ่งบทบาทชัด
ด้านนางศรินทร์ สนธิศิริกฤตย์ ตัวแทนผู้ประกอบการคลินิกภาคเอกชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ให้สัมภาษณ์ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ กลุ่มคลินิกเอกชนในกรุงเทพมหานครเตรียมเสนอรูปแบบการบริหารจัดการเครือข่ายบริการแบบ “นพรัตน์โมเดล” ต่อ นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายหลังวันที่ 17 มีนาคมนี้ และเริ่มต้นนำร่องในพื้นที่เครือข่ายโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เพื่อแก้ปัญหาความแออัดของโรงพยาบาลรัฐ และสร้างความยั่งยืนให้คลินิกในระบบบัตรทอง
นางศรินทร์ สนธิศิริกฤตย์ อธิบายว่าหัวใจของโมเดลนี้ คือการกำหนดมาตรฐานบริการปฐมภูมิให้ชัดเจน ว่าคลินิกต้องรักษาโรคใดบ้าง มียาและอุปกรณ์ใดเป็นขั้นต่ำ
พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณแบบแบ่งสัดส่วนระหว่างโรงพยาบาลแม่ข่ายกับคลินิก เช่น การจัดสรรงบรายหัวบางส่วนให้โรงพยาบาลสำหรับรองรับการส่งต่อ และอีกส่วนหนึ่งให้คลินิกพัฒนาศักยภาพของตนเอง
“เมื่อคลินิกได้รับงบรายหัวต่อเนื่อง ก็สามารถนำไปซื้อยา เครื่องมือ หรือพัฒนาระบบบริการให้รองรับผู้ป่วยได้ดีขึ้น ผู้ป่วยโรคเรื้อรังสามารถรับยา 2-3 เดือนต่อครั้ง ลดการเดินทางและลดความแออัดในโรงพยาบาล” นางศรินทร์กล่าว
สำหรับกรณีผู้ป่วยเกินศักยภาพของคลินิก เช่น ต้องตรวจ CT, MRI หรือผ่าตัด ระบบจะเชื่อมต่อการส่งต่อแบบออนไลน์ โดยโรงพยาบาลแม่ข่ายจะเป็นผู้ประสานการรักษาให้ครบวงจร ทำให้ไม่ต้องใช้ใบส่งตัวแบบเดิม และลดภาระค่าใช้จ่ายของคลินิก
◤ ลดปัญหาคลินิกแบกรับต้นทุนส่งต่อ ชี้ระบบปัจจุบันทำคลินิกขาดทุน-ปิดกิจการ
อย่างไรก้ตาม ตัวแทนคลินิกเอกชนสะท้อนว่า ระบบส่งตัวผู้ป่วย ในปัจจุบันยังมีต้นทุนสูง และไม่มีมาตรฐานค่าใช้จ่ายกลาง ส่งผลให้บางคลินิกต้องรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากเมื่อส่งต่อผู้ป่วยไปโรงพยาบาล ทำให้ขาดทุนจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้
เธอยกตัวอย่างว่า ในบางกรณีผู้ป่วยโรคเดียวกันอาจถูกนัดตรวจหลายครั้งในโรงพยาบาล ส่งผลให้คลินิกต้องรับภาระค่าใช้จ่ายสะสมจำนวนมาก ทั้งที่งบเหมาจ่ายรายหัวที่ได้รับต่อเดือนมีเพียงหลักสิบบาทต่อคน ทำให้โครงสร้างงบประมาณไม่สมดุล
“บางคลินิกส่งต่อผู้ป่วยบ่อยก็ขาดทุนหนัก บางแห่งถึงขั้นต้องปิดกิจการ เพราะระบบไม่มีมาตรฐานกลางควบคุมค่าใช้จ่ายและแนวทางการตรวจรักษา” นางศรินทร์กล่าว
◤ ใช้ระบบข้อมูล-คุมการตรวจซ้ำ ลดความสูญเปล่าทรัพยากร
นางศรินทร์ ยังเสนอให้มีระบบข้อมูลสุขภาพเชื่อมโยงระหว่างคลินิกและโรงพยาบาล เพื่อป้องกันการตรวจซ้ำโดยไม่จำเป็น หรือการสั่งตรวจที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการรักษา (Low Value Care) ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของระบบโดยรวม
เธอระบุว่า ระบบดังกล่าวจะทำให้แพทย์เห็นประวัติการตรวจย้อนหลัง หากตรวจซ้ำโดยไม่มีข้อบ่งชี้ ระบบจะเตือนทันที ส่งผลให้การใช้ทรัพยากรทางการแพทย์มีประสิทธิภาพมากขึ้น
◤ ชี้พฤติกรรมคนเมืองนิยมไปรพ.ใหญ่ แม้รักษาในคลินิกได้
ตัวแทนคลินิกเอกชนกล่าวว่า ปัญหาสำคัญในกรุงเทพฯ คือประชาชนจำนวนมากนิยมไปโรงพยาบาลใหญ่ แม้โรคจะอยู่ในขอบเขตที่คลินิกดูแลได้ ส่งผลให้โรงพยาบาลมีภาระผู้ป่วยล้นระบบ
โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนเมือง เช่น เขตคลองเตย ซึ่งผู้ป่วยจำนวนมากไปโรงพยาบาลตั้งแต่เช้าและกลับตอนเย็น ทำให้ระบบบริการแออัด ทั้งที่โรคบางส่วนสามารถรักษาในคลินิกใกล้บ้านได้
“ถ้าจัดระบบเครือข่ายคลินิกให้เข้มแข็ง ผู้ป่วยจะได้รับบริการใกล้บ้าน ไม่ต้องรอคิวนาน โรงพยาบาลก็จะมีเวลารองรับเคสหนักได้มากขึ้น” เธอกล่าว
◤ เสนอ “กลไกกำกับมาตรฐานคลินิก” ป้องกันเลือกปฏิบัติผู้ป่วย
อย่างไรก็ตาม นางศรินทร์ย้ำว่า โมเดลนี้ต้องมีกลไกกำกับมาตรฐานคลินิกอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันกรณีคลินิกหลีกเลี่ยงการรักษาโรคที่อยู่ในขอบเขตความสามารถของตน แล้วผลักภาระไปยังโรงพยาบาลแม่ข่าย
“หากคลินิกไม่รักษาตามศักยภาพที่กำหนด หรือจงใจส่งต่อเพื่อลดต้นทุน ควรมีกลไกลงโทษที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เอาเปรียบโรงพยาบาลและระบบโดยรวม” เธอกล่าว
◤ มองระบบจะเดินได้ หาก กทม.-สธ. แบ่งบทบาทดูแลผู้ป่วยร่วมกัน
นางศรินทร์ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจนในการเริ่มใช้โมเดล แต่เห็นว่าหากกรุงเทพมหานครและกระทรวงสาธารณสุขร่วมกันจัดสรรบทบาทการดูแลผู้ป่วยในเมือง โดยแบ่งภาระรับผิดชอบระหว่างเครือข่ายคลินิกกับโรงพยาบาลอย่างเหมาะสม ระบบจะสามารถเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เธอสรุปว่า “หากจัดระบบปฐมภูมิให้เข้มแข็ง และส่งต่อเฉพาะเคสเกินศักยภาพไปยังโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงเรียนแพทย์ ก็จะทำให้ทั้งคลินิกอยู่ได้ โรงพยาบาลไม่แออัด และผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมในทุกระดับบริการ”
#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น