เปิดชีวิต “เด็ก 3 เดือน” ป่วยเยื่อหุ้มสมองอักเสบ สะท้อนสิทธิวัคซีน PCV ถ้วนหน้า จำเป็น

 แม่เผย ผ่าตัดสมองนาน 31 วัน ทำพัฒนาการช้า-มีออทิสติก ต้องยอมลาออกมาดูแลเต็มเวลา ย้ำ “ถ้าได้วัคซีน PCV 3 เข็ม ชีวิตอาจไม่เป็นแบบนี้”


วันที่ 18 ก.พ. 69 #เก็บตกจากวชิรวิทย์ เดินทางไปที่ อ.จะนะ จ.สงขลา หลังมีคุณแม่ท่านหนึ่งคอมเม้นมาในเพจพร้อมเปิดประสบการณ์ลูกน้อย ซึ่งป่วยเป็นเยื้อหุ้มสมองอักเสบจากโรค IPD เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนสังคม ท่ามกลางความพยายามผลักดันสิทธิประโยชน์ “วัคซีน PCV” แบบถ้วนหน้า ซึ่งพื้นที่จังหวัดสงขลาอยู่ในเขตสุขภาพที 12 อาจจะไม่ใช่พื้นที่นำร่อง แต่สิ่งนี้สะท้อนว่า ทุกพื้นที่มีความเสี่ยง เด็กไทยทั่วประเทศควรได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึง โดยเร็ว 


ขณะที่ล่าสุดสำนักข่าว #Hfocus รายงานว่าวันนี้ (19 ก.พ. 69) ที่กระทรวงสาธารณสุข รมว.สธ.หารือ เลขาฯ สปสช. กรณีการใช้งบกองทุนบัตรทองและวัคซีน IPD ยืนยันมีงบ 225 ล้านบาท พร้อมจัดซื้อและฉีดให้เด็กได้ทั่วประเทศ โดยการกำหนดพื้นที่และขอบเขตการฉีดขึ้นอยู่กับการประเมินความเสี่ยง และข้อเสนอจาก กรมควบคุมโรค ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมจัดซื้อ คาดใช้เวลาประมาณ 1 เดือน หากดำเนินการได้รวดเร็ว 


ส่วนทางด้านของ นางมารีเยาะห์ มะประสิทธิ อดีตข้าราชการครู ได้เปิดเผยประสบการณ์ชีวิตของลูกชายคนกลาง ซึ่งป่วยเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบตั้งแต่อายุเพียง 3 เดือน จากการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง จนต้องเข้ารับการผ่าตัดสมองและรักษาตัวในโรงพยาบาลนานกว่า 31 วัน ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการระยะยาว ทั้งด้านร่างกาย สมอง และพฤติกรรม ขณะนี้แม้อาการโดยรวมดีขึ้น สามารถเดินและพูดได้ แต่ยังคงมีภาวะพัฒนาการล่าช้า สมาธิสั้น และมีลักษณะออทิสติก ต้องทำกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดอย่างต่อเนื่อง


แม่ของเด็กเล่าว่า ลูกชายเกิดมาสุขภาพแข็งแรง น้ำหนักแรกคลอด 2,850 กรัม อยู่โรงพยาบาลหลังคลอดประมาณ 5-6 วัน จากนั้นเติบโตตามวัย ไม่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือโรคประจำตัวใด ๆ จนกระทั่งเมื่ออายุ 3 เดือน เริ่มมีอาการไข้และซึมในช่วงกลางคืน ครอบครัวจึงรีบพาไปโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์ในห้องฉุกเฉินได้เช็ดตัวลดไข้และอนุญาตให้กลับบ้านเพื่อสังเกตอาการ



◤ ชักหมดสติ ต้องปั๊มหัวใจกว่า 30 นาที ก่อนพบติดเชื้อในกระแสเลือด


อย่างไรก็ตาม เช้าวันถัดมาอาการของเด็กกลับทรุดลง ซึมมากขึ้น ไม่ดูดนม และยังมีไข้สูง ครอบครัวจึงรีบพากลับไปโรงพยาบาลจะนะอีกครั้ง แพทย์ตัดสินใจรับไว้รักษาในโรงพยาบาล แต่ด้วยสภาพร่างกายที่บวม ทำให้หาเส้นเลือดเพื่อให้น้ำเกลือและยาได้ยาก วันแรกจึงทำได้เพียงให้ยาลดไข้และเฝ้าดูอาการ


ต่อมาในเช้าวันรุ่งขึ้น ขณะกำลังให้นม เด็กเกิดอาการชักเกร็งและหมดสติทันที แพทย์และพยาบาลต้องช่วยกันปั๊มหัวใจอยู่นานประมาณ 30 นาที ก่อนจะสามารถกู้ชีพให้กลับมาหายใจได้อีกครั้ง จากนั้นจึงสามารถเจาะเลือดเพื่อตรวจวินิจฉัย และพบว่าเด็กติดเชื้อในกระแสเลือดชนิดรุนแรง แต่ในเวลานั้นยังไม่ทราบว่าเชื้อลุกลามไปถึงสมองแล้วหรือไม่


หลังอาการคงที่เบื้องต้น แพทย์ได้ส่งต่อเด็กไปยังโรงพยาบาลศูนย์สงขลา เพื่อการรักษาเฉพาะทาง โดยอาจารย์แพทย์ได้ทำการเจาะน้ำไขสันหลัง หลังได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง จึงทราบแน่ชัดว่าเด็กติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง


ระหว่างการรักษา เด็กมีไข้สูงต่อเนื่อง ร่วมกับภาวะปอดติดเชื้อและไตทำงานผิดปกติ ส่งผลให้ร่างกายบวมจากการคั่งของของเหลว ทำให้ไม่สามารถให้นมหรือให้น้ำเกลือได้ตามปกติ ต้องรักษาประคับประคองทั้งระบบปอด ไต และการติดเชื้อไปพร้อมกัน โดยพักรักษาในห้องผู้ป่วยเด็กหนัก ใกล้กับเคาน์เตอร์พยาบาลเป็นเวลาหลายวัน


แพทย์ให้ยาปฏิชีวนะอย่างเข้มข้นต่อเนื่องประมาณ 7 วัน แต่เด็กยังไม่ตอบสนอง จึงปรับเปลี่ยนยาอีกครั้ง ทว่าผลการรักษายังไม่ดีขึ้น แพทย์จึงส่งตรวจ CT Scan สมอง และพบว่ามีหนองและน้ำคั่งในสมองจำนวนมาก เนื่องจากเชื้อไม่ถูกทำลาย ทำให้เกิดการสะสมของของเสียในเยื่อหุ้มสมอง


◤ ผ่าตัดสมองระบายหนอง เสี่ยงสูงแต่จำเป็น


เมื่อยาถึงขีดจำกัดในการรักษา แพทย์จึงเสนอให้ผ่าตัดระบายหนองและของเหลวออกจากสมอง โดยอธิบายว่าการผ่าตัดจะช่วยให้พ้นภาวะวิกฤตได้แน่นอน แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเด็กจะกลับมาเป็นปกติหรือไม่ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง โดยผลลัพธ์อาจตั้งแต่หายใกล้เคียงปกติ ไปจนถึงพิการทางสมองและร่างกายอย่างถาวร


แม่เล่าว่า ช่วงเวลานั้นลังเลอย่างหนัก เพราะลูกอายุเพียง 3 เดือน การผ่าตัดสมองถือเป็นหัตถการที่มีความเสี่ยงสูงมาก แต่เมื่อเห็นว่าลูกไม่ตอบสนองใด ๆ ต่อสิ่งรอบตัว มีเพียงเสียงร้องเบา ๆ จึงตัดสินใจยินยอมให้แพทย์ผ่าตัด โดยยืนยันว่า “ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร แม่ก็พร้อมยอมรับ ขอแค่ลูกมีชีวิตอยู่”


หลังผ่าตัด เด็กสามารถพ้นภาวะวิกฤตได้ แต่เกิดผลกระทบด้านพัฒนาการอย่างชัดเจน ไม่ตอบสนองทางสายตา ยกแขนขาไม่ได้ ไม่พูด ไม่คลาน และนั่งเองไม่ได้ ต้องเข้ารับการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องเกือบ 2 ปี จนพัฒนาการด้านร่างกายค่อย ๆ ดีขึ้น สามารถเดินและพูดได้


◤ รอดชีวิตแต่พัฒนาการสะดุด ต้องทำกายภาพเกือบ 2 ปี


อย่างไรก็ตาม ด้านสมองยังพบความล่าช้าในการเรียนรู้ มีภาวะสมาธิสั้น ควบคุมตนเองยาก และมีลักษณะออทิสติก เช่น ไม่เข้าใจอารมณ์ผู้อื่น ยึดติดกับสิ่งเดิม การสื่อสารช้า คำศัพท์น้อย อ่านเขียนไม่ได้ ต้องท่องจำจากการฟังเสียงเป็นหลัก


ปัจจุบัน น้องอายุ 5 ขวบแล้วยังต้องเข้ารับการติดตามอาการกับแพทย์และทำกิจกรรมบำบัดอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงแรกหลังออกจากโรงพยาบาล ครอบครัวต้องพาไปพบแพทย์หลายแห่ง ทั้งโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านพัฒนาการ และจิตเวชเด็ก เนื่องจากต้องดูแลทั้งผลผ่าตัดสมอง การกระตุ้นพัฒนาการ และการฝึกพูด แม่จึงตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อดูแลลูกอย่างใกล้ชิด


นอกจากนี้ เด็กยังต้องรับประทานยาควบคุมสมาธิ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการควบคุมร่างกายที่ยังไม่ดี เช่น เคยปั่นจักรยานตกจากชั้นสองของบ้าน และตกบันไดจากการควบคุมการเคลื่อนไหวไม่ดี


◤ ค่ารักษากว่า 1.7 แสนบาท ใช้สิทธิบัตรทอง


แม่ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการรักษาทั้งหมดกว่า 170,000 บาท แต่ได้รับการดูแลภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่ารักษาเอง ขณะที่การทำกิจกรรมบำบัด หากไปทำแบบเอกชนจะมีค่าใช้จ่ายชั่วโมงละประมาณ 500 บาท ซึ่งครอบครัวไม่สามารถแบกรับได้


เมื่อย้อนทบทวนสาเหตุการป่วย แพทย์ให้ข้อมูลว่า การติดเชื้ออาจเกิดจากการสัมผัสเชื้อจากคนรอบตัว เช่น พี่ชายที่ไปโรงเรียน หรือการพบปะผู้คนภายนอกบ้าน ซึ่งเป็นความเสี่ยงในทารกที่ภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง


◤ สะท้อนบทเรียน “วัคซีน IPD” ที่ควรเป็นสิทธิถ้วนหน้า 


แม่ยอมรับว่า ลูกได้รับวัคซีนพื้นฐานครบตามสมุดสีชมพู แต่ไม่ได้รับวัคซีนเสริมป้องกันโรคไอพีดี (IPD) เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงหลายพันบาทต่อโดส และในช่วงนั้นยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญมากนัก กระทั่งวันที่แพทย์รับเคส สิ่งแรกที่ถามคือ “เด็กได้รับวัคซีน IPD หรือไม่” ซึ่งทำให้ครอบครัวตระหนักทันทีถึงความสำคัญของวัคซีนดังกล่าว


เธอกล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกโกรธภาครัฐ แต่รู้สึกดีใจที่หลายฝ่ายเริ่มผลักดันให้วัคซีน IPD เป็นวัคซีนพื้นฐานสำหรับเด็กไทย พร้อมระบุว่า โรคติดเชื้อชนิดนี้มีอัตราการเสียชีวิตและพิการสูง และเด็กป่วยแต่ละรายต้องใช้ทรัพยากรทางการแพทย์จำนวนมาก


“แม่อยากให้เด็กไทยทุกคนได้รับวัคซีนตัวนี้ เพราะเราไม่รู้ว่าจะติดเชื้อเมื่อไร ถ้าวันนั้นลูกได้ฉีดวัคซีน 3 เข็ม ทุกอย่างอาจไม่เป็นแบบนี้” แม่กล่าว พร้อมฝากประสบการณ์เป็นอุทาหรณ์ให้ครอบครัวอื่นเฝ้าสังเกตอาการลูกอย่างใกล้ชิด และร่วมกันสนับสนุนให้วัคซีนป้องกันโรครุนแรงได้รับการบรรจุเป็นสิทธิพื้นฐานของเด็กไทย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกับลูกของตนอีกในอนาคต


สปสช.ชี้ชัด ฉีดวัคซีน IPD ทั่วประเทศหรือไม่ อยู่ที่ข้อเสนอ “กรมควบคุมโรค” 


ด้าน #Hfocus รายงานว่า วันนี้นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เชิญ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมรับประทานอาหารและหารือการบริหารจัดการงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) รวมถึงประเด็นที่สังคมกำลังวิพากษ์วิจารณ์เรื่องวัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมค็อกคัสชนิดรุนแรง (PCV) หรือวัคซีน IPD


นายพัฒนา เปิดเผยภายหลังการหารือว่า งบประมาณสำหรับวัคซีน IPD ได้จัดสรรไว้แล้วตามที่เลขาธิการ สปสช. รายงาน คือประมาณ 225 ล้านบาท ยืนยันว่ามีงบพร้อมดำเนินการจัดซื้อและฉีดให้เด็กได้ทั่วประเทศ โดยกรมควบคุมโรคมีข้อมูลวิจัยระบุว่า กว่า 70 จังหวัดมีความเสี่ยงสูงและมีความพร้อมในการให้วัคซีน


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขย้ำว่า งบประมาณ 225 ล้านบาทที่กันไว้ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการโยกไปใช้ในภารกิจอื่น และพยายามจัดสรรงบให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์เดิม


ส่วนการลงนามมติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เรื่องการฉีดวัคซีน IPD ในพื้นที่นำร่องนั้น อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยตามมติให้กรมควบคุมโรคเป็นผู้พิจารณากำหนดพื้นที่ วิธีการฉีด และแนวทางปฏิบัติให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ


เมื่อถูกถามย้ำว่า จะเป็นการฉีดเฉพาะพื้นที่นำร่องหรือทั่วประเทศ นายพัฒนา ระบุว่า หากยึดตามข้อมูลของกรมควบคุมโรคที่ประเมินความเสี่ยง ก็สามารถฉีดได้ทั่วประเทศ


ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า หลังมติบอร์ด สปสช. ขั้นตอนต่อไปคือแจ้งไปยังโรงพยาบาลราชวิถีและองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เพื่อดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างวัคซีน โดยหากดำเนินการได้รวดเร็ว คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนก็สามารถจัดซื้อได้ 


ทั้งนี้ สปสช.มีหน้าที่ทำหนังสือตามมติบอร์ดเพื่อเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แม้ยังไม่สามารถระบุวันแน่ชัดว่าวัคซีนจะพร้อมฉีดเมื่อใด แต่จะเร่งให้เร็วที่สุด


เลขาธิการ สปสช. กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ได้มีการสืบราคาเบื้องต้นแล้ว โดยมีบริษัทสนใจเข้าร่วมเสนอราคาประมาณ 5 บริษัท และภายใน 1-2 วันจะให้ยื่นราคามาอย่างเป็นทางการ จากนั้น สปสช.จะรวบรวมข้อมูลส่งให้องค์การเภสัชกรรมและโรงพยาบาลราชวิถีดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างต่อไป


โดยการต่อรองราคาจะเป็นหน้าที่ขององค์การเภสัชกรรม ขณะที่ สปสช.ทำหน้าที่สืบราคาเบื้องต้น เนื่องจาก สปสช.ไม่มีอำนาจโดยตรงในการจัดซื้อวัคซีน โดยมติบอร์ดที่ให้ สปสช.ไปต่อรองราคา หมายถึงให้ไปสำรวจราคาตลาดเบื้องต้น ซึ่งได้ตั้งคณะทำงานดำเนินการแล้ว


สำหรับการอ้างอิงราคาจากองค์การยูนิเซฟ นพ.จเด็จ ระบุว่า มติบอร์ดกำหนดให้พิจารณาให้ใกล้เคียงที่สุด แต่ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ยูนิเซฟจัดราคาพิเศษให้ ดังนั้นราคาขึ้นอยู่กับการต่อรองกับบริษัทผู้ผลิตเป็นหลัก


ส่วนงบประมาณ 225 ล้านบาทที่ตั้งไว้สำหรับเด็กกว่า 300,000 คน คาดว่าราคาวัคซีนจะอยู่ที่โดสละราว 100 กว่าบาท ซึ่งสูงกว่าราคาที่ยูนิเซฟจัดซื้อซึ่งอยู่ประมาณ 90-100 บาท โดยการตั้งงบดังกล่าวเป็นการคาดการณ์ตามทิศทางตลาดในขณะนั้น


เมื่อถามถึงขอบเขตพื้นที่ให้วัคซีนว่าจะเป็นบางพื้นที่หรือทั่วประเทศ นพ.จเด็จ กล่าวว่า อยู่ที่การพิจารณาของกรมควบคุมโรค หากประเมินว่ามีความเสี่ยงทั่วประเทศ ก็สามารถดำเนินการครอบคลุมทั้งประเทศได้ และไม่จำเป็นต้องนำเข้าบอร์ด สปสช.เพื่อแก้ไขมติอีก หากกรมควบคุมโรคเสนอแนวทางมาก็สามารถเดินหน้าตามข้อเสนอได้ทันที


ทั้งนี้ เมื่อได้ข้อเสนอพื้นที่จากกรมควบคุมโรคแล้ว จะต้องพิจารณาร่วมกับงบประมาณว่าจัดหาวัคซีนได้กี่โดส ครอบคลุมเด็กได้จำนวนเท่าใด หากงบประมาณรองรับได้เพียง 300,000 คน แต่มีเด็กที่ควรได้รับวัคซีนถึง 500,000 คน ก็ต้องจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมเพื่อให้เด็กได้รับอย่างครบถ้วน ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถดำเนินการได้และไม่ต้องกังวลว่าเด็กจะไม่ได้รับวัคซีนในที่สุด.


#เก็บตกจากวชิรวิทย์ #นักข่าวสาธารณสุข #ThaiPBS 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บัตรทอง ใช้งบผิดทาง ปลายปิดกับรพ.ใหญ่ ปลายเปิดกับร้านยา

“โรงพยาบาลท่าตูม” แนวรับด่านใหม่ – รองรับผู้ป่วยชายแดนกว่า 170 ราย หลัง รพ.แนวปะทะต้องปิดบริการ

ข้อมูลผิด–งบไม่ตัน! ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ โต้ สปสช. ชี้งบ 225 ล้านฉีดวัคซีน PCV ได้ทั่วประเทศ