เช็กเสียงแพทย์หน้างานต่อนโยบาย 1 จว. 1 รพ.หากทรัพยากรไม่เพิ่ม เสี่ยงกระทบความปลอดภัยผู้ป่วย
“พญ.รัชริน” ประธานองค์กรแพทย์ รพ.พุทธชินราช ห่วงสื่อสารนโยบาย “One Province One Hospital” ไม่ชัด เสี่ยงคนไข้แห่เข้า รพ.ศูนย์ ชี้ แนวคิดเครือข่ายจังหวัดเป็นทิศทางที่ดี แต่ต้องกำหนดบทบาทแต่ละระดับบริการให้ชัด หนุนเพิ่มศักยภาพ รพ.ชุมชน–วางระบบส่งต่อให้ชัด ลดความแออัด รพ.ศูนย์
วันนี้ (12 มี.ค. 69) พญ.รัชริน เบญจวงศ์เสถียร ประธานองค์กรแพทย์โรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก ให้สัมภาษณ์ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ ถึงแนวคิดการบริหารทรัพยากรด้านสาธารณสุข “One Province One Hospital” หรือ “หนึ่งจังหวัด หนึ่งโรงพยาบาล” ว่าโดยหลักการถือเป็นแนวคิดที่ดี เพราะมุ่งให้โรงพยาบาลทุกระดับในจังหวัดทำงานเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาใกล้บ้านภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บุคลากรทางการแพทย์หน้างานมีความกังวล ไม่ได้อยู่ที่แนวคิดของนโยบาย แต่เป็นเรื่อง การออกแบบระบบและการสื่อสารต่อสาธารณะ หากไม่อธิบายให้ประชาชนเข้าใจอย่างชัดเจน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ในแต่ละจังหวัดจะเหลือโรงพยาบาลหลักเพียงแห่งเดียว หรือมีปัญหาสุขภาพแล้วสามารถเดินทางมารับบริการที่โรงพยาบาลใหญ่ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านระบบส่งต่อ
“จริง ๆ แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงให้เหลือโรงพยาบาลเดียวในจังหวัด แต่เป็นการทำงานแบบเครือข่าย เชื่อมโยงศักยภาพของโรงพยาบาลทุกระดับเข้าด้วยกัน ซึ่งถือเป็นหลักการที่ถูกต้องของระบบสุขภาพ” พญ.รัชริน กล่าว
◤ หวั่น “รวมศูนย์คนไข้” หากสื่อสารไม่ชัด
พญ.รัชริน อธิบายว่า หากประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน อาจทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ผู้ป่วยจำนวนมาก ข้ามโรงพยาบาลชุมชนและเดินทางมารักษาที่โรงพยาบาลศูนย์โดยตรง ส่งผลให้โรงพยาบาลขนาดใหญ่มีผู้ป่วยหนาแน่นมากขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
ในทางปฏิบัติ เป้าหมายของการทำงานแบบเครือข่ายคือการ เพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลระดับรอง เพื่อให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้น ขณะที่โรงพยาบาลศูนย์จะรับดูแลเฉพาะผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนสูง และสามารถส่งผู้ป่วยกลับไปพักรักษาต่อที่โรงพยาบาลใกล้บ้านได้อย่างปลอดภัย
“ถ้าระบบถูกออกแบบดี โรงพยาบาลชุมชนจะมีศักยภาพดูแลโรคทั่วไปได้มากขึ้น ส่วนโรงพยาบาลศูนย์ก็จะดูแลเคสที่ซับซ้อนจริง ๆ ซึ่งจะช่วยลดภาระความแออัดของโรงพยาบาลใหญ่ได้”
◤ ผู้ป่วยยุคใหม่เลือกแพทย์เฉพาะทาง?
เมื่อถามว่าปัจจุบันผู้ป่วยจำนวนมากชอบการเข้ารับการรักษากับแพทย์เฉพาะทางมากกว่าไหม ประธานองค์กรแพทย์ รพ.พุทธชินราช บอกว่าอาจเพราะมีข้อมูลสุขภาพของตนเองมากขึ้น ทั้งจากแอปพลิเคชันหรือแหล่งข้อมูลออนไลน์ ทำให้เกิดแนวโน้มที่ผู้ป่วยเลือกเดินทางมารับบริการที่โรงพยาบาลศูนย์โดยตรง
โดยเฉพาะในจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งโรงพยาบาลพุทธชินราชเป็นโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวของจังหวัด จึงมีผู้ป่วยจำนวนมากต้องการเข้ามารับการรักษา
“สิทธิการรักษาอย่างบัตรทองเปิดโอกาสให้รักษาได้หลายที่ ประกอบกับผู้ป่วยมีข้อมูลมากขึ้น เขาก็อยากพบแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งเป็นสิทธิของผู้ป่วยที่เราต้องเข้าใจ”
อย่างไรก็ตาม ทางออกของปัญหานี้คือ การพัฒนาโรงพยาบาลชุมชนให้มีศักยภาพมากขึ้น เป็น รพ.ทั่วไป เพื่อให้สามารถดูแลผู้ป่วยระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิได้ ขณะที่โรงพยาบาลศูนย์จะทำหน้าที่เป็นศูนย์ดูแลผู้ป่วยระดับตติยภูมิที่มีความซับซ้อนสูง
◤ เสนอวางบทบาทแต่ละระดับบริการให้ชัด
พญ.รัชริน เห็นว่า หากนโยบายเครือข่ายจังหวัดจะดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องกำหนด บทบาทของแต่ละระดับบริการให้ชัดเจน รวมถึงวางแนวปฏิบัติเรื่องระบบส่งต่ออย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ ยอมรับว่าการพัฒนา ”โรงพยาบาลชุมชน“ ให้เป็น ”โรงพยาบาลทั่วไป“ ก็ต้องพิจารณาตามบริบทของพื้นที่ เช่น จำนวนประชากร ศักยภาพบุคลากร และทรัพยากรที่มีอยู่ ไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกับทุกพื้นที่ได้
“ไม่ใช่ว่ามีคำสั่งแล้วทุกโรงพยาบาลชุมชนจะต้องกลายเป็นโรงพยาบาลทั่วไปทั้งหมด เพราะแต่ละพื้นที่มีบริบทต่างกัน ทั้งจำนวนประชากร งบประมาณ และกำลังคน”
◤ สนับสนุนแนวคิดให้แพทย์ออกไปช่วยเครือข่าย
สำหรับแนวทางจัดสรรเวลาบุคลากรประมาณ 20% เพื่อออกไปให้บริการในโรงพยาบาลเครือข่าย และมีค่าตอบแทนเพิ่มราว 10–15% นั้น พญ.รัชริน ระบุว่า แนวทางลักษณะนี้มีการดำเนินการอยู่แล้วในหลายพื้นที่
ตัวอย่างเช่น แพทย์เฉพาะทางจากโรงพยาบาลศูนย์อาจออกไปผ่าตัดหรือให้บริการที่โรงพยาบาลชุมชนที่มีห้องผ่าตัด พร้อมทีมแพทย์ เพื่อช่วยลดระยะเวลารอคิวของผู้ป่วย
“ที่ผ่านมาเราทำแบบนี้อยู่แล้ว เพียงแต่บางครั้งยังไม่มีกรอบงบประมาณที่ชัดเจน หรือใช้เงินบำรุงโรงพยาบาลเป็นหลัก หากมีระบบกำหนดค่าตอบแทนชัดเจนก็จะช่วยให้การบริหารจัดการง่ายขึ้น และเป็นแรงจูงใจให้บุคลากรออกไปช่วยเครือข่ายมากขึ้น”
◤ ห่วงนโยบายรับส่งต่อทันทีโดยไม่รอเตียง
อีกประเด็นหนึ่งที่บุคลากรทางการแพทย์มีความกังวล คือแนวคิดที่เสนอให้ ”โรงพยาบาลขนาดใหญ่รับผู้ป่วยส่งต่อทันทีโดยไม่ต้องรอเตียงว่าง“
พญ.รัชริน กล่าวว่า หลักการของนโยบายนี้ถือเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์ไม่ควรถูกปฏิเสธเพียงเพราะข้อจำกัดเรื่องเตียง
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง โรงพยาบาลศูนย์ส่วนใหญ่มี อัตราครองเตียงเกินมาตรฐานอยู่แล้ว และที่ผ่านมาโรงพยาบาลไม่เคยปฏิเสธการรับผู้ป่วยส่งต่อ เพียงแต่บางครั้งจำเป็นต้องชะลอการรับเข้า เพราะเตียงเต็ม
“บางกรณีเราต้องให้โรงพยาบาลชุมชนดูแลเบื้องต้นก่อน พร้อมคำแนะนำการรักษา แต่ถ้าเป็นเคสที่จำเป็นจริง ๆ เราก็รับทันที แม้ต้องให้นอนล้นวอร์ดหรือพื้นที่อื่น”
◤ เตือนหากคนไข้เพิ่มแต่ทรัพยากรเท่าเดิม
พญ.รัชริน ระบุว่า หากมีนโยบายให้รับผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แต่ ทรัพยากรบุคลากรยังเท่าเดิม สิ่งที่บุคลากรทางการแพทย์กังวลไม่ใช่เพียงภาระงาน แต่เป็นเรื่อง ความปลอดภัยของผู้ป่วย
เนื่องจากสัดส่วนบุคลากรต่อผู้ป่วยจะลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อมาตรฐานการดูแลรักษา
“สิ่งที่คนหน้างานกังวลที่สุดไม่ใช่ภาระงานของบุคลากร แต่คือความปลอดภัยของผู้ป่วย เพราะถ้าคนไข้เพิ่มขึ้นแต่บุคลากรเท่าเดิม คุณภาพการดูแลก็อาจลดลงได้”
พญ.รัชริน เสนอว่า หากต้องการผลักดันนโยบายลักษณะนี้ให้เกิดขึ้นได้จริง ควรดำเนินการควบคู่กับการเพิ่มทรัพยากรในระบบ ได้แก่
1. เพิ่มอัตรากำลังบุคลากรทางการแพทย์ให้เหมาะสม
2. เพิ่มจำนวนเตียง โดยเฉพาะเตียงผู้ป่วยวิกฤต (ICU)
3. พัฒนาระบบบริหารเตียงและระบบส่งต่อให้มีประสิทธิภาพ
4. เสริมศักยภาพโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลระดับรอง
“ถ้าทำควบคู่กันทั้งหมด ระบบก็จะสามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น”
◤ ชี้นโยบายเป็นโอกาสสื่อสารความจริงของระบบ
ประธานองค์กรแพทย์ รพ.พุทธชินราช กล่าวด้วยว่า แม้จะมีความกังวลในรายละเอียดของการดำเนินนโยบาย แต่การหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดก็ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสื่อสารความจริงของระบบสาธารณสุขให้สังคมเข้าใจมากขึ้น
“จริง ๆ โรงพยาบาลศูนย์ไม่เคยปฏิเสธผู้ป่วยส่งต่อ เพียงแต่บางครั้งต้องชะลอเพราะเตียงเต็ม การที่มีการพูดถึงนโยบายนี้จึงเป็นโอกาสให้เราได้อธิบายข้อจำกัดของระบบและหาทางพัฒนาร่วมกัน” เธอกล่าว.
ทั้งนี้ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้มอบนโยบายในการประชุมสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 1/2569 ณ จ.นครสวรรค์ โดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพบริการและการบริหารจัดการใน 8 มิติ ได้แก่
1. การบริหารการเงินร่วมกับ สปสช.: วางแผนงบประมาณปี 2570-2572 เน้นใช้ฐานข้อมูลเพื่อความคุ้มค่าสูงสุด
2. แก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์: เน้นแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปใน รพ.ชุมชน และแพทย์เฉพาะทาง โดยจัดสรรลงพื้นที่ขาดแคลนผ่านการให้สิทธิประโยชน์จูงใจ
3. ยกระดับบริการภูมิภาค: ขยายการเข้าถึงการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ ปลูกถ่ายอวัยวะ และรังสีรักษา
4. จัดบริการปฐมภูมิผู้ป่วยนอก: โอนเงินรายหัวให้สาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) และแก้ปัญหาการถ่ายโอนตาม พ.ร.บ.สุขภาพปฐมภูมิ
5. ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ: ลดเวลารอคอย ลดการเดินทาง และนำเทคโนโลยีข้ามประเทศมาใช้
6. ผลักดันการแพทย์ขั้นสูง (ATMPs): นำร่องยีนบำบัด ภูมิคุ้มกันบำบัดรักษามะเร็ง และสเต็มเซลล์ (นำร่องแล้วที่ รพ.วชิระภูเก็ต และ รพ.ชลบุรี)
7. สนับสนุนเศรษฐกิจ: ผลักดันไทยเป็น Medical Hub และเปิดคลินิกพรีเมียมใน รพ.ใหญ่ โดยไม่กระทบบริการปกติ
8. ดูแลขวัญกำลังใจบุคลากร: เพิ่มค่าตอบแทนเพื่อสู้กับภาคเอกชน ผ่านนโยบายกระจายการทำงาน
◤ เจาะลึกโมเดล “One Region One Province One Hospital”
หนึ่งในนโยบายหลักที่ถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนคือ One Region One Province One Hospital ซึ่งเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล งบประมาณ และระบบบริการร่วมกันทั้งเขตสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาที่ได้มาตรฐานเดียวกันใกล้บ้าน โดยใช้พื้นที่เขตสุขภาพที่ 3 (มี รพ.สวรรค์ประชารักษ์ เป็นหลัก) เป็นตัวอย่างความสำเร็จ ผ่านระบบบริการร่วมดังนี้
• One OR (เครือข่ายผ่าตัดไร้รอยต่อ) จัดทีมแพทย์เฉพาะทางออกผ่าตัดใน รพ.ชุมชน รองรับการผ่าตัดกว่า 24,000 ราย/ปี
• One ER ใช้เทคโนโลยี Smart ER Refer เชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยฉุกเฉิน
• 1 จังหวัด 1 จิตเวชเด็ก ดูแลเด็กสมาธิสั้นในชุมชน ทำให้มีอัตราการดูแลต่อเนื่องสูงถึง 97.68%
• One ICU ขยายเตียงวิกฤต บริหารจัดการผ่านระบบปรึกษาทางไกล (Tele-Consultation) และเพิ่มค่าตอบแทนพิเศษให้พยาบาลวิกฤต
นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้บุคลากรทางการแพทย์แบ่งเวลาทำงาน 20% ไปให้บริการนอกโรงพยาบาลต้นสังกัด ซึ่งช่วยเพิ่มค่าตอบแทนได้ 10-15% เป็นการกระจายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไปยัง รพ.ชุมชน
#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น