รพ.อุ้มผางวิกฤตซ้อนวิกฤต “การเงิน–พลังงาน” เสี่ยงขาดสภาพคล่อง เม.ย.นี้ หนักสุดในรอบ 35 ปี

นพ.วรวิทย์” ผอ.รพ.อุ้มผาง เผยเงินไม่พอจ่ายเงินเดือนตั้งแต่ต้นปีงบฯ 69 วิกฤตพลังงานซ้ำเติมต้นทุน รพ.ต้องขนน้ำมันใส่ถัง 200 ลิตรสำรอง ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลในพื้นที่สูงถึงกว่า 55 บาทต่อลิตร  วอนรัฐบาลช่วยประคองงบระยะสั้น ก่อน รพ.ล้มแล้วลุกยาก 




วันนี้ (27 มี.ค. 69) นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก เปิดเผยกับ #เก็บตกจากวชิรวิทย์  ถึงสถานการณ์วิกฤตของโรงพยาบาลอุ้มผางว่า ขณะนี้กำลังเผชิญ “วิกฤตซ้อน” ทั้งด้านการเงินและต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้โรงพยาบาลชายแดนที่มีข้อจำกัดด้านรายได้ต้องเผชิญภาระหนักกว่าปกติ


นพ.วรวิทย์ ระบุว่า ปัญหาการเงินของโรงพยาบาลอุ้มผางมีมานาน แต่ปีงบประมาณ 2569 ถือเป็นช่วงที่หนักที่สุดตั้งแต่ทำงานมาเกือบ 35 ปี โดยงบประมาณที่ได้รับจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) รวมถึงรายได้ของโรงพยาบาล “ไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย 3 เดือนแรกของปี” ส่งผลให้ตั้งแต่เดือนมกราคม โรงพยาบาลเริ่มประสบปัญหาสภาพคล่อง และต้องขอยืมเงินจำนวน 8 ล้านบาทจากโรงพยาบาลแม่สอด และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตาก เพื่อจ่ายเงินเดือนบุคลากร


แม้ต่อมาจะได้รับงบประมาณก้อนจาก สปสช. เพิ่มเติมในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ แต่สถานการณ์ยังคงตึงตัว โดยคาดว่า ณ สิ้นเดือนมีนาคม โรงพยาบาลจะเหลือเงินเพียง 2–3 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉพาะเงินเดือนบุคลากรอยู่ที่ประมาณ 12 ล้านบาทต่อเดือน และบุคลากรราว 70% รับเงินเดือนจากงบรายได้ของโรงพยาบาล 


“ปกติที่ผ่านมา โรงพยาบาลอุ้มผางจะมีปัญหาการเงินในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ แต่ปีนี้สถานการณ์รุนแรงขึ้น จนคาดว่าเมษายนถึงมิถุนายนอาจไม่เหลือเงินเพียงพอสำหรับการดำเนินงาน” นพ.วรวิทย์ กล่าว



◤ ภาระดูแลประชากรชายแดนสูง เก็บค่ารักษาไม่ได้จำนวนมาก


ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผางอธิบายว่า โครงสร้างผู้ป่วยเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้โรงพยาบาลมีรายได้จำกัด เนื่องจากต้องดูแลประชากรทั้งฝั่งไทยและเมียนมา


ข้อมูลสำรวจระบุว่า ในพื้นที่อำเภออุ้มผางมีประชากรฝั่งไทยประมาณ 83,000 คน ในจำนวนนี้มีผู้ถือสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UC) ประมาณ 28,000 คน ขณะที่ฝั่งเมียนมามีประชากรราว 29,000 คน จากกว่า 5,000 ครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่มีฐานะยากจนและไม่สามารถชำระค่ารักษาได้


ผู้ป่วยจำนวนมากเดินทางมารับบริการในภาวะฉุกเฉิน เช่น การคลอดบุตร หรือโรคร้ายแรง ทำให้โรงพยาบาลจำเป็นต้องให้การรักษา แม้ไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายได้ โดยที่ผ่านมาโรงพยาบาลต้องพึ่งพาเงินบริจาคจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยไร้สิทธิ์


อย่างไรก็ตาม งบประมาณสนับสนุนด้านสาธารณสุขจากประเทศญี่ปุ่น หรือ JICA มีข้อกำหนดการใช้จ่ายเฉพาะด้าน ไม่สามารถนำมาใช้เป็นงบดำเนินงานประจำได้


◤ วิกฤตพลังงานซ้ำเติมต้นทุน รพ.ต้องขนน้ำมันใส่ถัง 200 ลิตรสำรอง


นอกจากปัญหาการเงิน โรงพยาบาลอุ้มผางยังได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ใช้สำหรับเครื่องปั่นไฟและรถพยาบาล เนื่องจากพื้นที่อุ้มผางมีไฟฟ้าดับบ่อย และต้องพึ่งพาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นระยะ


นพ.วรวิทย์ เปิดเผยว่า โรงพยาบาลต้องจัดซื้อน้ำมันใส่ถังขนาด 200 ลิตร เพื่อสำรองใช้กับเครื่องปั่นไฟ ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลในพื้นที่สูงถึงกว่า 55 บาทต่อลิตร และบางช่วงไม่สามารถหาซื้อได้เพียงพอ ทำให้ต้องนำรถบรรทุกเดินทางไปรับน้ำมันจากอำเภออื่น ใช้เวลาเดินทาง 5–6 ชั่วโมง


นอกจากนี้ รถพยาบาลจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในพื้นที่ห่างไกลยังต้องมารับน้ำมันจากโรงพยาบาลอุ้มผาง เนื่องจากไม่มีสถานีบริการน้ำมันในบางพื้นที่ ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


“หากไม่มีน้ำมันสำหรับเครื่องปั่นไฟ เมื่อไฟฟ้าดับ ระบบสำคัญอย่าง ICU ห้องผ่าตัด หรือห้องปฏิบัติการจะไม่สามารถทำงานได้ ซึ่งกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยโดยตรง” นพ.วรวิทย์ กล่าว


โรงพยาบาลยังต้องเตรียมสำรองก๊าซหุงต้มสำหรับประกอบอาหารผู้ป่วย รวมถึงปรับวิธีการซักอบผ้า โดยใช้การตากแดดแทนการอบ เพื่อลดค่าใช้จ่ายพลังงาน


◤ เริ่มใช้ยาบริจาคใกล้หมดอายุ เหตุบริษัทชะลอส่งยาเพราะค้างชำระ


ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง ระบุว่า ปัญหาสภาพคล่องส่งผลกระทบต่อการจัดซื้อเวชภัณฑ์ โดยปัจจุบันต้องบริหารจัดการยาที่ได้รับบริจาคอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะยาที่ใกล้หมดอายุซึ่งต้องเร่งนำมาใช้ก่อน


นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังมีหนี้ค้างชำระกับบริษัทผู้จำหน่ายยาและเวชภัณฑ์บางแห่งมาตั้งแต่ปี 2567 ทำให้บางบริษัทชะลอการส่งสินค้า ส่งผลให้การจัดหายาบางรายการทำได้ยากขึ้น


อย่างไรก็ตาม นพ.วรวิทย์ ระบุว่า ยังมีผู้ประกอบการบางรายที่ยังคงสนับสนุนโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีหนี้ค้างชำระ โดยไม่ได้เร่งรัดทวงถาม ทำให้โรงพยาบาลยังสามารถประคองสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่ง


ขณะเดียวกัน การจัดหาออกซิเจนทางการแพทย์ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากการส่งมอบสะดุด อาจส่งผลกระทบต่อการรักษาผู้ป่วยในทันที



◤ เตือน รพ.ชายแดนหลายแห่งเสี่ยงขาดสภาพคล่อง


ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผางประเมินว่า โรงพยาบาลในจังหวัดตากหลายแห่งกำลังเผชิญปัญหาทางการเงินในลักษณะใกล้เคียงกัน เช่น โรงพยาบาลสามเงา แม่ระมาด และท่าสองยาง โดยคาดว่าอาจมีเพียงบางแห่งเท่านั้นที่สามารถประคองสถานการณ์ไปได้จนถึงสิ้นปีงบประมาณ


“สถานการณ์ปีนี้ถือว่าน่ากังวล เพราะรายได้ของโรงพยาบาลมีจำกัด แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าแรงบุคลากร ค่ายา และต้นทุนพลังงาน ทำให้หลายแห่งเริ่มมีสัญญาณขาดสภาพคล่อง” นพ.วรวิทย์ กล่าว


พร้อมย้ำว่า โรงพยาบาลได้พยายามประหยัดค่าใช้จ่ายทุกด้านแล้ว แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด และจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเชิงระบบ เพื่อให้โรงพยาบาลชายแดนสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง


“เมษายนนี้อาจเป็นช่วงที่สถานการณ์การเงินของโรงพยาบาลอุ้มผางหนักที่สุดตั้งแต่ผมทำงานมา” นพ.วรวิทย์ กล่าว


◤ น้ำมัน–ก๊าซหุงต้มในศูนย์พักพิงต้องใช้อย่างจำกัด หวั่นกระทบระบบดูแลผู้ป่วย


นพ.วรวิทย์ ยังเปิดเผยเพิ่มเติมถึงสถานการณ์การดูแลศูนย์พักพิงตามแนวชายแดนว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลเริ่มไม่สามารถสนับสนุนทรัพยากรได้เต็มที่เหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น


โดยศูนย์พักพิงจำเป็นต้องใช้น้ำมันดีเซลวันละประมาณ 5–6 ลิตร สำหรับเครื่องปั่นไฟ เพื่อรักษาอุณหภูมิในตู้เย็นเก็บยาและวัคซีน รวมถึงต้องใช้ก๊าซหุงต้มเดือนละประมาณ 4–5 ถัง (ขนาด 15 กิโลกรัม) สำหรับประกอบอาหารให้ผู้ป่วยและผู้พักอาศัย


“แม้ปริมาณการใช้พลังงานในศูนย์จะไม่มาก แต่ก็เป็นต้นทุนที่ต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพราะหากไม่สามารถสนับสนุนได้ อาจทำให้ประชาชนจำนวนมากเดินทางมารับบริการที่โรงพยาบาลอุ้มผางเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาระงานสูงขึ้นในขณะที่ทรัพยากรมีจำกัด” นพ.วรวิทย์ กล่าว


◤ ห่วงขวัญกำลังใจบุคลากร ยืนยันต้องจ่ายเงินเดือนเป็นลำดับแรก


 ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้โรงพยาบาลจำเป็นต้องชะลอการรับบุคลากรเพิ่มเติม รวมถึงจำกัดกิจกรรมออกหน่วยเชิงรุกบางส่วน เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและพลังงาน


ในปี 2569 โรงพยาบาลยังเผชิญปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในบางสาขา เนื่องจากมีแพทย์บางส่วนสิ้นสุดสัญญาหรือย้ายไปปฏิบัติงานในพื้นที่อื่น ขณะที่แพทย์ใหม่ที่จะเข้ามาเพิ่มเติมยังมีจำนวนจำกัด ทำให้ภาระงานบริการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น


“หากงานป้องกันโรคในพื้นที่ทำได้ไม่เต็มที่ อาจทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากต้องเข้ามารับบริการที่โรงพยาบาล ซึ่งจะยิ่งเพิ่มภาระต่อระบบบริการที่มีข้อจำกัดอยู่แล้ว” นพ.วรวิทย์ กล่าว


แต่นพ.วรวิทย์ ระบุว่า โรงพยาบาลยังคงให้ความสำคัญกับการจ่ายเงินเดือนเป็นอันดับแรก แม้ค่าใช้จ่ายด้านค่าตอบแทนอื่นอาจต้องชะลอออกไป หากไม่มีงบประมาณเพิ่มเติมเข้ามา


“ในภาวะเช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความต่อเนื่องของบริการ และดูแลบุคลากรให้สามารถปฏิบัติงานได้” นพ.วรวิทย์ กล่าว



◤ วอนรัฐบาลช่วยประคองงบระยะสั้น ก่อน รพ.ล้มแล้วลุกยาก


นพ.วรวิทย์ บอกด้วยว่าอยากขอความช่วยเหลือเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน อย่างน้อยขอให้โรงพยาบาลสามารถประคองตัวไปรอดเป็นรายเดือนให้ได้ก่อนก็ยังดี เรื่องหนี้ค้างต่าง ๆ คิดว่ายังพอประคองได้ แต่สิ่งที่น่ากังวลมากคือ ค่าตอบแทนบุคลากร เพราะถ้าจ่ายไม่ได้ เจ้าหน้าที่อาจทยอยลาออก ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบบริการของโรงพยาบาล 


“ถ้าบุคลากรหลักออกไป โรงพยาบาลอุ้มผางอาจ ล้มแล้วลุกยาก” เพราะพื้นที่นี้ไม่ใช่พื้นที่ที่คนอยากเข้ามาทำงานมากนัก เมื่อคนออกไปแล้ว โอกาสที่จะหาคนมาทดแทนก็ยากมาก“ นพ.วรวิทย์ กล่าว 


นพ.วรวิทย์ บอกอีกว่า ตนจะเกษียณวันที่ 1 ตุลาคม 2570 ใจหนึ่งก็คิดว่าการเกิดวิกฤตตอนนี้ อย่างน้อยยังพอมีประสบการณ์ที่จะช่วยประคองสถานการณ์ได้บ้าง เพราะอยู่ที่นี่มานานและพอรู้แนวทางแก้ปัญหา แต่ยอมรับว่าครั้งนี้เป็นวิกฤตที่หนักมาก และไม่สามารถแก้ได้เหมือนในอดีต


สิ่งที่อยากขอคือ ให้กระทรวงสาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยสนับสนุนงบประมาณระยะสั้น ประมาณ 1–6 เดือน หรืออย่างน้อยจนถึงสิ้นปีงบประมาณ เพื่อให้โรงพยาบาลสามารถจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรได้ก่อน เรื่องค่ายาและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ผมจะพยายามหาทุนจากการบริจาคและรายได้ของโรงพยาบาลมาช่วยเสริม


ค่าใช้จ่ายหลายอย่างเราพยายามประหยัดเต็มที่แล้ว แม้แต่ค่าน้ำมันสำหรับรถพยาบาลก็ต้องบริหารอย่างระมัดระวัง ซึ่งต้องขอขอบคุณผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ให้ความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน เพราะการเดินทางของรถพยาบาลเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้ป่วยโดยตรง


”ผมอยากเน้นว่า เงินเป็นปัจจัยสำคัญมากในช่วงนี้ หากไม่มีสภาพคล่องเพียงพอ โรงพยาบาลอาจไม่สามารถดำเนินงานต่อได้ตามปกติ จึงขอความช่วยเหลือจากภาครัฐในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นลำดับแรก เพื่อให้โรงพยาบาลยังสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง“ นพ.วรวิทย์ กล่าว 


ทั้งนี้ โรงพยาบาลยังคงเปิดรับการสนับสนุนจากภาคสังคม ภายใต้เงื่อนไขการใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค เพื่อช่วยประคับประคองระบบบริการสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดนให้สามารถดำเนินต่อไปได้.


#นักข่าวสาธารณสุข #ThaiPBS #เก็บตกจากวชิรวิทย์ 


ชี้นโยบายขยายสิทธิประโยชน์ ต้องมาพร้อมงบเพิ่ม


นพ.วรวิทย์ ยังสะท้อนความเห็นต่อทิศทางนโยบายหลักประกันสุขภาพว่า การขยายสิทธิประโยชน์ให้ประชาชนเป็นเรื่องที่ดี แต่จำเป็นต้องมีงบประมาณรองรับอย่างเพียงพอ มิฉะนั้นอาจกระทบต่อการจัดบริการพื้นฐานที่จำเป็น


“หากทรัพยากรมีจำกัด จำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญ เช่น การดูแลผู้ป่วยวิกฤตหรือผู้ป่วยในก่อน หากมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ แต่ไม่ได้เพิ่มงบประมาณ โรงพยาบาลอาจต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น” นพ.วรวิทย์ กล่าว


ทั้งนี้ ระบุว่าปัญหาการจัดสรรงบผู้ป่วยใน (IP) ส่งผลกระทบต่อโรงพยาบาลหลายแห่งในเขตสุขภาพที่ 2 โดยบางแห่งได้รับงบประมาณลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลต่อความสามารถในการบริหารค่าใช้จ่ายประจำ เช่น เงินเดือนบุคลากรและค่ายา


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ต่อคิวรอเข้า ”บ้านบางแค“ ทะลุ 6,000 คน สะท้อนแรงกดดันสังคมสูงวัย

บัตรทอง ใช้งบผิดทาง ปลายปิดกับรพ.ใหญ่ ปลายเปิดกับร้านยา

“ไม่ได้บังคับ แต่อยากให้ลองจัดดูก่อน” สภาการพยาบาล แจงปม ปรับเกณฑ์เวลาทำงานไม่เกิน 12 ชม.