เตรียมสร้าง “คอนโดผู้สูงอายุ” 7 ชั้น ที่บ้านบางแค เพิ่มราว 300 ยูนิต คาดได้ใช้ปี 70
รองรับความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น แต่ “รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ” ยอมรับศูนย์ของรัฐมีเพียง 12 แห่งทั่วประเทศ ยังไม่เพียงพอรองรับผู้สูงวัยกว่า 14 ล้านคน เสนอ อบจ.-เทศบาล เน้นบทบาทดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่จริงจัง
การขยายศักยภาพรองรับผู้สูงอายุในสถานดูแลของรัฐกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคมไทย หลังจำนวนผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดกรมกิจการผู้สูงอายุเตรียมก่อสร้างอาคารพักผู้สูงอายุแห่งใหม่ในพื้นที่ “บ้านบางแค” กรุงเทพมหานคร ลักษณะคล้ายอาคารพักอาศัยสูง 7 ชั้น รองรับได้ประมาณ 300 ยูนิต เพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับผู้สูงอายุที่ต้องการเข้าพักในระบบสวัสดิการของรัฐ
วันนี้ (12 มี.ค.69) นางวรรณภา สุขคง รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ ให้สัมภาษณ์ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ ว่าหนึ่งในโครงการสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค คือการก่อสร้างอาคารใหม่ชื่อ “อาคารสุขสันต์” ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายอาคารพักอาศัยหรือคอนโดมิเนียมสำหรับผู้สูงอายุ สูงประมาณ 7 ชั้น รองรับผู้พักอาศัยได้ราว 300 ยูนิต
โครงการดังกล่าวถือเป็นการก่อสร้างอาคารใหม่เพื่อทดแทนอาคารเดิมภายในบ้านบางแค ซึ่งมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 70 ปี และถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงยุคของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งขณะนั้นยังใช้ชื่อหน่วยงานว่า “กรมประชาสงเคราะห์” โดยรัฐบาลในยุคนั้นเริ่มวางระบบการดูแลผู้สูงอายุในรูปแบบสถานสงเคราะห์ของรัฐเป็นครั้งแรก
“จะเห็นว่าบ้านบางแคซึ่งถือเป็นต้นแบบของประเทศ ยังเพิ่งได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารใหม่ในปีนี้ ทั้งที่อาคารเดิมใช้งานมานานกว่า 70 ปี” เธอกล่าว
รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุระบุอีกว่า ในปีงบประมาณนี้ บ้านบางแคเป็นศูนย์ผู้สูงอายุเพียงแห่งเดียวจากทั้งหมด 12 แห่งทั่วประเทศ ที่ได้รับงบประมาณสำหรับการก่อสร้างอาคารใหม่
การก่อสร้างอาคารสุขสันต์จึงถือเป็นโครงการสำคัญที่ช่วยเพิ่มศักยภาพรองรับผู้สูงอายุในระบบสวัสดิการของรัฐ แม้จำนวนยูนิตที่จะเพิ่มขึ้นยังถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยตามแผนเบื้องต้น โครงการก่อสร้างจะใช้เวลาประมาณ 3 ปี โดยหากเป็นไปตามกรอบแผนงานอาจแล้วเสร็จในช่วงปี 2571
สำหรับรูปแบบการใช้พื้นที่ในอาคารสุขสันต์ รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุบอกว่า จะไม่ได้จัดให้เป็นที่พักสำหรับผู้สูงอายุแบบพิเศษทั้งหมด แต่จะใช้รองรับผู้สูงอายุหลายกลุ่ม ทั้งผู้สูงอายุที่ต้องการเข้าพักในรูปแบบห้องพักพิเศษ และผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในฐานะผู้ได้รับสวัสดิการของรัฐ เนื่องจากภารกิจหลักของศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ คือการดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะเปราะบาง เช่น ไม่มีที่อยู่อาศัย หรือไม่สามารถดูแลตนเองได้
“หน้าที่ของศูนย์ไม่ใช่เพียงให้บริการห้องพักพิเศษ แต่ยังต้องจัดสวัสดิการให้ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะยากลำบากด้วย ดังนั้นอาคารใหม่จะรองรับทั้งสองกลุ่ม” วรรณภากล่าว
สะท้อนข้อจำกัดงบประมาณระบบดูแลผู้สูงอายุรัฐ
รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ ยอมรับว่า การก่อสร้างอาคารใหม่ในสถานดูแลผู้สูงอายุของรัฐเกิดขึ้นค่อนข้างช้า เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ
การสร้างสถานดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่เพียงการก่อสร้างอาคาร แต่ต้องเตรียมระบบบริการรองรับทั้งบุคลากรทางการแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา และนักกายภาพบำบัด
จึงทำให้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานลักษณะนี้ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก และต้องวางแผนระยะยาว พร้อมระบุว่า ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว กรมกิจการผู้สูงอายุจึงต้องเน้นการพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุในชุมชนควบคู่ไปกับการเพิ่มสถานบริการของรัฐ
ส่วนความต้องการเข้าพักในสถานดูแลผู้สูงอายุของรัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะบ้านบางแคซึ่งเป็นสถานที่ที่ประชาชนรู้จักมากที่สุด
ปัจจุบันเฉพาะบ้านบางแคมีผู้ลงทะเบียนรอคิวเข้าพักในระบบสำหรับบริการประเภทพิเศษประมาณ 1,950 ราย ขณะที่หากรวมผู้ที่ต้องการเข้าพักในรูปแบบบริการทั่วไปหรือเตียงสวัสดิการ อาจมีจำนวนรวมสูงถึงประมาณ 6,000 ราย
อย่างไรก็ตาม ระบบการจองสำหรับห้องพักพิเศษจะเปิดให้เฉพาะผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และต้องผ่านเงื่อนไขตามระเบียบของหน่วยงาน ทำให้จำนวนผู้ที่ปรากฏในระบบเป็นตัวเลขที่ผ่านเกณฑ์เบื้องต้นแล้ว
ศูนย์ผู้สูงอายุของรัฐมีเพียง 12 แห่ง ไม่พอกับสังคมสูงวัย
วรรณภาอธิบายว่า ปัจจุบันกรมกิจการผู้สูงอายุดูแล ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุทั่วประเทศ 12 แห่ง ซึ่งเป็นสถานดูแลผู้สูงอายุในรูปแบบของรัฐ
แต่เมื่อเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุของประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โครงสร้างสถานบริการของรัฐถือว่ายังมีข้อจำกัดอย่างมาก
ประเทศไทยมีผู้สูงอายุประมาณ 14 ล้านคน หรือคิดเป็นกว่า 21% ของประชากรทั้งประเทศ และได้เข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” แล้ว
“เมื่อมีศูนย์ของรัฐเพียง 12 แห่ง กับจำนวนผู้สูงอายุ 14 ล้านคน ความต้องการที่จะเข้ามาใช้บริการในสถานดูแลของรัฐเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถรองรับได้ทั้งหมด” นางวรรณภากล่าว
ผู้สูงอายุที่ต้องการเตียงสวัสดิการ คือโจทย์ใหญ่ของระบบ
รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุระบุว่า ผู้สูงอายุที่เข้ามาใช้บริการในบ้านพักของรัฐมีหลายกลุ่ม แต่กลุ่มที่เป็นความท้าทายมากที่สุดคือผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะเปราะบาง
ผู้สูงอายุกลุ่มนี้มักเป็นผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีครอบครัวดูแล หรือไม่สามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเอง ทำให้จำเป็นต้องพึ่งพาสถานดูแลของรัฐในฐานะสวัสดิการพื้นฐาน
ขณะที่ผู้สูงอายุบางส่วนที่เข้าพักในรูปแบบห้องพักพิเศษ มักเป็นผู้ที่มีการวางแผนล่วงหน้าและสมัครเข้าคิวอย่างเป็นระบบ
“ปัญหาที่เราเจอจริง ๆ คือผู้สูงอายุที่ต้องการเตียงสวัสดิการ เพราะเขาไม่มีบ้าน ไม่มีครอบครัวดูแล อันนี้คือโจทย์ใหญ่ของสังคมที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันคิด” เธอกล่าว
งบประมาณและบุคลากรเป็นข้อจำกัดสำคัญ
แม้จะมีความต้องการเพิ่มขึ้น แต่การขยายสถานดูแลผู้สูงอายุของรัฐยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะงบประมาณและกำลังคน
นางวรรณภาระบุว่า การสร้างสถานดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่เพียงการก่อสร้างอาคาร แต่ต้องมีระบบบริการรองรับทั้งด้านบุคลากรทางการแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา และนักกายภาพบำบัด
ขณะเดียวกัน กรมกิจการผู้สูงอายุเองมีบุคลากรจำนวนจำกัด ปัจจุบันทั้งกรมมีข้าราชการเพียง 169 คน และเมื่อรวมพนักงานราชการและลูกจ้างทั้งหมดจะมีบุคลากรราว 650 คน
“เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคลากรจำนวนเท่านี้จะดูแลผู้สูงอายุ 14 ล้านคนได้โดยตรง” รองอธิบดีกล่าว
ทางออกระยะยาว ให้ชุมชนและท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้น
ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว กรมกิจการผู้สูงอายุจึงเน้นแนวทางการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนเป็นหลัก
หนึ่งในกลไกสำคัญคือ “ผู้บริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ” ซึ่งเป็นบุคลากรที่ผ่านการอบรมประมาณ 240 ชั่วโมง เพื่อทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่
ผู้บริบาล 1 คน จะดูแลผู้สูงอายุประมาณ 100 คนในชุมชน โดยในปี 2569 กรมตั้งเป้าให้มีผู้บริบาลครบทุกอำเภอทั่วประเทศ โดยจะมีจำนวนประมาณ 878 คน ซึ่งเทียบเท่าจำนวนอำเภอของประเทศไทย
นอกจากการดูแลด้านสุขภาพ ผู้บริบาลยังทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุใน 5 มิติ ได้แก่
• สังคม
• เศรษฐกิจ
• สุขภาพ
• สภาพแวดล้อม
• เทคโนโลยี
รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับภัยไซเบอร์ที่ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
เสนอ อบจ.-เทศบาล เน้นบทบาทดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่จริงจัง
รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ ยังเสนอว่า การแก้ปัญหาการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาวไม่สามารถพึ่งพาสถานดูแลของรัฐเพียงอย่างเดียวได้แล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการจัดบริการดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่ของตน
เธอมองว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ สามารถออกแบบนโยบายหรือโครงการดูแลผู้สูงอายุในระดับพื้นที่ได้ เพราะเป็นหน่วยงานที่เข้าใจบริบทของชุมชนและมีงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่
“เมืองใหญ่หลายแห่ง เช่น ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ หรือจังหวัดที่เป็นปริมณฑล มีศักยภาพด้านงบประมาณและมีรายได้จากภาษีค่อนข้างสูง จึงสามารถวางนโยบายหรือโครงการดูแลผู้สูงอายุของจังหวัดเองได้ แล้วขยายต่อไปยังเทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่” วรรณภากล่าว
ทั้งนี้ปัญหาผู้สูงอายุในเขตเมืองมีลักษณะเฉพาะ เช่น ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยอาศัยอยู่ลำพังในห้องเช่าหรือคอนโดมิเนียม และไม่มีเครือญาติอยู่ใกล้
ในหลายกรณี เพื่อนบ้านไม่สามารถช่วยดูแลได้ เนื่องจากต้องออกไปทำงาน ส่งผลให้เมื่อผู้สูงอายุเกิดปัญหาสุขภาพหรือประสบอุบัติเหตุภายในบ้าน อาจไม่มีใครรับรู้ทันที
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้การดูแลผู้สูงอายุในเมืองจำเป็นต้องมี ระบบบริการในระดับพื้นที่ เช่น การติดตามดูแล การเยี่ยมบ้าน หรือระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินสำหรับผู้สูงอายุ
เธอจึงเสนอว่า ท้องถิ่นควรพิจารณาออกแบบระบบดูแลผู้สูงอายุที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ เช่น
• การจัดบริการเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุในชุมชน
• การจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระดับท้องถิ่น
• การสนับสนุนเครือข่ายอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุในชุมชน
• การพัฒนาระบบแจ้งเหตุหรือบริการช่วยเหลือผู้สูงอายุในกรณีฉุกเฉิน
สำหรับพื้นที่เมืองใหญ่ อย่าง “กรุงเทพมหานคร” รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุเห็นว่า ปัญหาการดูแลผู้สูงอายุมีความซับซ้อนมากกว่าพื้นที่ชนบท เพราะในชุมชนเมือง ผู้สูงอายุจำนวนมากอาศัยอยู่เพียงลำพังหรืออยู่ในห้องเช่า และเพื่อนบ้านอาจไม่สามารถช่วยดูแลได้เพราะต้องทำงาน
แนวทางหนึ่งที่เสนอคือการจัดระบบบริการในระดับพื้นที่ เช่น การแบ่งโซนบริการในกรุงเทพฯ โดยอาจไม่จำเป็นต้องตั้งสถานดูแลในทุกเขต แต่สามารถใช้ระบบแบ่งพื้นที่ให้ผู้สูงอายุจากเขตหนึ่งไปใช้บริการในเขตที่มีพื้นที่เพียงพอ เช่นหนองจอก มีนบุรี ทุ่งครุ
ชี้ผู้สูงอายุเป็นฐานประชากรสำคัญของท้องถิ่น
รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุยังตั้งข้อสังเกตว่า ผู้สูงอายุถือเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ในหลายพื้นที่ และมีบทบาทในระบบประชาธิปไตยท้องถิ่น
“ผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในฐานประชากรสำคัญของท้องถิ่น และเป็นหนึ่งในผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ดังนั้นนโยบายดูแลผู้สูงอายุควรเป็นหนึ่งในวาระสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น”
เธอระบุว่า หากท้องถิ่นสามารถพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุได้ดี ไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ แต่ยังช่วยลดภาระของหน่วยงานรัฐส่วนกลางที่มีทรัพยากรจำกัดด้วย
เตือนสังคมเตรียมตัวก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ
รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุทิ้งท้ายว่า กระแสความสนใจเรื่องบ้านพักผู้สูงอายุสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยเริ่มตระหนักถึงการวางแผนชีวิตในวัยชรา
อย่างไรก็ตาม การดูแลผู้สูงอายุไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเข้าไปอยู่ในสถานดูแลเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มต้นจากการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ยังอยู่ในวัยทำงาน
เธอแนะนำให้ประชาชนเตรียมตัวใน 5 ด้าน ได้แก่ สุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม สภาพแวดล้อม และเทคโนโลยี รวมถึงการปรับปรุงบ้านให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ เช่น ลดความเสี่ยงการหกล้ม
“การออมและการเตรียมตัวต้องเริ่มตั้งแต่วันที่เรายังแข็งแรง เพราะถ้ารอถึงวันที่ต้องใช้จริง อาจสายเกินไป” เธอกล่าว
พร้อมย้ำว่า การดูแลผู้สูงอายุเป็นโจทย์ของทั้งสังคม ไม่ใช่ภาระของหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว.

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น