อัพเดทความคืบหน้า ถ่ายโอน รพ.สต.ปี 70 กับ “ผศ.จรวยพร” ผอ.สวรส.
คาดว่า ปี 70 จะถ่ายโอนเกือบ 50% ของทั้งประเทศ ขณะที่ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เตรียมปรับโครงสร้างเพื่อรองรับการถ่ายโอน รพ.สต. จากกระทรวงสาธารณสุขไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยปรับบทบาทหน่วยงานให้สอดคล้องภารกิจปัจจุบัน ยืนยันว่าไม่มีการเพิ่มจำนวนหน่วยงานหรืออัตรากำลัง และไม่เพิ่มภาระงบประมาณของรัฐ
เมื่อเร็วๆ นี้ ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ให้สัมภาษณ์ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพัฒนาหลักสูตรเพื่อรองรับการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกระจายอำนาจด้านสุขภาพ ว่า ขณะนี้มีการจัดทำหลักสูตรเพื่อพัฒนาสมรรถนะบุคลากรในระบบบริการปฐมภูมิ (Primary Care) ให้สอดคล้องกับบทบาทใหม่ หลังเปลี่ยนผ่านจากการกำกับของกระทรวงสาธารณสุขไปสู่โครงสร้างของกระทรวงมหาดไทย
◤ ถ่ายโอน รพ.สต. คืบหน้าเกือบครึ่งประเทศ
ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวว่า การถ่ายโอน รพ.สต. เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2566 โดยในปีแรกมีการถ่ายโอนประมาณ 3,200 แห่ง ต่อมาในปี 2567 ถ่ายโอนเพิ่มอีกกว่า 900 แห่ง และในปี 2569 มีการถ่ายโอนเพิ่มเติมอีก 22 แห่ง ขณะที่ปี 2570 คาดว่าจะมีการถ่ายโอนเพิ่มอีกประมาณ 900 แห่ง
เมื่อรวมตัวเลขทั้งหมด คาดว่าจะมี รพ.สต. ที่ถ่ายโอนแล้วเกือบ 50% ของทั้งประเทศ จากจำนวน รพ.สต. ประมาณ 4,500 แห่ง สะท้อนความคืบหน้าของการกระจายอำนาจด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ผลการติดตามจากงานวิจัยพบว่า ภายหลังการถ่ายโอนมีความแตกต่างด้านศักยภาพของพื้นที่ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
1. กลุ่มที่มีความเข้มแข็งมากขึ้นหลังถ่ายโอน
2. กลุ่มที่ยังคงมีศักยภาพใกล้เคียงเดิม
3. กลุ่มที่มีข้อจำกัดบางประการ ทำให้ศักยภาพลดลงบ้าง
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเข้มแข็งของระบบ ได้แก่ ความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ความต่อเนื่องของความร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุขเดิม และประสบการณ์ของผู้บริหารในพื้นที่ โดยบางจังหวัดที่มีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เช่น มีผู้นำที่มีพื้นฐานด้านสาธารณสุข จะสามารถปรับตัวได้อย่างราบรื่น ขณะที่บางพื้นที่อาจยังมีข้อจำกัดด้านความคุ้นเคยกับภารกิจด้านส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
◤ เร่งพัฒนาหลักสูตร เสริมทักษะบุคลากรปฐมภูมิ
รองผู้อำนวยการ สวรส. กล่าวว่า การพัฒนาหลักสูตรดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมสมรรถนะบุคลากร รพ.สต. หลังการถ่ายโอน โดยเฉพาะบุคลากรที่ย้ายมาจากโรงพยาบาล หรือบุคลากรใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่ระบบ ซึ่งอาจยังไม่คุ้นชินกับแนวคิดบริการปฐมภูมิที่เน้นการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค มากกว่าการรักษาเพียงอย่างเดียว
หลักสูตรแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่
• ผู้บริหาร เช่น ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข และผู้อำนวยการ รพ.สต.
• ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยบริการ
• บุคลากรใหม่ หรือบุคลากรที่ย้ายมาจากหน่วยบริการประเภทอื่น
เนื้อหาหลักสูตรจะครอบคลุมทั้งการปรับตัวต่อระบบราชการท้องถิ่น การพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ และการใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงาน เช่น การประยุกต์ใช้ AI ในการบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพ รวมถึงความรู้เกี่ยวกับระเบียบด้านการเงิน การจัดซื้อจัดจ้าง และกระบวนการบริหารงานภายใต้โครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
แนวคิดสำคัญของหลักสูตร คือ การพัฒนาทรัพยากรบุคคลควบคู่กับการบริหารกำลังคน โดยมองทั้งมิติ HRM (Human Resource Management) และ HRD (Human Resource Development) เพื่อให้บุคลากรสามารถปรับตัวกับบทบาทใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
◤ เชื่อมบทบาทปฐมภูมิ รับมือ NCD และสังคมสูงวัย
ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรปฐมภูมิ มีความสำคัญต่อการรับมือความท้าทายด้านสุขภาพของประเทศ โดยเฉพาะ 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
• โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต และมะเร็ง
• การเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสูง (Super-aged society)
ประเทศไทยกำลังเผชิญจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ความต้องการบริการดูแลระยะยาว (Long-term care) เพิ่มขึ้นตามไปด้วย บุคลากร รพ.สต. จึงต้องมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้น เช่น การเยี่ยมบ้าน การติดตามการใช้ยา การให้คำแนะนำด้านสุขภาพ รวมถึงการประสานงานกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อดูแลผู้สูงอายุในชุมชนอย่างต่อเนื่อง
◤ เตรียมสรุปหลักสูตรภายใน 1 เดือน ก่อนขยายอบรมทั่วประเทศ
สำหรับกระบวนการพัฒนาหลักสูตร ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยก่อนหน้านี้มีการสำรวจความต้องการและช่องว่างสมรรถนะของบุคลากรใน 4 จังหวัด ได้แก่ แพร่ ปัตตานี สุพรรณบุรี และขอนแก่น จากนั้นนำร่างหลักสูตรไปทดลองอบรมในพื้นที่ เพื่อปรับปรุงเนื้อหาให้สอดคล้องกับบริบทจริง
หลังจากเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ คาดว่าจะสามารถสรุปหลักสูตรฉบับสมบูรณ์ได้ภายใน 1 เดือน ก่อนเสนอให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องพิจารณา และส่งต่อให้สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น รวมถึงสถาบันการศึกษาทางการพยาบาล นำไปใช้จัดอบรมบุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดทั่วประเทศ
ผศ.ดร.จรวยพร ย้ำว่า การพัฒนาหลักสูตรครั้งนี้เน้นการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อให้เนื้อหาสอดคล้องกับปัญหาและความต้องการจริง และสามารถนำไปพัฒนางานประจำได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยเสริมความเข้มแข็งของระบบบริการปฐมภูมิภายใต้โครงสร้างการกระจายอำนาจด้านสุขภาพในระยะยาว.
#นักข่าวสาธารณสุข #ThaiPBS #เก็บตกจากวชิรวิทย์
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น