ผอ.สวรส.ชี้ ไทยยังพึ่งพายานำเข้ากว่า 80% เร่งขยายฐาน “วิจัยคลินิก“
สร้างความมั่นคงทางยาในระยะยาว “นพ.ศุภกิจ” เสนอเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ ดึงงานวิจัย-โอกาสเข้าถึงยานวัตกรรม พร้อมแจงเหตุผล รพ.จำกัดจ่ายยา หวังบริหารความเสี่ยงวิกฤตซัพพลาย
ประเทศไทยยังคงพึ่งพายาจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ขณะที่โลกการแพทย์พัฒนาอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความท้าทายด้าน “ความมั่นคงทางยา” กลายเป็นโจทย์สำคัญของระบบสาธารณสุขไทย ขณะที่มีอย่างน้อย 2 รร.แพทย์คือ รามาฯ - ศิริราช ที่ออกประกาศจำกัดการจ่ายยาไม่เกิน 1-2 เดือน เพื่อรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง
วันนี้ (20 มี.ค. 69) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ มองว่ากรณีที่หลายโรงพยาบาลเริ่ม “จำกัดการจ่ายยา” ให้ผู้ป่วยรับยาได้ครั้งละ 1–2 เดือน อาจสร้างความกังวลให้ประชาชน แต่ในความเป็นจริง “ยังไม่ใช่ภาวะยาขาดแคลนโดยตรง“ แต่มาตรการนี้เป็นการ “เตรียมความพร้อม” เพื่อรับมือความไม่แน่นอนในอนาคต โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสถานการณ์โลกที่อาจกระทบห่วงโซ่อุปทานยา
นพ.ศุภกิจ ระบุว่า แม้ยาอาจไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับวิกฤตพลังงานหรือสงครามเหมือนน้ำมัน แต่ในความเป็นจริง “เชื่อมโยงกัน” ผ่านระบบขนส่งและโลจิสติกส์ หากเกิดสถานการณ์รุนแรง เช่น ความขัดแย้งขยายวง, การขนส่งระหว่างประเทศหยุดชะงัก ยาที่ต้องนำเข้าจำนวนมากของไทย อาจไม่สามารถส่งเข้ามาได้ตามปกติ
เพื่อให้เห็นภาพ นพ.ศุภกิจ ยกตัวอย่างช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ซึ่งแม้แต่ ยาพื้นฐานทั่วไป หรือหน้ากากอนามัยก็ยังเกิดภาวะขาดแคลนได้ จากปัญหาการผลิตและขนส่ง สะท้อนว่า ระบบยามีความเปราะบางกว่าที่หลายคนคิด
แนวทางที่โรงพยาบาลนำมาใช้ คือ การจำกัดปริมาณยาที่จ่ายต่อครั้งแทนการให้ยาระยะยาวหลายเดือนเหมือนในสถานการณ์ปกติ เหตุผลสำคัญคือ
• ป้องกันการใช้ยาเกินความจำเป็น
• ลดการกระจายยาโดยไม่จำแนกความเร่งด่วน
• รักษาปริมาณยาในระบบให้เพียงพอในภาพรวม
“ถ้ายังจ่ายแบบปกติ จะไม่มีการจัดลำดับว่าใครจำเป็นมากน้อยแค่ไหน” นพ.ศุภกิจ กล่าว
นอกจากนี้ยังมองว่า มาตรการนี้ยังช่วยให้ หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นจริง ระบบสาธารณสุขจะยังมี “สต๊อกยา” เพียงพอสำหรับจัดสรรให้ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นสูงก่อน แนวคิดเดียวกับการบริหารทรัพยากรในช่วงโควิด เช่น
• การจัดลำดับเตียงผู้ป่วย
• การกระจายทรัพยากรจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด
นพ.ศุภกิจ มองว่ามาตรการจำกัดการจ่ายยาเป็นเพียง การวางแผนเชิงป้องกัน หากสถานการณ์โลกไม่ส่งผลกระทบต่อระบบยา โรงพยาบาลก็สามารถกลับไปสู่รูปแบบการจ่ายยาปกติได้ ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่การบริหารยา แต่คือ “การสื่อสาร” ให้ประชาชนเข้าใจ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดว่าเกิดภาวะ “ยาขาด” ทั้งระบบ
◤ ไทยใช้ยานำเข้ากว่า 80% แม้ผลิตเองยังต้องพึ่ง “สารตั้งต้น”
นพ.ศุภกิจ อธิบายว่า ปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มียาใหม่ออกสู่ตลาดต่อเนื่อง ทำให้หลายโรคที่เคยรักษาไม่ได้ กลายเป็นโรคที่รักษาได้ อย่างไรก็ตาม ยาที่ใช้ในประเทศไทยมากกว่า 80% ยังเป็นยานำเข้า จากต่างประเทศ
แม้ยาบางส่วนจะผลิตได้ในประเทศ แต่ก็ยังต้องพึ่งพา “สารตั้งต้นทางยา” หรือ API (Active Pharmaceutical Ingredients) จากต่างประเทศอยู่ดี สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างการผลิตยายังไม่ครบวงจร
“คำถามว่าไทยจะพึ่งตัวเองได้แค่ไหน ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐและความพร้อมของระบบโดยรวม” นพ.ศุภกิจ กล่าว
◤ “วิจัยคลินิก” กุญแจพัฒนายาใหม่ในประเทศ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไทยพัฒนายาเองได้ คือ การวิจัยทางคลินิก (Clinical Research) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีความซับซ้อนสูง และเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของผู้ป่วย
การวิจัยลักษณะนี้ต้องได้มาตรฐานสากล มีระบบควบคุมคุณภาพ เช่น มาตรฐาน ISO และการกำกับด้านจริยธรรมอย่างเข้มงวด
ที่ผ่านมา ไทยมีศักยภาพด้านนี้ในระดับหนึ่ง แต่ยัง “กระจุกตัว” อยู่ในโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย ซึ่งมีทั้งบุคลากร เครื่องมือ และความพร้อม
นพ.ศุภกิจ ชี้ว่า ปัจจุบันผู้ป่วยคนไทยมากกว่า 70% เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งหลายแห่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มีศักยภาพด้านบุคลากรสูง
อาทิ โรงพยาบาลศูนย์ในภูมิภาค เช่น นครราชสีมา เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี หรือหาดใหญ่ แต่บุคลากรในโรงพยาบาลเหล่านี้ “ยังไม่คุ้นเคย” กับการทำวิจัยทางคลินิก ทำให้ศักยภาพยังไม่ถูกนำมาใช้เต็มที่
◤ ตั้งเป้าเพิ่มศูนย์วิจัยมาตรฐานสากล จาก 9 แห่ง เป็น 30 แห่ง
ปัจจุบัน ไทยมีหน่วยวิจัยคลินิกที่ได้มาตรฐานสากลเพียงประมาณ 9 แห่งสวรส.จึงร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข วางแผน ขยายศักยภาพโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ ให้สามารถทำวิจัยคลินิกได้เพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าเพิ่มเป็น 30 แห่งทั่วประเทศ
เป้าหมายนี้ไม่เพียงเพิ่มขีดความสามารถด้านวิจัย แต่ยังช่วยให้ไทยแข่งขันกับประเทศในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งปัจจุบันเป็น “ศูนย์กลางการวิจัยยา” ที่บริษัทข้ามชาติเลือกไปลงทุน
◤ ไทยมี “คนไข้จำนวนมาก” แต่ยังเสียโอกาสดึงงานวิจัย
แม้ประเทศไทยจะมีประชากรกว่า 60 ล้านคน ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบด้าน “ฐานผู้ป่วย” และความหลากหลายของโรค
แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทวิจัยยาเลือกประเทศอื่น คือ ระบบนิเวศ (ecosystem) ที่ยังไม่เอื้อ
เช่น
• ระยะเวลาการอนุมัติวิจัย
• ความต่อเนื่องของกระบวนการ
• มาตรฐานการดำเนินงาน
หากระบบล่าช้าหรือไม่แน่นอน บริษัทก็จะไม่เลือกไทยเป็นพื้นที่วิจัย
สวรส.ได้พัฒนาแพลตฟอร์มกลาง เพื่อรวบรวมข้อมูลงานวิจัยทางคลินิกในประเทศ
โดยมีเป้าหมายสร้าง “ชุมชนวิจัย” ที่เชื่อมโยง
• นักวิจัย
• โรงพยาบาล
• อาสาสมัคร (ผู้ป่วย)
ผู้สนใจสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ว่า
• มีงานวิจัยอะไรเปิดรับสมัคร
• ต้องการอาสาสมัครจำนวนเท่าใด
• ดำเนินการที่โรงพยาบาลใด
นอกจากเพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษาใหม่ ยังช่วยสร้างความโปร่งใส ลดความกังวลเรื่องการทดลองที่ไม่เปิดเผย
นพ.ศุภกิจ ระบุว่า ผู้เข้าร่วมวิจัยทางคลินิกจะได้รับประโยชน์หลายด้าน เช่น
• เข้าถึง “ยานวัตกรรม” ที่ยังไม่วางจำหน่าย
• ลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งบางกรณีอาจสูงถึงหลักแสน–หลักล้านบาท
• ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดตามมาตรฐานความปลอดภัยสูง
จึงถือเป็นโอกาสสำคัญของผู้ป่วยไทย โดยเฉพาะในโรคที่มีทางเลือกการรักษาจำกัด
◤ ความมั่นคงทางยา ไทยยังต้อง “เลือกลงทุนเป็นจุด”
เมื่อถามถึงระดับการพึ่งพายานำเข้าที่เหมาะสม นพ.ศุภกิจ มองว่า ไทยยังไม่สามารถลดการนำเข้าได้ในระยะสั้น
เนื่องจากข้อจำกัดหลายด้าน เช่น
• โครงสร้างอุตสาหกรรมเคมี
• ข้อจำกัดด้านสิทธิบัตรยา
• ต้นทุนวิจัยที่สูงมาก (ระดับหมื่นล้านบาทต่อยา 1 ตัว)
แม้จะมีหน่วยงานอย่างองค์การเภสัชกรรม แต่ยังไม่สามารถครอบคลุมการผลิตทั้งหมดได้ ดังนั้น แนวทางที่เป็นไปได้ คือ “เลือกลงทุนเฉพาะยาที่มีศักยภาพ” ไม่ใช่ผลิตทุกชนิด
หากไทยต้องการพัฒนายาเองในระยะยาว รัฐจำเป็นต้องมีนโยบายสนับสนุนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการยอมรับว่า
• ในระยะเริ่มต้น “ต้นทุนการผลิตในประเทศจะสูงกว่า”
• ไม่สามารถใช้หลัก “ซื้อถูกกว่า” เป็นเกณฑ์ตัดสินได้เสมอ
การลงทุนจึงต้องมองในมิติ “ความมั่นคง” มากกว่าต้นทุนระยะสั้น
นพ.ศุภกิจ ยกตัวอย่างความก้าวหน้าของไทย เช่น การพัฒนา ยาขั้นสูง (ATMP: Advanced Therapy Medicinal Products) ซึ่งเป็นสัญญาณว่าไทยมีศักยภาพด้านนวัตกรรม แต่การจะก้าวไปแข่งขันในระดับโลก ยังต้องใช้เวลา ทั้งด้านเทคโนโลยี มาตรฐาน และการขยายตลาด
◤ ชี้ทางออกระยะยาว สร้างระบบวิจัย–ผลิต–เข้าถึง ให้ครบวงจร
ในภาพรวม นพ.ศุภกิจ มองว่า ความมั่นคงทางยาของไทย ไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการใดมาตรการหนึ่ง
แต่ต้องพัฒนา “ทั้งระบบ” ได้แก่
• การวิจัยและพัฒนา
• การผลิตในประเทศ
• การเข้าถึงยาของประชาชน
• ระบบกำกับมาตรฐาน
พร้อมย้ำว่า หากไทยสามารถยกระดับระบบวิจัยคลินิก และสร้าง ecosystem ที่เข้มแข็งได้ จะช่วยเพิ่มทั้ง
• ความสามารถในการพึ่งพาตนเอง
• โอกาสเข้าถึงนวัตกรรม
• และความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศในระยะยาว
#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น