คลี่ปม ”หนี้ค่ายา รพ.รัฐ“ เหตุจาก ”งบกลาง“ สะดุด ชี้ปัญหาหลักคือ "หนี้สะสม" มากกว่า ”สงครามตะวันออกกลาง“
เปิดโครงสร้างซื้อยา “ต่อรองร่วม แต่ซื้อแยก” แนะทางรอดระบบสาธารณสุข เร่งเคลียร์หนี้ใน 4 เดือน ดันนโยบาย “1 จังหวัด 1 โรงพยาบาล” แชร์ทรัพยากร-ซื้อร่วมจริง หวังลดต้นทุน รพ. เล็ก และช่วยต่อลมหายใจผู้ผลิตยารายย่อย เตือนรับมือ 2 ความเสี่ยงใหญ่ "ยาขาดแคลน-ราคาพุ่ง"จับตาใกล้ชิดกลุ่ม "ยาปฏิชีวนะ-ยาช่วยชีวิตฉุกเฉิน" ชี้หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3 เดือน จะส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้ป่วยโดยตรง
จากกรณีปัญหา “หนี้ค่ายา” ของโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งในช่วงที่เกิดวิกฤตตะวันออกกลาง “อุตสาหกรรมยา” มีการเร่งทวงหนี้จากโรงพยาบาลมากขึ้น ขณะที่โรงพยาบาลบางแห่งสะท้อนว่า สาเหตุของหนี้สะสมส่วนหนึ่งมาจากการที่งบประมาณจาก สปสช. ถูกจัดสรรล่าช้า หรือไม่สอดคล้องกับรอบการใช้จ่ายจริง
วันนี้ (20 มี.ค. 2569) นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์ อดีตประธานโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ./รพท.) ให้สัมภาษณ์ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ ถึงโครงสร้างการจัดซื้อยาในระบบสาธารณสุขไทย พร้อมสะท้อนปัญหาเชิงระบบที่กำลังนำไปสู่วิกฤต “หนี้ค่ายา–ขาดยา” โดยชี้ว่า ปัจจัยหลักมาจากปัญหาการเงินของโรงพยาบาล ไม่ใช่สถานการณ์สงครามเพียงอย่างเดียว
◤ โครงสร้างจัดซื้อยา รพ.รัฐ “ต่อรองร่วม แต่ซื้อแยก”
นพ.อนุกูล อธิบายว่าระบบจัดซื้อยา ไม่ได้เป็นการซื้อรวมทั้งประเทศ แต่ใช้วิธี “ต่อรองราคาร่วม” ในระดับจังหวัดหรือเขตสุขภาพ
หลังการเจรจากับบริษัทยาแล้ว จะได้ “ราคากลาง” ที่โรงพยาบาลทุกแห่งสามารถใช้ซื้อได้ แต่ การจัดซื้อจริงยังเป็นแบบแยกกันของแต่ละโรงพยาบาล ไม่ได้รวมศูนย์
“ต่อรองร่วม แต่เวลาซื้อก็ซื้อแยก เพียงแต่ได้ราคาเดียวกัน”
◤ ยามะเร็ง-ยาราคาแพง ใช้กลไกกองทุนช่วย
สำหรับ “ยามะเร็ง” และยาราคาแพงบางรายการ มีการบริหารจัดการต่างออกไป โดยแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่
• กองทุน เช่น บัตรทองหรือประกันสังคม สนับสนุนเป็น “งบประมาณ” ให้โรงพยาบาลไปจัดซื้อ
• หรือบางกรณี กองทุนจัดส่ง “ยาโดยตรง” ให้โรงพยาบาล หลังมีการรายงานการใช้ยา
อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมแล้ว โรงพยาบาลยังต้องจัดซื้อยาเองเป็นหลัก
◤ เครดิตบริษัทยา ตัวแปรสำคัญของระบบ
อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือ “เครดิต” จากบริษัทยา โดยเฉพาะผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่ ซึ่งมักให้ระยะเวลาชำระหนี้ประมาณ ไม่เกิน 6 เดือน
แต่หากโรงพยาบาลจ่ายหนี้ล่าช้า จะถูกจำกัดการส่งยา เช่น
• สั่งยา 100% อาจได้รับเพียง 50%
• หรือถูก “ระงับการส่งยา” ชั่วคราว
“นี่คือมาตรการลงโทษโรงพยาบาลที่จ่ายหนี้ช้า ซึ่งยิ่งซ้ำเติมโรงพยาบาลที่วิกฤตอยู่แล้ว”
◤ ขอ ”งบกลาง“ ไม่ได้ ทำเงินสะดุดทั้งระบบ
นพ.อนุกูล ชี้ว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2568
เมื่อมีแผนใช้ “งบกลาง” เพื่ออุดช่องว่างค่ารักษาผู้ป่วยใน (IP) แต่เกิดความล่าช้า ตอนนี้ยังขอ “งบกลาง” ไม่ได้ ทำให้เงินไม่เข้าสู่ระบบตามเวลา ผลกระทบคือ โรงพยาบาล “ขาดสภาพคล่อง” > หนี้ค่ายาสะสมเพิ่มขึ้น > การจ่ายเงินให้บริษัทยาล่าช้า “เงินมันหายไปหลายเดือน ทำให้ระบบทั้งระบบชะงัก”
◤ บางโรงพยาบาลวิกฤตหนัก หนี้สะสมเป็นปี
อดีตประธาน รพศ./รพท. ยอมรับว่า มีโรงพยาบาลจำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหาหนี้สะสมระยะยาว บางแห่งค้างชำระ นานเป็นปี
โดยยกตัวอย่างประสบการณ์ตรงว่า โรงพยาบาลเคยขาดทุนสะสมกว่า 200 ล้านบาท ต้องเจรจากับบริษัทยาเพื่อ “ทยอยจ่าย” และบริหารเงินสดอย่างระมัดระวัง
“ต้องแบ่งเงินไปจ่ายทั้งเงินเดือนบุคลากรและค่ายา ไม่งั้นระบบจะหยุด”
◤ “เคลียร์หนี้ 4 เดือน” ช่วยทั้ง รพ. และอุตสาหกรรมยา
กรณีข้อเสนอให้โรงพยาบาลลดระยะเวลาค้างชำระเหลือไม่เกิน 3–6 เดือน หรืออย่างน้อย 4 เดือน นพ.อนุกูล มองว่า มีเหตุผลสำคัญ 2 ด้าน
1. ช่วยโรงพยาบาลรักษาเครดิต กับบริษัทยา
2. ช่วยผู้ประกอบการยา โดยเฉพาะรายเล็ก ที่มีข้อจำกัดด้านเงินหมุนเวียน
หากโรงพยาบาลจ่ายช้าเกินไป บริษัทอาจขาดสภาพคล่อง และส่งผลต่อการนำเข้าหรือผลิตยาในรอบถัดไป
◤ หนุน “แชร์ทรัพยากร–ซื้อร่วมจริง” ลดต้นทุนระบบ
ในระยะยาว นพ.อนุกูล เห็นว่า จากการที่ ปลัด สธ. นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน มีนโยบาย “1 จังหวัด 1 โรงพยาบาล” อาจทำให้เกิดการรวมทรัพยากรในระดับพื้นที่ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้มาก
ยกตัวอย่าง
• ค่าตรวจเลือด (CBC) ของโรงพยาบาลใหญ่และเล็กมีราคาต่างกัน
• หากรวมจัดซื้อหรือแชร์บริการ จะช่วยลดภาระของโรงพยาบาลขนาดเล็ก
◤ ชี้ปัญหาหลัก “หนี้” มากกว่า “สงคราม”
ต่อคำถามว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นมาจากสถานการณ์โลกหรือไม่ นพ.อนุกูล มองว่า “ประเด็นหลักคือเรื่องหนี้ ไม่ใช่สงคราม”
อย่างไรก็ตาม สงครามอาจมีผลทางอ้อม เช่น ค่าขนส่งสูงขึ้น วัตถุดิบสารตั้งต้นผลิตยา (API) และบรรจุภัณฑ์ราคาแพงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ “ราคายาเพิ่ม” ในอนาคต
◤ เตือน 2 ความเสี่ยงใหญ่: “ยาขาด” และ “ราคาพุ่ง”
สถานการณ์ปัจจุบัน นพ.อนุกูล ระบุว่ามี 2 ประเด็นที่ต้องจับตาใกล้ชิด คือ
1. ยาขาดแคลน โดยเฉพาะยาจำเป็น
2. ราคายาปรับสูงขึ้น
แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินว่า สต๊อกยายังเพียงพอประมาณ 3 เดือน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจกระทบระบบได้
กลุ่มยาที่น่ากังวลที่สุด คือ
• ยาปฏิชีวนะ
• ยาช่วยชีวิตในภาวะฉุกเฉิน
เนื่องจากไม่สามารถขาดได้ และส่งผลโดยตรงต่อการรักษา “ถ้าขาดยาช่วยชีวิต มีผลต่อผู้ป่วยทันที ต่างจากยาบางชนิดที่ยังพอทดแทนได้”
#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น