นพ.จเด็จ แจงปม “หนี้ค่ายารพ.” เชื่อมโยงการจัดสรรงบ สปสช.?
ชี้ต้นตออยู่ที่ “กระแสเงินสด” เสนอปรับระบบจ่ายงบให้ตรงรอบหนี้ ลดภาระสะสม เผยเร่งอัดฉีดงบแล้วกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท เตือนไทยพึ่งพายานำเข้า 80% เสี่ยงวิกฤตซัพพลายเชน จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง จับตาราคายาพุ่ง เสี่ยงค่ารักษาขยับ หากยืดเยื้ออาจต้องใช้งบพิเศษแบบโควิด
วันนี้ (20 มี.ค. 69) นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยถึงสถานการณ์การใช้ยาในระบบสาธารณสุขไทยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังพึ่งพายานำเข้าสูงถึงประมาณ 80% ของการใช้ยาทั้งหมด
แม้ในประเทศจะมีโรงงานผลิตยาราว 150 แห่ง แต่ส่วนใหญ่เป็นการผลิต “ยาสามัญ” (Generic drugs) ซึ่งครอบคลุมยาทั่วไปในบางกลุ่มขณะที่แนวโน้มการรักษาในปัจจุบัน แพทย์มักเลือกใช้ “ยารุ่นใหม่” ซึ่งส่วนใหญ่ยังต้องนำเข้า ส่งผลให้สัดส่วนการพึ่งพายาจากต่างประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง
นพ.จเด็จ ระบุว่า ในสถานการณ์ปกติ ระบบอาจยังสามารถรองรับการใช้ยานำเข้าได้ แต่หากเกิดวิกฤต เช่น ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กระทบซัพพลายเชนยา ไทยอาจต้องกลับมาทบทวนการใช้ยาที่ผลิตในประเทศมากขึ้น
โดยยกตัวอย่างว่า ยาบางชนิดมีความแตกต่างด้าน “คุณสมบัติรอง” เช่น ยาแก้แพ้ที่ทำให้ง่วงราคาเม็ดละ 25 สตางค์ กับไม่ง่วง ราคาเม็ดละ 1 บาทซึ่งมีราคาต่างกัน แม้ประสิทธิภาพหลักในการรักษาอาการจะใกล้เคียงกัน
“ในภาวะวิกฤต เราอาจต้องยอมรับข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ยอมง่วงบ้าง เพื่อให้สามารถใช้ยาที่ผลิตในประเทศ และช่วยพยุงอุตสาหกรรมยาไทย เป็นต้น” นพ.จเด็จ กล่าว
◤ แจงปม “หนี้ค่ายาโรงพยาบาล” เชื่อมโยงการจัดสรรงบ
เมื่อถามว่า ปัญหาหนี้ค่ายาของโรงพยาบาล ซึ่งในช่วงที่เกิดวิกฤตโลก อุตสาหกรรมยามีการเร่งทวงหนี้จากโรงพยาบาลมากขึ้น ขณะที่โรงพยาบาลบางแห่งสะท้อนว่า สาเหตุของหนี้สะสมส่วนหนึ่งมาจากการที่งบประมาณจาก สปสช. ถูกจัดสรรล่าช้า หรือไม่สอดคล้องกับรอบการใช้จ่ายจริง
นพ.จเด็จ ยอมรับว่า “กระแสเงินสด” (cash flow) เป็นหัวใจสำคัญของปัญหา โดยหากสามารถบริหารให้เงินงบประมาณไหลเข้าสู่โรงพยาบาลได้ตรงจังหวะ เช่น ก่อนครบกำหนดชำระหนี้ 2-3 เดือน โรงพยาบาลก็จะสามารถนำไปชำระหนี้ค่ายาได้ทันเวลาส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมยาสามารถนำเงินไปหมุนเวียนผลิตยาได้ต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงของปัญหายาขาดแคลนในระบบ
เลขาธิการ สปสช. บอกว่า ควรออกแบบระบบการจ่ายเงินให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับลักษณะของแต่ละโรงพยาบาล
• โรงพยาบาลขนาดใหญ่ อาจมีรอบเครดิตยาว 6 เดือน
• โรงพยาบาลขนาดเล็ก อาจมีรอบเครดิตเพียง 2 เดือน
ดังนั้น หากสามารถจัดสรรงบให้ตรงกับ “จังหวะความต้องการใช้เงินจริง” ของแต่ละแห่ง จะช่วยลดปัญหาหนี้สะสมได้
การนำงบประมาณจำนวนมากมากองไว้ที่สปสช. โดยไม่ถูกใช้ทันที อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เท่ากับการทำให้เงินไหลเข้าสู่ระบบบริการโดยตรง สำหรับปีงบประมาณ 2569 สปสช. ได้เริ่มเร่งโอนงบประมาณเข้าสู่ระบบแล้ว เดือนกุมภาพันธ์ โอนแล้วประมาณ 25,000 ล้านบาท และมีงบเพิ่มเติมอีกกว่า 10,000 ล้านบาททยอยเข้าสู่ระบบ
รวมแล้วกว่า 35,000 ล้านบาท โดยเป็นการทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเร่งแก้ปัญหาสภาพคล่องของโรงพยาบาล ทั้งนี้ หากมีโจทย์ใหม่ เช่น ปัญหาซัพพลายเออร์หรือราคายาที่เปลี่ยนแปลง ก็พร้อมนำข้อมูลมาปรับแนวทางเพิ่มเติม
◤ จับตาราคายาปรับขึ้น หากวิกฤตยืดเยื้อ อาจต้องใช้งบพิเศษ หากเข้าสู่ “ภาวะวิกฤตเต็มรูปแบบ”
นพ.จเด็จ ยอมรับว่า สถานการณ์โลก โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างประเทศ อาจทำให้ต้นทุนยาปรับสูงขึ้น และเริ่มมีสัญญาณการขอปรับราคาจากบางบริษัทแล้ว และอาจมีแนวโน้มว่าหน่วยบริการ (คลินิก โรงพยาบาล) จะปรับขึ้นค่ารักษาพยาบาลนั้น ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี เช่น เป็นสินค้าสต๊อกเก่าหรือไม่ และระยะเวลาวิกฤตยาวนานเพียงใด
และถ้าหากวิกฤตยืดเยื้อ ต้นทุนการผลิตและขนส่งจะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กระทบต่อระบบงบประมาณด้านสาธารณสุขโดยรวมนั้น “เลขาธิการ สปสช. ” จึงเปรียบเทียบสถานการณ์กับช่วงการระบาดของโควิด-19 ว่า หากเกิดวิกฤตรุนแรง ระบบอาจไม่สามารถใช้ “งบประมาณปกติ” ได้เพียงพอ ก็จำเป็นต้องพิจารณาจัดสรรงบประมาณพิเศษ (เงินกู้) มาเพิ่มเติม เพื่อรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
“วิกฤตย่อมมีต้นทุนของมัน ไม่สามารถใช้งบปกติไปจัดการได้ทั้งหมด” นพ.จเด็จ กล่าว
◤ ย้ำต้องบูรณาการทั้งระบบ “ยา–งบ–บริการ”
เลขาธิการ สปสช. บอกว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลและประเมินสถานการณ์ เพื่อกำหนดแนวทางรองรับในระยะต่อไป ขณะที่การแก้ปัญหาระบบยาในปัจจุบัน ไม่สามารถมองแยกเป็นส่วน ๆ ได้ แต่ต้องบูรณาการทั้งระบบ ทั้งในมิติ ความมั่นคงทางยา (ลดพึ่งพานำเข้า) การบริหารงบประมาณ (cash flow) และการจัดบริการของโรงพยาบาล เพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพสามารถรับมือกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกได้อย่างยั่งยืนในอนาคต.
#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น