นักวิชาการชี้ ระบบดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม ยังมีจำกัด ห่วงผู้สูงอายุโสดในเมืองใหญ่
แนะสร้างสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย ที่เชื่อมโยงกับความทรงจำในอดีตได้ ช่วยสร้างความสุขให้กับผู้สูงอายุ ช่วยชะลอสมองเสื่อม เตือนแนวโน้มอัลไซเมอร์เพิ่มและอายุน้อยลง
รศ.ไตรรัตน์ จารุทัศน์ หัวหน้าศูนย์ Universal Design Center คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ ว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีผู้สูงอายุประมาณร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด หรือราว 13–14 ล้านคน และในจำนวนนี้มีแนวโน้มพบผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
รศ.ไตรรัตน์ กล่าวว่า ปัจจุบันคาดว่าผู้สูงอายุราวร้อยละ 5 มีภาวะอัลไซเมอร์ และแนวโน้มที่น่ากังวลคืออายุของผู้ป่วยเริ่มลดลง จากเดิมที่มักพบภาวะสมองเสื่อมเมื่ออายุประมาณ 70 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันเริ่มพบในคนวัย 50–60 ปีมากขึ้น
“ภาวะสมองเสื่อมมีหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นคือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCD เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ซึ่งล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อม” รศ.ไตรรัตน์ กล่าว
รศ.ไตรรัตน์ กล่าวว่า “สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม” ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยชะลออาการของผู้ป่วยสมองเสื่อม โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย ที่สามารถเชื่อมโยงกับความทรงจำในอดีต ช่วยสร้างความสุขให้กับผู้สูงอายุ
“หากมีการเตรียมสภาพแวดล้อมรองรับตั้งแต่ก่อนอายุ 70 ปี จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถปรับตัวได้ดีเมื่อเริ่มมีภาวะสมองเสื่อม และช่วยชะลออาการได้ระดับหนึ่ง” รศ.ไตรรัตน์ กล่าว
ส่วนแนวทางป้องกันสำคัญคือการดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงจากโรค NCD รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันควร “ออกกำลังกายสมอง” ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น งานศิลปะ ดนตรี การทำสวน หรือกิจกรรมที่ต้องใช้การคิดคำนวณ
กิจกรรมเหล่านี้ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองและลดความเสี่ยงของการเสื่อมถอยของความจำในระยะยาว
◤ แนะปรับบ้านก่อนผู้สูงอายุหกล้ม
รศ.ไตรรัตน์ ยังเสนอว่า ครอบครัวควรปรับสภาพบ้านให้เหมาะกับผู้สูงอายุก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ เช่น การหกล้ม ซึ่งมักเป็นสัญญาณหนึ่งของการเสื่อมของร่างกายและสมอง
ตัวอย่างการปรับบ้าน ได้แก่ การทำพื้นให้เรียบเสมอกัน ติดตั้งราวจับในห้องน้ำ เพิ่มแสงสว่างให้เพียงพอ รวมถึงปรับห้องนอนให้อยู่ชั้นล่างเพื่อความปลอดภัย
“คนไทยมักปรับปรุงบ้านหลังจากที่ผู้สูงอายุหกล้มแล้ว แต่จริง ๆ ควรปรับก่อน เพราะเมื่ออายุมากแล้ว ผู้สูงอายุอาจปรับตัวกับสิ่งใหม่ได้ยาก เช่น การใช้ราวจับหรืออุปกรณ์ในห้องน้ำ” รศ.ไตรรัตน์ กล่าว
◤ ชี้ระบบดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมยังมีจำกัด
รศ.ไตรรัตน์ กล่าวว่า ปัจจุบันระบบดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ในประเทศไทยยังมีไม่มากนัก โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของรัฐที่มีคลินิกดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม
ขณะเดียวกันแนวทางการดูแลผู้ป่วยในปัจจุบันเริ่มให้ความสำคัญกับกิจกรรมบำบัดมากขึ้น แทนการใช้ยาเพียงอย่างเดียว เช่น การจัดพื้นที่ให้ผู้ป่วยทำกิจกรรม พบปะพูดคุย หรือทำกิจกรรมร่วมกันในลักษณะ “Day Center”
รศ.ไตรรัตน์ เห็นว่า ในอนาคตควรมีศูนย์ดูแลลักษณะดังกล่าวกระจายอยู่ในทุกจังหวัด เพื่อให้ครอบครัวสามารถพาผู้สูงอายุมาทำกิจกรรมระหว่างวันได้ และช่วยลดภาระของผู้ดูแล
นอกจากนี้ หากมีการกระจายอำนาจให้เทศบาลหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลมากขึ้น ก็จะสามารถจัดตั้งศูนย์กิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุในชุมชน เพื่อดึงผู้สูงอายุออกจากการอยู่บ้านเพียงลำพังและเพิ่มการมีส่วนร่วมทางสังคม
◤ ห่วงผู้สูงอายุโสดในเมืองใหญ่
รศ.ไตรรัตน์ ยังแสดงความกังวลต่อผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังหรือไม่มีครอบครัวดูแล โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร ซึ่งผู้คนมักอาศัยอยู่ในบ้านที่มีรั้วกั้นและมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านน้อย
“กลุ่มผู้สูงอายุที่โสดหรืออยู่เพียงลำพังเป็นกลุ่มเสี่ยง เพราะอาจไม่มีคนสังเกตอาการหรือช่วยดูแลในช่วงที่เริ่มมีภาวะสมองเสื่อม” เขากล่าว
จึงเสนอให้ชุมชนหรือหน่วยงานท้องถิ่นมีบทบาทในการสร้างกิจกรรมหรือชมรมผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงวัยได้พบปะและช่วยดูแลกันในระดับชุมชน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในสังคมสูงวัย.
#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น