วิกฤตตะวันออกกลาง จุดเร่งนโยบายน้ำมัน “E20 เป็นหลัก”

 เก็บตกจากวชิรวิทย์ คุยกับ “คุรุจิต” ชี้นโยบายไบโอฟิวเอลไทยถึงทางแยก วิกฤตตะวันออกกลางดันรัฐหนุน E20 ลดนำเข้าได้ แต่ระยะยาวยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย



อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน “คุรุจิต นาครทรรพ” วิเคราะห์ทิศทางนโยบายพลังงานทดแทนภาคขนส่งของไทยว่า แม้ไทยจะเดินหน้าส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือไบโอฟิวเอลมาอย่างต่อเนื่องนานกว่า 20 ปี แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญ “จุดท้าทายสำคัญ” จากทั้งข้อจำกัดด้านต้นทุนและประสิทธิภาพ ท่ามกลางแรงกดดันใหม่จากวิกฤตราคาพลังงานโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลาง


■ จุดเริ่มต้นไบโอฟิวเอลไทย จากวิกฤตราคาน้ำมัน


คุรุจิต ระบุว่า นโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนในภาคขนส่งของไทยเริ่มต้นอย่างจริงจังราวปี 2547–2548 ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้น โดยมีการต่อยอดจากโครงการทดลองในพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ที่ศึกษาการผลิตเอทานอลและไบโอดีเซลจากวัตถุดิบในประเทศ


ต่อมา กระทรวงพลังงานได้กำหนดมาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิงให้สามารถผสมเอทานอลในน้ำมันเบนซินได้ในสัดส่วน 10% หรือที่เรียกว่า “แก๊สโซฮอล์ E10” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า



■ รัฐหนุนภาษี–สร้างความเชื่อมั่น ดันแก๊สโซฮอล์ติดตลาด


ในระยะแรก รัฐบาลใช้มาตรการทางภาษีและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อทำให้ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ถูกกว่าน้ำมันเบนซิน โดยมีส่วนต่างราคาประมาณ 3–4 บาทต่อลิตร เพื่อจูงใจผู้บริโภค


ขณะเดียวกัน ยังมีการรณรงค์สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้รถยนต์ ผ่านความร่วมมือจากค่ายรถยนต์ทั้งยุโรปและญี่ปุ่น ที่ออกมายืนยันว่าเครื่องยนต์สามารถรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ได้โดยไม่ต้องปรับแต่ง


ส่งผลให้ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา การใช้แก๊สโซฮอล์แพร่หลายอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นน้ำมันหลักของรถยนต์นั่งในประเทศไทย



■ อุตสาหกรรมเอทานอลบูม แต่เริ่ม “อิ่มตัว”


การเติบโตของนโยบายดังกล่าว ทำให้อุตสาหกรรมเอทานอลในประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยใช้วัตถุดิบทั้งกากน้ำตาลและมันสำปะหลัง มีกำลังการผลิตสูงถึงกว่า 10 ล้านลิตรต่อวัน


อย่างไรก็ตาม คุรุจิต ชี้ว่า แม้กำลังผลิตจะเพิ่มขึ้น แต่การใช้จริงกลับ “อิ่มตัว” อยู่ที่ประมาณ 3–4 ล้านลิตรต่อวัน เนื่องจากข้อจำกัดด้านราคา


“เอทานอลไม่ได้มีต้นทุนถูกกว่าน้ำมันเบนซิน เมื่อผสมมากขึ้นกลับทำให้ต้นทุนรวมสูงขึ้น รัฐจึงต้องอาศัยกลไกภาษีและกองทุนเข้ามาช่วยพยุงราคา” คุรุจิต กล่าว



■ E20 – E85 ทางเลือกเพิ่ม แต่ติดข้อจำกัดสมรรถนะ


ในช่วงต่อมา รัฐพยายามผลักดันการใช้แก๊สโซฮอล์ที่มีสัดส่วนเอทานอลสูงขึ้น เช่น E20 และ E85 เพื่อเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศ


แต่ข้อจำกัดสำคัญคือ ประสิทธิภาพการใช้งาน โดยเฉพาะระยะทางต่อการเติมหนึ่งครั้ง (Fuel Economy) ที่ลดลงเมื่อเทียบกับน้ำมันเบนซิน


ยกตัวอย่างเช่น

เบนซิน: วิ่งได้ประมาณ 480 กม./ถัง

E10: วิ่งได้ประมาณ 460 กม./ถัง

E85: เหลือประมาณ 400 กม./ถัง


ทำให้จำเป็นต้องตั้งราคาขายให้ถูกกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อจูงใจผู้ใช้



■ ไบโอดีเซลเผชิญปัญหาเดียวกัน ราคาสูงกว่าดีเซล


ในฝั่งน้ำมันดีเซล ไทยมีการส่งเสริมไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม (B100) เพื่อนำมาผสมในสัดส่วนต่าง ๆ เช่น B7, B10 และ B20


แต่คุรุจิตระบุว่า ปัญหาสำคัญยังคงเป็น “ต้นทุน” ที่สูงกว่าน้ำมันดีเซลจากโรงกลั่น ส่งผลให้ยิ่งผสมมาก ยิ่งดันราคาน้ำมันสูงขึ้น


นอกจากนี้ ผู้ผลิตรถยนต์บางรายยังจำกัดการรับรองการใช้งานไว้ไม่เกิน B10 เนื่องจากกังวลต่อผลกระทบต่อเครื่องยนต์


ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลจึงต้องปรับลดสัดส่วนการผสมลง จาก B10 เหลือ B7, B5 และบางช่วงลดลงถึง B2 เพื่อลดภาระราคาน้ำมัน



■ วิกฤตตะวันออกกลาง จุดเร่งนโยบาย “E20 เป็นหลัก”


ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกผันผวนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง คุรุจิตมองว่า รัฐบาลไทยกำลังหันกลับมาให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานในประเทศมากขึ้น


โดยเฉพาะแนวคิดผลักดันให้ “E20” กลายเป็นน้ำมันหลัก เพื่อเพิ่มการใช้เอทานอลจากระดับ 3–4 ล้านลิตรต่อวัน เป็นประมาณ 6 ล้านลิตรต่อวัน


อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่

โครงสร้างต้นทุนเอทานอลที่ยังสูง

ความจำเป็นต้องใช้มาตรการอุดหนุนผ่านภาษีและกองทุน

และข้อจำกัดด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว



■ ชี้โจทย์ใหญ่ “ความคุ้มค่า” ยังเป็นคำถามหลัก


คุรุจิต สรุปว่า แม้ไบโอฟิวเอลจะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานและลดการนำเข้า แต่หากไม่สามารถทำให้ต้นทุนแข่งขันได้ในตลาดจริง ก็จะทำให้การขยายตัวของตลาด “ไปต่อได้ยาก”


“ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เราใช้มาตรการภาษีและกองทุนช่วยสร้างตลาด แต่สุดท้ายคำถามคือ ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจริง ๆ อยู่ตรงไหน” คุรุจิต กล่าว


พร้อมชี้ว่า ในระยะต่อไป นโยบายพลังงานทดแทนของไทยจำเป็นต้องทบทวนทั้งโครงสร้างราคา เทคโนโลยี และกลไกตลาด เพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่พึ่งพาการอุดหนุนเพียงอย่างเดียว




■ ราคาน้ำมันโลกพุ่ง ดันไบโอดีเซลกลับมาน่าสนใจ


คุรุจิตอธิบายว่า เมื่อราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น จนบางช่วง “แพงกว่าไบโอดีเซล” ทำให้การเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล (B100) ในดีเซลพื้นฐานมีความคุ้มค่ามากขึ้น


ปัจจุบันรัฐบาลจึงเริ่มปรับสัดส่วนการผสมจากเดิมระดับ B5 เป็น B7 และมีแนวโน้มขยับไปสู่ B10 ในระยะต่อไป


“น้ำมันทุกหยดที่นำเข้าแพงขึ้น ถ้าเรามีวัตถุดิบในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปาล์มหรือเอทานอล แล้วนำมาใช้ทดแทนได้ แม้เพียงบางส่วนก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย” คุรุจิตกล่าว


จากข้อมูลที่คุรุจิตนำเสนอ ระบุว่า

ไบโอดีเซล (B100) ไทยมีกำลังผลิตประมาณ 4.1 ล้านลิตรต่อวัน ใช้จริงราว 3.4 ล้านลิตรต่อวัน

เอทานอล มีกำลังผลิตประมาณ 4.27 ล้านลิตรต่อวัน ใช้จริงราว 3.48 ล้านลิตรต่อวัน


สะท้อนว่ายังมี “กำลังการผลิตส่วนเกิน” ที่สามารถนำมาใช้เพิ่ม เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศได้



■ เพิ่ม B7–B10 ลดนำเข้าดีเซลได้ราว 2 ล้านลิตร/วัน


คุรุจิตอธิบายว่า หากปรับสัดส่วนไบโอดีเซลจาก B7 เป็น B10 จะทำให้การใช้ไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นจากประมาณ 4.6 ล้านลิตรต่อวัน เป็นราว 6.6 ล้านลิตรต่อวัน


“เท่ากับว่าเราจะลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลได้ประมาณ 2 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญ”



■ ดัน E20 แทน E10 เพิ่มใช้เอทานอลอีกกว่า 2.6 ล้านลิตร/วัน


ในฝั่งน้ำมันเบนซิน หากผลักดันให้ผู้ใช้รถเปลี่ยนจาก E10 มาใช้ E20 มากขึ้น จะทำให้การใช้เอทานอลเพิ่มขึ้นจากประมาณ 3.6 ล้านลิตรต่อวัน เป็นกว่า 6 ล้านลิตรต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นราว 2.6 ล้านลิตรต่อวัน


ผลลัพธ์ที่ตามมา ได้แก่

ลดการนำเข้าน้ำมันเบนซิน

เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร (อ้อย มันสำปะหลัง)

กระตุ้นอุตสาหกรรมเอทานอลในประเทศ



■ กลไกรัฐ “กดราคา E20” จูงใจผู้บริโภค


คุรุจิตชี้ว่า ราคาน้ำมัน E20 ที่ถูกลงในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงกลไกตลาด แต่เป็นผลจากนโยบายรัฐที่

ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน

ลดภาษีสรรพสามิต


เพื่อให้ E20 มีราคาถูกกว่า E10 และจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้มากขึ้น


“ในภาวะปกติ E20 ควรจะแพงกว่า E10 เพราะเอทานอลมีต้นทุนสูงกว่า แต่ตอนนี้รัฐใช้มาตรการด้านภาษีทำให้ราคาถูกลง เพื่อเร่งการใช้”



■ ชี้ช่วยลดนำเข้าได้จริง แต่ “ไม่ช่วยกดราคาน้ำมัน”


แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดการนำเข้าได้บางส่วน แต่คุรุจิตย้ำว่า ไม่ได้ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ


“ต้นทุนพลังงานโดยรวมยังสูง เพราะราคาน้ำมันโลกเป็นตัวกำหนด ดังนั้นมาตรการนี้ช่วยเรื่องความมั่นคงพลังงานมากกว่าการลดราคา”



■ มองระยะยาว E20 และ B7–B10 คือ “จุดสมดุลที่เหมาะสม”


เมื่อถูกถามถึงความยั่งยืนในอนาคต คุรุจิตประเมินว่า การเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพยังมีข้อจำกัด ทั้งด้านกำลังการผลิตในประเทศ และผลกระทบต่อเครื่องยนต์


โดยเสนอว่า

น้ำมันเบนซิน: E20 เป็นสัดส่วนที่เหมาะสม

น้ำมันดีเซล: ควรอยู่ในช่วง B7–B10


เนื่องจากเป็นระดับที่

ไม่กระทบสมรรถนะเครื่องยนต์

ไม่เพิ่มภาระต้นทุนมากเกินไป

และสอดคล้องกับกำลังการผลิตในประเทศ



■ เตือน “ยิ่งผสมมาก รัฐยิ่งแบก” หากต้นทุนยังสูง


คุรุจิตย้ำว่า หากเพิ่มสัดส่วนการผสมมากเกินไป ในขณะที่ต้นทุนเอทานอลและไบโอดีเซลยังสูงกว่าน้ำมัน จะทำให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระผ่านการอุดหนุนมากขึ้น


“ถ้าวันหนึ่งราคาน้ำมันโลกกลับมาลดลง เราจะเจอปัญหาเดิม คือยิ่งผสมมาก รัฐต้องอุดหนุนมาก”



■ ชี้อนาคตต้องดูควบคู่ “EV–ลดคาร์บอน”


ในระยะยาว คุรุจิตมองว่า นโยบายพลังงานต้องเดินควบคู่กับการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทในรถยนต์นั่ง ขณะที่ภาคขนส่งหนักยังต้องพึ่งพาน้ำมันและไบโอฟิวเอลต่อไป


อย่างไรก็ตาม การใช้เชื้อเพลิงน้ำมัน—even ผสมชีวภาพ—ยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงต้องคำนึงถึงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน



■ ทางออกระยะสั้นช่วยได้ แต่โจทย์โครงสร้างยังไม่จบ


คุรุจิตสรุปว่า นโยบายเพิ่มสัดส่วน E20 และไบโอดีเซล เป็น “เครื่องมือระยะสั้น” ที่ช่วยลดการนำเข้าและพยุงเศรษฐกิจในประเทศได้


แต่ในระยะยาว ไทยยังต้องเผชิญโจทย์สำคัญ คือ

ทำอย่างไรให้เชื้อเพลิงชีวภาพแข่งขันได้โดยไม่ต้องอุดหนุน

และจะปรับโครงสร้างพลังงานไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างไร


“นี่เป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาได้ แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของระบบพลังงานไทย“ คุรุจิตกล่าว .






ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ต่อคิวรอเข้า ”บ้านบางแค“ ทะลุ 6,000 คน สะท้อนแรงกดดันสังคมสูงวัย

บัตรทอง ใช้งบผิดทาง ปลายปิดกับรพ.ใหญ่ ปลายเปิดกับร้านยา

“ไม่ได้บังคับ แต่อยากให้ลองจัดดูก่อน” สภาการพยาบาล แจงปม ปรับเกณฑ์เวลาทำงานไม่เกิน 12 ชม.