กะเหรี่ยง “เลตองคุ” รวมใจขนข้าวสาร 70 กระสอบ ประคอง รพ.อุ้มผาง

ชาวบ้านบริจาคข้าว 60-70 กระสอบ เงินกว่า 2 หมื่น สะท้อนน้ำใจข้ามพรมแดน ท่ามกลางปัญหาโครงสร้างสุขภาพ-คนไร้สิทธิ์-โรคระบาดชายแดน


วานนี้ (21 เม.ย.​69) ชาวบ้านบ้านเลตองคุ อ.อุ้มผาง จ.ตาก รวมตัวขนข้าวสารกว่า 60-70 กระสอบ พร้อมเงินสดกว่า 20,000 บาท บริจาคให้โรงพยาบาลอุ้มผาง ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้าน 101 กิโลเมตร หลังรับรู้สถานการณ์ขาดแคลนทรัพยากร ด้วยความผูกพันระหว่างชุมชนกับระบบสาธารณสุขชายแดน


นายไชโย ศานติธาดา พนักงานสุขศาลาพระราชทาน และผู้ใหญ่บ้านเลตองคุ กล่าวว่า การระดมสิ่งของครั้งนี้เกิดจากการพูดคุยกันในชุมชน หลังเห็นข่าวโรงพยาบาลอุ้มผางเปิดรับบริจาคยาและเวชภัณฑ์


ชาวบ้านจึงตัดสินใจรวบรวมสิ่งที่มีอยู่ในวิถีชีวิตจริงของตนเอง โดยเฉพาะ “ข้าวสาร” ซึ่งเป็นอาหารหลัก พร้อมพริกและของแห้งบางส่วน ก่อนขนมาด้วยรถรวม 7 คัน


“เราเห็นว่าโรงพยาบาลดูแลพวกเรามานาน พอเห็นข่าวก็อยากช่วยตอบแทน ถึงจะไม่มาก แต่เป็นสิ่งที่ชาวบ้านตั้งใจ” นายไชโยกล่าว


ข้าวสารที่นำมาบริจาคส่วนใหญ่เป็น “ข้าวไร่ ข้าวนา” ที่ชาวบ้านปลูกเองในพื้นที่ภูเขา ผ่านการสีแบบพื้นบ้าน ทั้งจากครกกระเดื่องและโรงสีขนาดเล็ก สะท้อนวิถีเกษตรดั้งเดิมของชุมชนกะเหรี่ยงในพื้นที่


◤ ความช่วยเหลือข้ามพรมแดน ญาติพี่น้องสองฝั่ง


นอกจากชาวบ้านฝั่งไทยแล้ว ยังมีชาวบ้านจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านร่วมสมทบทั้งข้าวสารและเงินบริจาค โดยมีการประสานผ่านเครือข่ายชุมชนและโซเชียลมีเดีย


นายไชโยระบุว่า ชาวบ้านสองฝั่งมีความสัมพันธ์แบบเครือญาติ ใช้ภาษาและวัฒนธรรมเดียวกัน แม้จะถูกแบ่งด้วยเส้นเขตแดน


“จริงๆ เราเป็นพี่น้องกัน ไปมาหาสู่กัน ทำไร่ทำนาข้ามฝั่งกันเป็นเรื่องปกติ”


◤ ผอ.รพ.อุ้มผาง ชี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างชายแดน


นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง กล่าวว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนทั้ง “น้ำใจของชาวบ้าน” และ “ข้อจำกัดของระบบสุขภาพชายแดน” ที่ยังต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากภาคประชาชน


โดยยกกรณีของนายไชโยเป็นตัวอย่างของประชาชนในพื้นที่ที่เคยมีปัญหาสถานะบุคคล ต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์สิทธิด้วยการตรวจ DNA เพื่อให้ได้รับสัญชาติไทย


“การตรวจ DNA ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงถึงคนละ 7,500 บาท แม้จะมีการช่วยจาก มช. และ รพ.รามาฯ ช่วยตรวจ ลดเหลือ 2,500 บาท แต่ก็ยังเป็นภาระ ทำให้ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ยังไม่มีบัตรประชาชน”


ปัจจุบันพบว่ายังมีประชาชนในพื้นที่อย่างน้อยกว่า 200 คน ที่ตรวจ DNA แล้วแต่ยังไม่ได้รับสิทธิ ขณะที่อีกจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงการตรวจได้ เนื่องจากขาดงบประมาณ


◤ ภารกิจดูแลสุขภาพข้ามแดน กับโรคระบาดที่ไร้พรมแดน


ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผางยังระบุถึงสถานการณ์โรคมาลาเรียในพื้นที่ชายแดน ซึ่งยังเป็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะฝั่งประเทศเพื่อนบ้านที่มีอัตราการติดเชื้อสูง


ในอดีตเคยพบผู้ติดเชื้อถึง 1 ใน 4 ของประชากรในบางพื้นที่ ส่งผลให้โรงพยาบาลต้องจัดตั้ง “มาลาเรียโพสต์” กว่า 20 แห่งตามแนวชายแดน เพื่อควบคุมการระบาด


“ยุงไม่รู้จักพรมแดน หากปล่อยให้ฝั่งโน้นระบาด ก็จะกระทบฝั่งไทยทันที เราจึงต้องทำงานเชิงรุกข้ามแดน”


◤ สุขศาลาพระราชทาน ที่พึ่งของชุมชนห่างไกล


นพ.วรวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการสุขศาลาพระราชทานในพื้นที่เลตองคุ ซึ่งเพิ่งเปิดดำเนินการเมื่อปีที่ผ่านมา กลายเป็นหน่วยบริการสำคัญของชุมชน


สามารถให้บริการขั้นพื้นฐาน รวมถึงการคลอดบุตรในพื้นที่ หากมีภาวะแทรกซ้อนก็สามารถส่งต่อด้วยรถพยาบาล ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นได้จากการสนับสนุนทั้งจากรัฐและเงินบริจาค


ผู้อำนวยการโรงพยาบาลย้ำว่า สิ่งของบริจาคที่ได้รับ จะถูกนำไปใช้เพื่อดูแลผู้ป่วยและญาติ รวมถึงชุมชนในพื้นที่ ไม่ได้นำไปใช้เพื่อกิจกรรมอื่น


“ของที่ชาวบ้านให้มา เรารับไว้ในนามของชุมชน และจะส่งต่อกลับไปช่วยชาวบ้านอีกที”


#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ต่อคิวรอเข้า ”บ้านบางแค“ ทะลุ 6,000 คน สะท้อนแรงกดดันสังคมสูงวัย

บัตรทอง ใช้งบผิดทาง ปลายปิดกับรพ.ใหญ่ ปลายเปิดกับร้านยา

“ไม่ได้บังคับ แต่อยากให้ลองจัดดูก่อน” สภาการพยาบาล แจงปม ปรับเกณฑ์เวลาทำงานไม่เกิน 12 ชม.