เด็กไอทั้งคืน ผื่นขึ้นทั้งตัว ฝุ่นเชียงดาวพุ่ง 800 AQI ชาวบ้านต้องอยู่กับอากาศเป็นพิษสัปดาห์ที่ 3

ผู้ป่วยทางเดินหายใจเพิ่ม 2 เท่า กลุ่มเสี่ยงอาการทรุด – รพ.สต.ปางมะเพา เปิดห้องปลอดฝุ่น-แจ้งเตือนธงสีแดง แจกหน้ากากผ่าน อสม. แต่ยังไม่พอ ชุมชนร้องรัฐหนุน N95 และเครื่องฟอกอากาศระดับครัวเรือน พร้อมเสนอแก้ไฟป่าระยะยาว กระจายงบให้ท้องถิ่นดูแลป่า ลดเผาซ้ำทุกปี 




เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 69 น.ส.ทินกร ขันตรี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บ้านปางมะเยา อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยกับ #เก็บตกจากวชิรวิทย์  ถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ว่า ขณะนี้ชุมชนกำลังเผชิญวิกฤตหมอกควันต่อเนื่องเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 โดยระดับค่าฝุ่นที่ตรวจวัดได้อยู่ในระดับรุนแรง บางช่วงพุ่งสูงถึง 700–800 AQI และล่าสุดยังคงอยู่ในระดับมากกว่า 500 AQI ซึ่งถือว่าส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง


ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเพิ่ม 2 เท่า เด็กมีอาการไอเรื้อรัง หายช้า


ผอ.รพ.สต.บ้านปางมะเยา ระบุว่า ในช่วง 2–3 สัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับบริการเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า โดยส่วนใหญ่เป็นโรคระบบทางเดินหายใจ อาการเหนื่อยหอบ ตาแดง เยื่อบุตาอักเสบ รวมถึงอาการไอและมีน้ำมูก ซึ่งพบมากในเด็กและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง


“กลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดเจนคือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง รวมถึงเด็ก ซึ่งในพื้นที่มีประชากรเด็กจำนวนมาก เด็กหลายรายมีอาการไอ น้ำมูก หายใจเร็ว และมีอาการแน่นหน้าอก โดยสังเกตได้ว่าเมื่อป่วยแล้วมักหายช้ากว่าปกติ บางรายต้องกลับมารับการรักษาซ้ำภายในไม่กี่วัน เพราะฝุ่นยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้การฟื้นตัวล่าช้า”





ชุมชนมีผู้ป่วยติดเตียง 5 ราย เน้นให้ความรู้และจำกัดการออกนอกบ้าน


สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน ซึ่งมีอยู่ 5 ราย ทาง รพ.สต.ได้จัดทีมให้คำแนะนำการดูแลตนเองที่บ้าน เน้นการสวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด


นอกจากนี้ยังมีการประชาสัมพันธ์ผ่านเสียงตามสายของหมู่บ้าน เพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้งดกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงค่าฝุ่นสูง โดยใช้ระบบ “ธงสี” หน้า รพ.สต. เพื่อสื่อสารระดับความเสี่ยง โดยในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในระดับ “ธงสีแดง” ซึ่งหมายถึงคุณภาพอากาศเป็นอันตรายต่อสุขภาพ





แนวโน้มฝุ่นรุนแรงขึ้นทุกปี จากระดับ 300–400 สู่ 1,200 AQI


น.ส.ทินกร ระบุว่า จากประสบการณ์ทำงานในพื้นที่เกือบ 5 ปี พบว่าสถานการณ์ฝุ่นมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


“ช่วงปี 2562 ที่เริ่มทำงานในพื้นที่ ระดับฝุ่นอยู่ที่ประมาณ 300–400 AQI แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่าค่าฝุ่นพุ่งสูงถึง 700–800 และบางช่วงเกิน 1,000 AQI สะท้อนว่าปัญหามีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี และส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”



รพ.สต.ปรับตัว เปิด “ห้องปลอดฝุ่น” – แจ้งค่าฝุ่นรายวันผ่าน Line ชุมชน


ในฐานะหน่วยบริการด่านหน้าด้านสุขภาพ รพ.สต.บ้านปางมะเยาได้ดำเนินมาตรการรับมือหลายด้าน ทั้งการสื่อสารความเสี่ยงและการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับประชาชน


หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการจัดทำ “ห้องปลอดฝุ่น” หรือพื้นที่อากาศสะอาด เพื่อรองรับกลุ่มเปราะบางที่ไม่สามารถจัดหาห้องปลอดฝุ่นที่บ้านได้ โดยเปิดให้บริการทุกวันทำการ และมีประชาชนทยอยเข้ามาใช้อย่างต่อเนื่อง


ขณะเดียวกัน ยังมีการรายงานค่าฝุ่นรายวันผ่านกลุ่ม Line ของหมู่บ้านและผู้นำชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์และปรับพฤติกรรมได้อย่างเหมาะสม


“เราพยายามสื่อสารข้อมูลคุณภาพอากาศทุกวัน ผ่าน Line กลุ่มหมู่บ้าน รวมถึงการขึ้นธงสีหน้า รพ.สต. เพื่อให้ประชาชนรับรู้ระดับความเสี่ยง และตัดสินใจลดกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน”




แจกหน้ากากผ่าน อสม. ครอบคลุมเกือบทั้งชุมชน แต่ยังไม่เพียงพอ


ด้านอุปกรณ์ป้องกัน รพ.สต.ได้รับการสนับสนุนหน้ากากอนามัยจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จำนวนประมาณ 1,400 ชิ้น ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกระจายผ่านเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ไปยังครัวเรือนต่าง ๆ


อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในพื้นที่ประมาณ 3,600 คน ถือว่ายังมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร ทำให้ต้องทยอยกระจายเป็นรอบ





งานวิจัยชี้ PM2.5 เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง – เบาหวานควบคุมยากขึ้น


ผอ.รพ.สต.บ้านปางมะเยา กล่าวว่า แม้ในระดับชุมชนอาจไม่สามารถระบุสาเหตุการเสียชีวิตจากฝุ่นได้โดยตรง แต่ข้อมูลวิชาการจำนวนมากยืนยันว่า PM2.5 ส่งผลต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด


“จากประสบการณ์ทำงานด้านสาธารณสุข จะเห็นว่าเมื่อเกิดช่วงค่าฝุ่นสูง ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมถึงผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานมักควบคุมอาการได้ยากขึ้น ซึ่งสะท้อนว่าฝุ่นมีผลต่อระบบหลอดเลือดและการอักเสบของร่างกาย”


ขณะที่ในช่วงปีที่ผ่านมา ชุมชนเคยมีกรณีอาสาดับไฟป่าเสียชีวิตจากอาการหมดสติขณะปฏิบัติงาน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่สภาพอากาศร้อนจัดและมีค่าฝุ่นสูง แม้จะมีการตรวจสุขภาพก่อนปฏิบัติงานแล้วก็ตาม สะท้อนความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ซับซ้อนจากทั้งความร้อนและมลพิษทางอากาศ



โครงสร้างโรคในพื้นที่ พบติดเชื้อในกระแสเลือด – มะเร็งเต้านม – มะเร็งปอด


สำหรับภาพรวมโรคในชุมชน พบว่าการเสียชีวิตส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อในกระแสเลือด โดยผู้ป่วยจำนวนมากมีโรคประจำตัวอยู่ก่อน และมักเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในระยะที่อาการรุนแรงแล้ว กระทั้งเสียชีวิต 


นอกจากนี้ ยังพบผู้ป่วยโรคมะเร็งในชุมชน โดยมะเร็งเต้านมพบค่อนข้างมาก และมีผู้ป่วยมะเร็งปอดจำนวนหนึ่งอยู่ระหว่างการรักษา 3 คน 


ชุมชนร่วมรณรงค์ “งดเผา” – ทำเสวียนลดการเผาเศษใบไม้


ในระดับชุมชน มีการดำเนินกิจกรรมลดการเผา เช่น การทำ “เสวียน” สำหรับจัดการเศษใบไม้แทนการเผา รวมถึงการรณรงค์สร้างความเข้าใจเรื่องผลกระทบด้านสุขภาพจากหมอกควัน โดยดำเนินการร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขและผู้นำชุมชน


น.ส.ทินกร ระบุว่า หากปัญหาฝุ่น PM2.5 ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ในระยะยาวย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนมากขึ้น และต้องการเห็นมาตรการที่ทำให้คุณภาพอากาศดีขึ้นอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น


ทั้งนี้สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนที่สุด คืออุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ที่ตอนนี้ไม่เพียงพอ ประกอบกับชาวบ้านที่มีรายได้น้อยไม่มีกำลังทรัพย์ซื้อหน้ากาก N95 ซึ่งสามารถป้องกันฝุ่นขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพมาใช้ได้ เพราะแม้เราจะรณรงค์ให้งดกิจกรรมกลางแจ้ง แต่ในความเป็นจริงประชาชนจำนวนมากยังจำเป็นต้องออกไปทำงานหรือทำกิจกรรมจำเป็น


“เราอยากให้ทุกคนสามารถเข้าถึงหน้ากาก N95 ได้โดยไม่ต้องรอให้อากาศกลับมาสะอาดก่อน เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ หากจำเป็นต้องออกจากบ้าน ทุกคนควรมีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ”


ทั้งนี้ หน่วยบริการปฐมภูมิแห่งนี้ยังคงพยายามกระจายหน้ากากผ่านเครือข่าย อสม. และภาคส่วนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอต่อการป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนในช่วงวิกฤตฝุ่นที่ยืดเยื้อในปีนี้ จึงเปิดของรับบริจาคจากผู้ใจบุญ ส่งหน้ากาก N95 (แบบคาดที่หูชาวบ้านจะใช้ง่าย) มาได้ที่ รพ.สต.บ้านปางมะเยา หมู่ 4 ตำบลปิงโค้ง ริมถนนสาย 1150 (ปิงโค้ง-เวียงป่าเป้า)  อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 50170 โทร.065 419 1531 


เด็กเล็กผื่นขึ้น-ไอกลางคืน เสนอรัฐสนับสนุน เครื่องฟอกอากาศระดับครัวเรือน


นางเอื้องนภา บุญทาเสาร์ ชาวชุมชนบ้านปางมะเยา อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ พาลูกสาววัย 3 ขวบเข้ามาใช้บริการห้องปลอดฝุ่นของ รพ.สต.บ้านปางมะเยา สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่รุนแรงต่อเนื่องในพื้นที่ ว่าปีนี้ถือว่าหนักกว่าทุกปีที่ผ่านมา จนไม่สามารถมองเห็นทิวเขาในระยะใกล้ได้อย่างชัดเจน ขณะที่สมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กเล็ก เริ่มมีอาการเจ็บป่วยจากมลพิษทางอากาศ




นางเอื้องนภา เล่าว่า ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ฝุ่นควันมีความหนาแน่นอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของลูกสาว ซึ่งมีอาการผื่นคันตามผิวหนัง รวมถึงอาการไอ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน


“ตอนนี้ฝุ่นแรงมาก มองไปทางดอยแทบไม่เห็นเลย ลูกสาวมีผื่นขึ้นตามตัว คันมาก ส่วนแม่เองก็มีอาการไอและระคายคอ เด็กจะไอหนักตอนกลางคืน เป็นมาได้ประมาณ 3–4 วันแล้ว”




เธอระบุว่า อาการของลูกทำให้ต้องพาไปรับบริการที่ รพ.สต.เพื่อรับยาแก้แพ้และยาแก้คัน รวมถึงขอเข้าใช้บริการ “ห้องปลอดฝุ่น” เพื่อลดการสัมผัสอากาศที่มีมลพิษ


นางเอื้องนภา กล่าวว่า แม้การได้อยู่ในห้องปลอดฝุ่นช่วยบรรเทาอาการของลูกได้ระดับหนึ่ง แต่ข้อจำกัดคือไม่สามารถอยู่ได้ตลอดทั้งวัน เนื่องจากต้องกลับไปดูแลบ้านและครอบครัว


“อยู่ในห้องปลอดฝุ่นได้ประมาณครึ่งวัน พอกลับบ้านอาการก็ยังมีอยู่ เด็กคันมาก ต้องอาบน้ำ ทาครีม แต่ก็ยังไม่หายคัน”


เธอเล่าว่า ลูกมีอาการไอมากขึ้นในช่วงกลางคืน และเมื่อออกไปอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีเครื่องกรองอากาศ อาการไอจะกลับมาอีก ขณะเดียวกัน เมื่อทำความสะอาดโพรงจมูก จะพบคราบฝุ่นสีดำออกมาเป็นก้อน สะท้อนปริมาณมลพิษที่เข้าสู่ร่างกาย


“ต้องล้างจมูกให้เด็กทุกวัน ล้างออกมาก็จะเห็นเป็นก้อนดำๆ”


นอกจากเด็กแล้ว คนในครอบครัวยังมีผู้สูงอายุอายุ 69 ปี ซึ่งมีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อออกไปนอกบ้านในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง


“แม่อายุ 69 ปี เวลาจะเดินออกไปข้างนอกก็จะเหนื่อยง่ายกว่าปกติ”


สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ครอบครัวต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยพยายามหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านเมื่อไม่จำเป็น


เสนอรัฐสนับสนุน เครื่องฟอกอากาศระดับครัวเรือน เชื่อปัญหาฝุ่นจะเกิดซ้ำทุกปี 


นางเอื้องนภา ระบุว่า หากเป็นไปได้ อยากให้มีการสนับสนุนห้องปลอดฝุ่นในระดับหมู่บ้าน หรือสนับสนุนเครื่องฟอกอากาศสำหรับแต่ละครัวเรือน เพื่อให้กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กและผู้สูงอายุ สามารถเข้าถึงอากาศสะอาดได้อย่างต่อเนื่อง


“อยากให้มีห้องปลอดฝุ่นแบบนี้ประจำหมู่บ้าน หรือมีเครื่องฟอกอากาศในแต่ละบ้าน จะช่วยได้มาก เพราะเด็กกับผู้สูงอายุได้รับผลกระทบโดยตรง”


เธอมองว่า ปัจจุบันอุปกรณ์ป้องกันหลายอย่างยังต้องซื้อเอง ขณะที่ความช่วยเหลือจากภาครัฐมักมุ่งไปยังบางกลุ่มเท่านั้น หากสามารถกระจายอุปกรณ์ป้องกันให้ครอบคลุมทุกครัวเรือน จะช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้


นางเอื้องนภา แสดงความกังวลว่า หากปัญหาฝุ่น PM2.5 ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง สถานการณ์ลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นซ้ำทุกปี และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง


“ถ้ายังแก้ปัญหาไม่ได้ ก็คงต้องเจอฝุ่นแบบนี้ทุกปี สุขภาพก็แย่ลงเรื่อยๆ เหมือนต้องอยู่กับความเสี่ยงตลอดเวลา”


ห้องปลอดฝุ่นมีจำกัด ไม่เพียงพอรองรับทั้งชุมชน กระทบทุกกลุ่มวัย แต่หน้ากากยังไม่เพียงพอ


ด้านนายนพรัตน์ วงษ์คำ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 บ้านปางมะเยา ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า สถานการณ์หมอกควันในพื้นที่บ้านปางมะเยายังคงอยู่ในระดับรุนแรงเช่นเดียวกับทุกปี เนื่องจากหมู่บ้านตั้งอยู่ในพื้นที่ภูเขา ทำให้เผชิญควันไฟจากหลายทิศทาง




“สถานการณ์ตอนนี้ถือว่าหนักครับ เพราะหมอกควันล้อมรอบหมู่บ้าน 360 องศา ไฟมาจากทุกทิศ เราเป็นชุมชนที่ต้องตั้งรับทั้งไฟป่าและฝุ่น PM2.5”


แม้ในพื้นที่ชุมชนจะมีการเฝ้าระวังไฟป่าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลาดตระเวนและการทำแนวกันไฟ แต่ปัญหาสำคัญคือไฟจำนวนมากเกิดในพื้นที่รอยต่อ หรือพื้นที่ภูเขาสูงชันที่เข้าถึงได้ยาก ทำให้การควบคุมสถานการณ์เป็นไปอย่างยากลำบาก


ผู้ใหญ่บ้านยอมรับว่าอุปกรณ์ป้องกันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนในพื้นที่ ชาวบ้านจำนวนมากยังขาดความรู้เรื่องหน้ากาก N95 ที่สามารถป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้ บางคนมีหน้ากากก็ใช้ซ้ำ บางคนไม่มีใช้เลย เพราะหาซื้อไม่ได้หรือไม่ทราบว่าควรใช้แบบไหน


แม้ รพ.สต. ในพื้นที่จะมีห้องปลอดฝุ่น (Clean Room) สำหรับรองรับผู้ได้รับผลกระทบ แต่ขีดความสามารถยังไม่เพียงพอ หากต้องรองรับประชาชนจำนวนมากพร้อมกัน


อีกหนึ่งข้อจำกัดสำคัญคือผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ซึ่งเดินทางมายังสถานพยาบาลได้ยาก โดยเฉพาะเมื่ออาคารอยู่บนพื้นที่สูง ทำให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเป็นภาระหนักของครอบครัว


ผู้ใหญ่บ้านจึงเสนอแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ส่วนกลางของหมู่บ้าน เช่น ศาลากลาง ให้เป็น “เซฟโซน” หรือห้องปลอดฝุ่นขนาดใหญ่ แต่ยังขาดงบประมาณสนับสนุน


ป่าชุมชน 700 ไร่ รอดไฟด้วยการบริหารจัดการของคนในพื้นที่


ในพื้นที่บ้านปางมะเยามีป่าชุมชนกว่า 700 ไร่ ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการคาร์บอนเครดิตของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ซึ่งสามารถป้องกันไฟป่าได้สำเร็จ เนื่องจากมีระบบบริหารจัดการร่วมกันของคนในชุมชน


มาตรการสำคัญ ได้แก่

การทำแนวกันไฟ

การจัดเวรลาดตระเวน

การเฝ้าระวังทั้งกลางวันและกลางคืน

การสร้างหอคอยดูไฟ


อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่เกิดไฟไหม้ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างชุมชน หรือเขตอุทยานที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขาหินปูนสูงชัน ทำให้เข้าดับไฟได้ยาก




เสนอใช้งบสร้างงานในชุมชน ลดแรงจูงใจเผาป่า


ผู้ใหญ่บ้านมองว่าการแก้ปัญหาไฟป่าควรใช้แนวทางสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนมีส่วนร่วม โดยเฉพาะการสนับสนุนงบประมาณเพื่อจ้างแรงงานในพื้นที่ทำแนวกันไฟหรือดูแลป่า ซึ่งจะช่วยลดโอกาสเกิดไฟไหม้


“ถ้าเราสร้างงานให้ชาวบ้านเข้าไปดูแลป่า ก็เป็นการป้องกันไฟไปในตัว เพราะเมื่อคนอยู่กับป่า คนที่คิดจะเผาป่าก็จะไม่เข้าไป”


เขายังเสนอให้กระจายงบประมาณสู่หมู่บ้านโดยตรง เพื่อให้ชุมชนบริหารจัดการตามบริบทของตนเอง พร้อมใช้จำนวนจุดความร้อน (Hotspot) หรือพื้นที่เผาไหม้ที่ลดลง เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ



วิถีชีวิตกับป่า ยังเป็นโจทย์สำคัญของการแก้ปัญหา


ผู้ใหญ่บ้านยอมรับว่า ชาวบ้านจำนวนหนึ่งยังต้องพึ่งพาป่าในการดำรงชีพ เช่น การหาของป่า หรือเก็บเห็ด ทำให้การเผาพื้นที่บางส่วนยังคงเกิดขึ้น


อย่างไรก็ตาม ชุมชนได้พยายามกำหนดโซนการใช้ประโยชน์จากป่า แบ่งเป็นป่าชั้นใน ป่าชั้นกลาง และป่าชั้นนอก โดยกำหนดพื้นที่ที่ห้ามเผาอย่างเด็ดขาด เช่น ป่าต้นน้ำ และพื้นที่ที่สามารถบริหารจัดการเชื้อเพลิงได้อย่างเหมาะสม


“เราไม่ได้สนับสนุนให้เผา แต่ต้องเข้าใจวิถีชีวิตของคนที่พึ่งพาป่า เราจึงต้องกำหนดพื้นที่และช่วงเวลาที่เหมาะสม พร้อมทำแนวกันไฟ”



เสนอใช้เทคโนโลยีช่วยเฝ้าระวังไฟ กระจายอำนาจ - งบประมาณให้ท้องถิ่นจัดการเอง  


อีกแนวคิดหนึ่งคือการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจจับไฟป่า เช่น การใช้โดรนบินสำรวจจุดเกิดควัน รวมถึงระบบสปริงเกอร์ดับไฟในพื้นที่ภูเขาสูงชัน ซึ่งสามารถช่วยควบคุมไฟได้รวดเร็วขึ้น


อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญยังคงเป็นข้อจำกัดด้านงบประมาณ


“เรามีแหล่งน้ำ มีแนวคิด มีพื้นที่ แต่ยังขาดงบประมาณที่จะทำให้ระบบเหล่านี้เกิดขึ้นจริง”



ผู้ใหญ่บ้านนพรัตน์บอกว่า การแก้ปัญหาหมอกควันต้องอาศัยความเข้าใจบริบทของแต่ละชุมชน ไม่สามารถใช้มาตรการเดียวกันทั้งหมดได้ พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการกำหนดแนวทางแก้ไข 


“แต่ละชุมชนมีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน ถ้ากระจายอำนาจและงบประมาณให้ท้องถิ่นจัดการเอง เราเชื่อว่าจะลดไฟป่าและผลกระทบจากฝุ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม” 







ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ต่อคิวรอเข้า ”บ้านบางแค“ ทะลุ 6,000 คน สะท้อนแรงกดดันสังคมสูงวัย

บัตรทอง ใช้งบผิดทาง ปลายปิดกับรพ.ใหญ่ ปลายเปิดกับร้านยา

“ไม่ได้บังคับ แต่อยากให้ลองจัดดูก่อน” สภาการพยาบาล แจงปม ปรับเกณฑ์เวลาทำงานไม่เกิน 12 ชม.