คุยกับ “นพ.วรวิทย์“ รพ.อุ้มผาง เข้ากระทรวงพบปลัด สธ. แก้ปมรพ.ชายแดน

 [version ละเอียด] ผอ.รพ.อุ้มผาง เข้าหารือปลัด สธ. ขอช่วยพยุงงบฉุกเฉิน ชี้โรงพยาบาลชายแดนแบกคนไร้สิทธิ์ รายได้ไม่พอจ่ายค่าดำเนินการเดือนละ 12 ล้าน 



วันที่ 10 เม.ย. 69 นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก เปิดเผยภายหลังเข้าพบปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อหารือแนวทางช่วยเหลือสถานการณ์ทางการเงินของโรงพยาบาลชายแดน ว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลอุ้มผางยังคงเผชิญภาวะงบประมาณตึงตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาระค่าใช้จ่ายดำเนินการรายเดือนที่สูงถึงประมาณ 12 ล้านบาท ขณะที่รายได้ที่ได้รับไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการบริการสุขภาพในพื้นที่ห่างไกล


◤ เงินบริจาคช่วยปลดหนี้ค่ายา แต่ยังต้องพยุงค่าใช้จ่ายประจำ


นพ.วรวิทย์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้โรงพยาบาลมีภาระหนี้ค่ายาสะสมตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดซื้อเวชภัณฑ์และความต่อเนื่องในการรักษาผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม จากความเมตตาของผู้บริจาคทั่วประเทศ ทำให้สามารถชำระหนี้ค่ายาได้เกือบทั้งหมด รวมมูลค่ากว่า 50 ล้านบาทและมีเงินสำรองเพียงพอสำหรับจัดซื้อยาใหม่ที่จะทยอยเข้ามาในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคมนี้


“ต้องกราบขอบพระคุณผู้บริจาคทุกท่านที่ช่วยให้โรงพยาบาลสามารถปลดหนี้ค่ายาได้เกือบทั้งหมด ทำให้ขณะนี้เรามียาสำรองใช้ได้ประมาณ 6 เดือน และคาดว่าจะกลับมาเป็นหนี้ค่ายาอีกครั้งในช่วงเดือนตุลาคม หากไม่มีแหล่งงบประมาณเพิ่มเติม” นพ.วรวิทย์กล่าว


ในส่วนค่าอาหารผู้ป่วยและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยนั้น คาดว่าจะสามารถบริหารจัดการได้จากเงินบริจาคที่ทยอยเข้ามาเป็นระยะ โดยหากคิดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งปีอาจต้องใช้งบประมาณมากกว่า 10 ล้านบาท


◤ รายได้ลดต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 กระทบสภาพคล่องโรงพยาบาล


ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง ระบุว่า ปัญหาสำคัญคือรายได้ของโรงพยาบาลที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา โดยเฉพาะงบเหมาจ่ายจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ที่ลดลงจากเดิมประมาณ 70 ล้านบาทต่อปี เหลือประมาณ 35 ล้านบาทต่อปี ส่งผลให้รายรับไม่สอดคล้องกับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น


“รายได้ที่โรงพยาบาลได้รับในปี 2569 เมื่อคำนวณแล้วสามารถรองรับค่าใช้จ่ายได้เพียงประมาณ 4 เดือนเท่านั้น หลังจากนั้นต้องอาศัยการสนับสนุนจากหน่วยงานในพื้นที่ เช่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลแม่สอด ที่ช่วยจัดหาเงินสดเพื่อให้โรงพยาบาลสามารถดำเนินงานต่อไปได้” เขากล่าว


ทั้งนี้ โครงสร้างค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลส่วนใหญ่เป็น ค่าตอบแทนบุคลากรและค่าใช้จ่ายดำเนินการ โดยเฉพาะบุคลากรที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ซึ่งมีภาระค่าน้ำมันสูง เนื่องจากพื้นที่อุ้มผางเป็นพื้นที่ปลายสายไฟฟ้า ทำให้เกิดไฟฟ้าดับบ่อย โรงพยาบาลจำเป็นต้องใช้เครื่องปั่นไฟสำรอง รวมถึงต้องสนับสนุนน้ำมันให้รถพยาบาลในเครือข่ายที่เดินทางมารับส่งผู้ป่วยในพื้นที่ภูเขาห่างไกล


เฉพาะค่าเชื้อเพลิงมีค่าใช้จ่ายประมาณ 800,000 บาทต่อเดือน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น


◤ ขอช่วยงบฉุกเฉิน 60 ล้านบาท พยุงโรงพยาบาล 5 เดือน


นพ.วรวิทย์ เปิดเผยว่า ในการหารือกับกระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอขอการสนับสนุนงบประมาณฉุกเฉิน เพื่อประคับประคองค่าใช้จ่ายดำเนินการของโรงพยาบาลในช่วงเดือนพฤษภาคม–กันยายน 2569 ซึ่งคิดเป็นวงเงินประมาณ 60 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 12 ล้านบาท


สำหรับเดือนเมษายน 2569 โรงพยาบาลได้รับการสนับสนุนเงินจำนวน 10 ล้านบาทจาก รพ.แม่สอด และ สจจ.ตาก ทำให้สามารถจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรได้ครบถ้วนโดยไม่ค้างจ่าย ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญเนื่องจากโรงพยาบาลตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล การรักษากำลังคนด้านสาธารณสุขจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง


“บุคลากรส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นคนในพื้นที่ หากเกิดความไม่มั่นคงเรื่องค่าตอบแทนและต้องย้ายออกไป จะทำให้โรงพยาบาลขาดกำลังคน และยากที่จะดึงบุคลากรกลับมาทำงานในพื้นที่ที่เดินทางลำบาก” นพ.วรวิทย์กล่าว


◤ ภาระดูแลประชากรไร้สัญชาติ กระทบโครงสร้างรายได้


ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง อธิบายว่า โรงพยาบาลให้บริการประชากรในพื้นที่ประมาณ 83,000 คน แต่ในจำนวนนี้มีผู้ที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพ (UC) เพียงประมาณ 28,000 คน และกลุ่มผู้มีปัญหาสถานะทางทะเบียน (ท. 99) ประมาณ 14,000 คน ซึ่งยังพอเบิกค่ารักษาได้ 


แต่นอกจากนี้ ยังมีประชากรอีกกว่า 35,000 คน ที่เป็นชุมชนดั้งเดิมในพื้นที่ชายแดน ซึ่งไม่ได้อยู่ในระบบประกันสุขภาพ ส่งผลให้โรงพยาบาลไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เต็มจำนวน แม้ต้องให้การรักษาอย่างต่อเนื่อง 


“คนกลุ่มนี้ไม่ใช่แรงงานต่างด้าว แต่เป็นชุมชนดั้งเดิมที่อาศัยอยู่บริเวณแนวชายแดนมานาน การไม่ให้การรักษาไม่ใช่ทางเลือก เพราะโรคติดต่อไม่เลือกสัญชาติ หากปล่อยให้เกิดการแพร่ระบาดจะส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขโดยรวม” นพ.วรวิทย์กล่าว


เขายกตัวอย่างโรควัณโรคว่า หากไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะ 3 เดือนแรก ค่าใช้จ่ายเพียงหลักพันบาท แต่หากเป็นวัณโรคดื้อยา 6 เดือนขึ้นไปแล้ว ค่าใช้จ่ายในการรักษา จะเป็นหลักแสนบาทต่อราย และอาจนำไปสู่การระบาดในวงกว้าง


◤ ไร้ความชัดเจน กองทุนเฉพาะโรงพยาบาลชายแดน 


นพ.วรวิทย์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเคยเสนอแนวคิดจัดตั้งกองทุนเฉพาะสำหรับโรงพยาบาลชายแดน เพื่อรองรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่ไม่สามารถเบิกจ่ายจากระบบปกติได้ แต่ยังไม่มีข้อสรุปเชิงนโยบาย


อย่างไรก็ตาม จากการหารือครั้งล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขรับทราบปัญหาและอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางช่วยเหลือ แม้ยังไม่มีข้อยืนยันเรื่องงบประมาณระยะยาว


“โรงพยาบาลล้มได้ง่าย แต่ลุกขึ้นมาใหม่ยาก โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล หากบุคลากรออกไปแล้ว โอกาสที่จะกลับมาทำงานมีน้อยมาก จึงอยากให้มีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนยังสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้” นพ.วรวิทย์กล่าว


◤ ชี้บทบาทโรงพยาบาลชายแดนเป็นด่านหน้าความมั่นคงทางสุขภาพ


ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง ยังระบุว่า โรงพยาบาลชายแดนทำหน้าที่เสมือนด่านหน้าในการป้องกันโรคติดต่อข้ามพรมแดน ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศ


“เชื้อโรคไม่ได้แบ่งแยกสัญชาติ หากไม่รักษาผู้ป่วยในพื้นที่ชายแดน โรคสามารถแพร่กระจายเข้าสู่พื้นที่อื่นของประเทศได้ การลงทุนด้านสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดนจึงเป็นการป้องกันปัญหาในระยะยาว” เขากล่าว


ทั้งนี้ โรงพยาบาลอุ้มผางเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 88 เตียง แต่ในช่วงที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก จำเป็นต้องจัดเตียงเสริมและรองรับผู้ป่วยเกินศักยภาพอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความท้าทายของระบบบริการสุขภาพในพื้นที่ชายแดนที่ยังต้องการการสนับสนุนเชิงโครงสร้างเพิ่มเติมในอนาคต


◤ เผยวิกฤตกำลังคน เหลือแพทย์ 11 คน เสี่ยงหายอีก 6 คนภายในปีนี้


ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง ยังเปิดเผยถึงสถานการณ์กำลังคนของโรงพยาบาลชายแดนด้วยว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลมีบุคลากรทั้งหมด 352 คน แต่เป็นข้าราชการเพียงประมาณ 30% เท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นลูกจ้างหรือบุคลากรจ้างเหมาซึ่งมีความเปราะบางด้านความมั่นคงในอาชีพ ส่งผลให้โรงพยาบาลต้องเผชิญความเสี่ยงด้านการรักษากำลังคนอย่างต่อเนื่อง


ในส่วนของแพทย์ ปัจจุบันมีเพียง 11 คนรวมผู้อำนวยการโรงพยาบาล และมีแนวโน้มลดลงอีกในปีนี้ เนื่องจากแพทย์บางส่วนเตรียมย้ายออกและไปศึกษาต่อ โดยคาดว่าจะมีแพทย์ออกจากระบบรวม 6 คน ขณะที่จะมีแพทย์ใหม่เข้ามาเพียง 3 คน ทำให้จำนวนแพทย์สุทธิอาจลดลง


“บุคลากรทุกคนต้องช่วยกันทำงานเต็มที่ แม้แต่เจ้าหน้าที่ที่มีใบขับขี่ก็ต้องขึ้นทะเบียนช่วยขับรถพยาบาล เพราะภาระงานมีจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาห่างไกลที่ต้องใช้เวลาเดินทางนาน” นพ.วรวิทย์กล่าว


◤ แพทย์หมุนเวียนช่วยได้ หากอยู่ระยะยาว


ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผางระบุว่า แนวคิดการจัดแพทย์หมุนเวียนจากโรงพยาบาลขนาดใหญ่สามารถช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนบุคลากรได้ แต่ต้องเป็นการสนับสนุนในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่เพียงระยะสั้น


“หากมาเพียง 1 สัปดาห์ อาจกลายเป็นภาระเพิ่มเติม เพราะต้องจัดระบบรับส่งและปรับตัวกับบริบทพื้นที่ แต่หากสามารถอยู่เป็นระยะเวลา 1 เดือนขึ้นไป จะช่วยให้การดูแลผู้ป่วยมีความต่อเนื่องมากกว่า” นพ.วรวิทย์กล่าว


ทั้งนี้ โรงพยาบาลในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น แม่สอด ต่างมีภาระงานจำนวนมากเช่นกัน ทำให้ไม่สามารถส่งบุคลากรมาช่วยได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทุกแห่งมีข้อจำกัดด้านกำลังคน


◤ ห่วงอนาคตหลังเกษียณ ชี้บุคลากรท้องถิ่นคือความยั่งยืน


นพ.วรวิทย์ เปิดเผยว่า ตนเองปฏิบัติงานในพื้นที่อุ้มผางมานานกว่า 36 ปี และกำลังเข้าสู่ช่วงใกล้เกษียณปีหน้า ทำให้มีความกังวลต่อความต่อเนื่องของระบบบริการสุขภาพในพื้นที่ โดยเห็นว่าการพัฒนาบุคลากรท้องถิ่นเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้โรงพยาบาลสามารถดำเนินงานได้อย่างยั่งยืน


ปัจจุบันโรงพยาบาลมีพยาบาลประมาณ 90 คน โดยราว 60% เป็นคนในพื้นที่ ซึ่งมีแนวโน้มอยู่ทำงานระยะยาวมากกว่าบุคลากรจากภายนอก อย่างไรก็ตาม บุคลากรวิชาชีพบางสาขา เช่น เภสัชกร ยังมีข้อจำกัดด้านตำแหน่งข้าราชการ ทำให้มีความเสี่ยงย้ายออกเมื่อสอบบรรจุได้ในพื้นที่อื่น


“หากสามารถเพิ่มตำแหน่งข้าราชการในพื้นที่ชายแดน จะช่วยสร้างความมั่นคงให้บุคลากร และลดการย้ายออก ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง” นพ.วรวิทย์กล่าว


◤ เผยใช้เงิน ฉ.11 ส่วนตัวตั้งกองทุนการศึกษาเด็กชายแดน


ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผางเปิดเผยด้วยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้นำเงินค่าตอบแทน ฉ.11 ของตัวเอง จัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการศึกษาเด็กในพื้นที่อุ้มผางและอำเภอชายแดนใกล้เคียง เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าถึงการศึกษาในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ รวมถึงสาขาด้านสุขภาพ


กองทุนดังกล่าวได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาคเอกชนและผู้มีจิตศรัทธา โดยมีเป้าหมายช่วยให้เยาวชนในพื้นที่ยากจนสามารถศึกษาต่อ และบางส่วนกลับมาทำงานในระบบสาธารณสุขท้องถิ่น


“ผมเชื่อว่าการพัฒนาคนในพื้นที่จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในระยะยาว เพราะคนในพื้นที่เข้าใจบริบทชุมชน และมีแนวโน้มทำงานต่อเนื่อง” นพ.วรวิทย์กล่าว


◤ ชี้ความสำเร็จงานแม่และเด็ก ลดเสียชีวิตเหลือศูนย์


นพ.วรวิทย์ ระบุว่า หนึ่งในความสำเร็จสำคัญของโรงพยาบาลคือการพัฒนาระบบดูแลแม่และเด็ก ซึ่งสามารถลดการเสียชีวิตของมารดาและทารกในพื้นที่อุ้มผางจนแทบเป็นศูนย์ต่อเนื่องยาวนานกว่า 15 ปี โดยเป็นผลจากการทำงานร่วมกันของทีมสาธารณสุขและเครือข่ายชุมชน


นอกจากนี้ ระบบการแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดหารถพยาบาล การพัฒนาระบบสื่อสาร และการขยายสัญญาณโทรคมนาคม ทำให้สามารถเข้าถึงผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลได้รวดเร็วขึ้น


◤ คุมโรคชายแดนได้ผล ยกตัวอย่างอหิวาตกโรค-มาลาเรีย


ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผางยกตัวอย่างการควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่ชายแดน เช่น อหิวาตกโรค ซึ่งเคยมีผู้ป่วยกว่า 500 ราย และเสียชีวิต 77 รายในช่วงปี 2539 แต่ภายหลังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ด้วยมาตรการสาธารณสุขเชิงรุก ทั้งการพัฒนาระบบน้ำสะอาดและสุขาภิบาล รวมถึงการทำงานร่วมกับชุมชนชายแดนฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน


“การควบคุมโรคติดต่อเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์และการทำงานต่อเนื่อง เมื่อมีระบบเฝ้าระวังที่ดี จะสามารถป้องกันการระบาดขนาดใหญ่ได้” นพ.วรวิทย์กล่าว


◤ ย้ำยึดหลักมนุษยธรรม เป็นเหตุผลที่สังคมช่วยเหลือ


นพ.วรวิทย์กล่าวว่า เงินบริจาคจำนวนมากที่โรงพยาบาลได้รับในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนความเชื่อมั่นของสังคมต่อการทำงานของทีมสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดน โดยยืนยันว่าโรงพยาบาลยึดหลักมนุษยธรรมในการรักษาผู้ป่วย ไม่เลือกปฏิบัติตามสัญชาติหรือสถานะทางทะเบียน


“หน้าที่ของโรงพยาบาลคือการเป็นที่พึ่งของประชาชน ไม่ว่าจะมีสิทธิการรักษาหรือไม่ หากเป็นโรคติดต่อร้ายแรงก็จำเป็นต้องรักษาเพื่อปกป้องสุขภาพของคนทั้งระบบ” นพ.วรวิทย์กล่าว


ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผางกล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายสำคัญคือการทำให้โรงพยาบาลสามารถดำเนินงานต่อไปได้อย่างมั่นคง เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนยังคงเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น แม้บริบททางเศรษฐกิจและนโยบายจะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตก็ตาม.


อ่านบทสัมภาษณ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรณี รพ.อุ้มผาง ต่อในโพสต์หน้า 


#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS 



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ต่อคิวรอเข้า ”บ้านบางแค“ ทะลุ 6,000 คน สะท้อนแรงกดดันสังคมสูงวัย

บัตรทอง ใช้งบผิดทาง ปลายปิดกับรพ.ใหญ่ ปลายเปิดกับร้านยา

“ไม่ได้บังคับ แต่อยากให้ลองจัดดูก่อน” สภาการพยาบาล แจงปม ปรับเกณฑ์เวลาทำงานไม่เกิน 12 ชม.