“ต้นทุนโรงพยาบาลต่างกัน ควรจ่ายชดเชยเท่ากันหรือไม่?”
เสียงจากโรงเรียนแพทย์–รพ.สธ.–นักเศรษฐศาสตร์ ออกแบบระบบจ่ายอย่างไรให้สะท้อนต้นทุนที่จำเป็น โดยไม่กระทบความเท่าเทียม
เก็บตกจากเวทีเสวนา “เจาะลึกต้นทุน รพ.ไทย สู่การยกระดับประสิทธิภาพ ความแตกต่างและทางออก” ซึ่งจัดโดย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับ ทีดีอาร์ไอ (TDRI) เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 69 เปิดคำถามสำคัญต่อระบบสุขภาพไทยว่า เมื่อ รพ.สธ. - รพ.รร.แพทย์ มีต้นทุนต่างกันตามบทบาท ภารกิจ และบริบทพื้นที่ ระบบจ่ายชดเชยควร “เท่ากัน” หรือ “แตกต่าง” เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
ผู้ร่วมเสวนาจากโรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และนักเศรษฐศาสตร์สุขภาพ สะท้อนมุมมองที่แตกต่าง แต่มีจุดร่วมคือ ระบบจ่ายต้องคำนึงถึงทั้งคุณภาพบริการ ความเป็นธรรม และข้อจำกัดด้านงบประมาณ
◤ “โรงเรียนแพทย์” ต้นทุนสอน–วิจัยแยกแล้ว แต่ความซับซ้อนบริการยังทำให้ต้นทุนสูงกว่า
นพ.ณรงค์ฤทธิ์ มัศยาอานนท์ รองคณบดีฝ่ายคุณภาพและศูนย์ความเป็นเลิศ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายว่า การศึกษาต้นทุนที่ผ่านมาได้แยกค่าใช้จ่ายด้านการเรียนการสอนและการวิจัยออกจากต้นทุนบริการแล้ว เช่น บุคลากรที่ทำหน้าที่สอนเพียงอย่างเดียวจะไม่ถูกนำมาคิดเป็นต้นทุนรักษา
อย่างไรก็ตาม ในการให้บริการจริง โรงเรียนแพทย์มีโครงสร้างบุคลากรที่แตกต่างจากโรงพยาบาลทั่วไป เพราะมีทั้งนักศึกษาแพทย์ แพทย์ประจำบ้าน และอาจารย์แพทย์ ซึ่งมีระดับประสบการณ์ต่างกัน ทำให้กระบวนการรักษาใช้ทรัพยากรมากกว่า
ตัวอย่างเช่น การอ่านผลตรวจหรือการผ่าตัด ในโรงเรียนแพทย์ต้องมีขั้นตอนการเรียนรู้และการกำกับดูแลโดยอาจารย์แพทย์ ส่งผลให้ใช้เวลามากกว่า แม้ผลลัพธ์ด้านความปลอดภัยของผู้ป่วยจะอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน
นพ.ณรงค์ฤทธิ์ ระบุว่า การจัดทีมรักษาที่มีวิสัญญีแพทย์ พยาบาลเฉพาะทาง และผู้ช่วยหลายคน เป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งทำให้ต้นทุนสูงขึ้น
“หากโรงพยาบาลได้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดแล้ว ระบบจ่ายชดเชยควรสะท้อนต้นทุนที่จำเป็นต่อคุณภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วย”
นอกจากนี้ ปัจจุบันงบประมาณรัฐที่สนับสนุนโรงเรียนแพทย์คิดเป็นเพียงประมาณ 10–20% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทำให้หลายแห่งต้องพึ่งพาเงินบริจาคผ่านมูลนิธิ และการอุดหนุนข้ามกองทุน (cross-subsidization) เพื่อนำรายได้จากกองทุนที่จ่ายสูงกว่าไปชดเชยบริการที่ได้รับค่าชดเชยต่ำกว่า
◤ “โรงพยาบาล สธ. ” ระบบจ่ายมีการปรับตามความซับซ้อนอยู่แล้ว แต่ต้องดูว่าเพียงพอหรือไม่
ด้าน นพ.มาวิน เตชะเคหะ นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลนครพิงค์ มองว่า ระบบจ่ายชดเชยในปัจจุบันมีการปรับอัตราตามความซับซ้อนของโรคอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญคืออัตราที่กำหนดสะท้อนต้นทุนจริงเพียงพอหรือไม่ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ข้อมูลเชิงวิชาการเพื่อประเมิน
“บางกลุ่มโรคอาจมีต้นทุนสูงกว่าค่าชดเชย ทำให้หน่วยบริการขาดทุน ขณะที่บางบริการอาจมีรายรับมากกว่าต้นทุน จึงต้องวิเคราะห์เป็นรายกลุ่มโรค ไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมด”
◤ นักเศรษฐศาสตร์ มอง รพ.รัฐไม่ใช่ธุรกิจ ต้องยอมรับความต่างตามบริบทพื้นที่
ศ.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ระบุว่า โรงพยาบาลรัฐไม่ได้ดำเนินงานเพื่อแสวงหากำไร จึงไม่สามารถใช้เกณฑ์ประสิทธิภาพแบบธุรกิจได้ทั้งหมด
โรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกลมักมีจำนวนผู้ป่วยน้อยกว่า ทำให้เสียเปรียบด้านขนาด (economies of scale) ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่าโรงพยาบาลขนาดใหญ่
แนวโน้มนี้อาจยิ่งชัดเจนในอนาคต เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนประชากรลดลง ส่งผลให้ปริมาณผู้ป่วยในบางพื้นที่ลดลงตามไปด้วย
ทั้งนี้ ความแตกต่างของต้นทุนเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งจากภารกิจของโรงเรียนแพทย์ ความซับซ้อนของโรค และข้อจำกัดเชิงพื้นที่ คำถามคือการออกแบบระบบ “จ่ายชดเชย” ให้สะท้อนต้นทุนที่จำเป็นต่อคุณภาพบริการ ขณะเดียวกันยังคงหลักการความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการของประชาชน และความยั่งยืนทางการเงินของระบบหลักประกันฯ .
#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น