ปลัด สธ.เผยทางแก้วิกฤต รพ.อุ้มผาง

 [version ละเอียด] ปลัด สธ. เผยหารือช่วย รพ.อุ้มผาง ระยะสั้นพยุงสภาพคล่อง ระยะยาวเตรียมแนวทางเฉพาะ “โรงพยาบาลชายแดน” รับภาระผู้ป่วยไร้สิทธิ์ ย้ำต้องดูแลทั้งคนไทยและหลักมนุษยธรรมตามจำเป็น 



วันที่ 10 เม.ย. 69 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาสถานการณ์ทางการเงินของโรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก ว่า กระทรวงสาธารณสุขเตรียมดำเนินมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้โรงพยาบาลชายแดนสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีประชากรข้ามพรมแดนและผู้ป่วยไร้สิทธิ์จำนวนมาก


การหารือครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้บริหารระดับเขตสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และผู้บริหารโรงพยาบาล เข้าหารือร่วมกัน เพื่อประเมินสถานการณ์และหาแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงระบบ โดยรัฐมนตรีมีแผนลงพื้นที่อุ้มผางในระยะต่อไป เพื่อติดตามข้อเท็จจริงและกำหนดมาตรการที่เหมาะสม


◤ ชี้ รพ.อุ้มผาง สะท้อนโจทย์ใหญ่ “โรงพยาบาลชายแดน” ทั่วประเทศ


ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรณีโรงพยาบาลอุ้มผางเป็นตัวอย่างของความท้าทายที่โรงพยาบาลชายแดนหลายแห่งต้องเผชิญ เนื่องจากมีประชากรที่เข้ารับบริการจำนวนมาก แต่ไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจากระบบสิทธิสุขภาพได้ทั้งหมด


ในพื้นที่จังหวัดตาก มีอำเภอชายแดนติดประเทศเมียนมาหลายแห่ง ได้แก่ แม่สอด พบพระ แม่ระมาด และอุ้มผาง ซึ่งแต่ละพื้นที่มีบริบทปัญหาที่แตกต่างกัน โดยโครงสร้างผู้ป่วยประกอบด้วย 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. ประชาชนไทยที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

2. กลุ่มบุคคลที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแต่ยังไม่มีสถานะสัญชาติไทย (ท.99) ซึ่งรัฐจัดสรรงบประมาณสนับสนุนบางส่วนตั้งแต่ปี 2553 

3. กลุ่มบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในระบบสิทธิการรักษาใด ๆ ซึ่งมีจำนวนค่อนข้างมากในพื้นที่ชายแดน


“โรงพยาบาลอุ้มผางให้บริการประชากรรวมเกือบแสนคน แต่กลุ่มที่อยู่ในระบบบัตรทองมีเพียงประมาณ 20,000–30,000 คน ส่วนที่เหลือเป็นผู้ป่วยต่างชาติหรือผู้ไม่มีสิทธิ ซึ่งโรงพยาบาลยังจำเป็นต้องให้การรักษา” นพ.สมฤกษ์กล่าว


◤ งบต่างประเทศลดลง กระทบรายได้โรงพยาบาลชายแดน


ปลัด สธ. ระบุว่า ในอดีตโรงพยาบาลชายแดนบางแห่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะงบด้านสาธารณสุขในค่ายผู้อพยพและบริการโรคติดต่อ แต่ในช่วงที่ผ่านมา งบประมาณดังกล่าวลดลง ส่งผลให้ภาระค่าใช้จ่ายตกอยู่กับโรงพยาบาลมากขึ้น


“ปีที่ผ่านมา งบจากต่างประเทศบางส่วนหายไป ทำให้โรงพยาบาลต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอุ้มผางซึ่งมีจำนวนผู้ป่วยนอกระบบสิทธิจำนวนมาก จึงได้รับผลกระทบมากกว่าพื้นที่อื่น” เขากล่าว


◤ ระยะสั้น ใช้กลไกระดับจังหวัดช่วยพยุงก่อน


ในระยะสั้น กระทรวงสาธารณสุขได้ใช้กลไกภายในระบบสุขภาพช่วยพยุงสถานการณ์ เช่น การสนับสนุนงบประมาณจากโรงพยาบาลแม่สอด และการบริหารเงินระดับจังหวัดและเขตสุขภาพ เพื่อนำมาเสริมสภาพคล่องให้โรงพยาบาลสามารถดำเนินงานต่อไปได้


ขณะเดียวกัน การเปิดรับบริจาคจากภาคประชาชนช่วยบรรเทาปัญหาในระดับหนึ่ง โดยมีรายงานว่าโรงพยาบาลอุ้มผางได้รับเงินบริจาคแล้วเกือบ 80 ล้านบาท ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านยาและการรักษาพยาบาล


“สถานการณ์ในปี 2569 น่าจะพอประคับประคองได้ แต่สิ่งที่ต้องวางแผนคือปี 2570 ซึ่งกระทรวงจะหารือร่วมกันอีกครั้ง เพื่อกำหนดแนวทางช่วยเหลือโรงพยาบาลชายแดนในภาพรวม ไม่เฉพาะอุ้มผาง แต่รวมถึงพื้นที่ชายแดนอื่น เช่น กาญจนบุรี ตาก และเชียงราย” ปลัด สธ. กล่าว


◤ เตรียมพัฒนาแนวทางเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยไร้สิทธิ์


ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า แนวคิดสำคัญในระยะยาวคือการกำหนดแนวทางรองรับค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยต่างชาติหรือผู้ไม่มีสิทธิรักษา แต่ยังไม่พิจารณารูปแบบการจัดเก็บค่าบริการหรือกลไกกองทุนเฉพาะ 


อย่างไรก็ตาม การจัดทำระบบประกันสุขภาพสำหรับประชากรกลุ่มนี้ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากรายได้เฉลี่ยของประชากรในพื้นที่ชายแดนค่อนข้างต่ำ อาจไม่สามารถจ่ายเบี้ยประกันในอัตรามาตรฐานได้


ปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายต่อหัวของระบบประกันสังคมอยู่ที่ประมาณ 6,800 บาทต่อปี ขณะที่งบเหมาจ่ายรายหัวของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอยู่ที่ประมาณ 4,000 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งยังถือว่าเป็นภาระสำหรับประชากรที่มีรายได้น้อย


“แนวทางเรื่องการจัดเก็บเงินยังอยู่ระหว่างการศึกษา ว่าจะกำหนดอัตราและรูปแบบอย่างไรให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ชายแดน” นพ.สมฤกษ์กล่าว


◤ แนะโรงพยาบาลแยกบัญชีบริการคนไทย-ต่างชาติ เพื่อสะท้อนต้นทุนจริง


ปลัด สธ. ระบุว่า แนวทางหนึ่งที่กระทรวงหารือกับโรงพยาบาล คือการแยกต้นทุนบริการระหว่างผู้ป่วยคนไทยและผู้ป่วยต่างชาติ เพื่อให้เห็นภาระค่าใช้จ่ายที่แท้จริง และใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดสรรงบประมาณในอนาคต


การแยกข้อมูลดังกล่าวรวมถึงค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ซึ่งโรงพยาบาลชายแดนจำนวนมากต้องใช้กำลังคนมากกว่าปกติ เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยสูงกว่าประชากรตามสิทธิ


“เราต้องดูแลบุคลากร เพราะโรงพยาบาลชายแดนมีภาระงานสูง หากไม่สามารถรักษากำลังคนไว้ได้ จะกระทบต่อการให้บริการประชาชนในพื้นที่” เขากล่าว


◤ ระบบพิสูจน์ตัวตนช่วยลดปัญหาซ้ำซ้อนข้อมูลผู้ป่วย


สำหรับการใช้เทคโนโลยีระบุตัวตน เช่น ระบบสแกนม่านตา ซึ่งเคยนำร่องในบางพื้นที่นั้น ปลัด สธ. ระบุว่า เป็นเครื่องมือที่ช่วยยืนยันตัวบุคคล ลดปัญหาข้อมูลซ้ำซ้อน และเพิ่มความแม่นยำในการจัดทำฐานข้อมูลผู้ป่วยไร้สิทธิ


ข้อมูลดังกล่าวช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถวางแผนงบประมาณได้แม่นยำขึ้น และลดปัญหาการใช้ข้อมูลบุคคลซ้ำหลายชื่อ แต่ยังไม่ถึงกับช่วยในการขึ้นทะเบียนให้คนไร้สิทธิ์ มีสิทธิการรักษาเบิกได้ 


◤ ย้ำจุดยืน ต้องดูแลคนไทยควบคู่หลักมนุษยธรรม


ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวย้ำว่า จุดยืนของกระทรวงคือการสร้างความมั่นใจให้ประชาชนไทยสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน ขณะเดียวกันยังต้องคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมในการดูแลผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา


“หน้าที่หลักคือดูแลคนไทยให้ได้รับบริการที่มีคุณภาพ แต่ในความเป็นจริง เมื่อมีผู้ป่วยเข้ามารับบริการ โรงพยาบาลก็ต้องให้การรักษา โดยเฉพาะโรคสำคัญที่อาจกระทบต่อสาธารณสุขโดยรวม” เขากล่าว


◤ ชี้ รพ.อุ้มผางจำเป็นต้องคงอยู่ ไม่สามารถปิดบริการได้


ปลัด สธ. ระบุว่า โรงพยาบาลอุ้มผางมีบทบาทสำคัญในการดูแลประชาชนในพื้นที่ห่างไกล และไม่สามารถปิดบริการได้ เนื่องจากเป็นหน่วยบริการหลักของประชาชนไทยในพื้นที่ แต่ยอมรับว่ามีภารกิจด้านมนุษยธรรมในการดูแลผู้ป่วยจากพื้นที่ชายแดน 


“อย่างน้อยที่สุด โรงพยาบาลต้องสามารถดูแลประชาชนไทยในพื้นที่ได้ และในอีกด้านหนึ่ง เราก็ยังต้องคำนึงถึงบทบาทด้านมนุษยธรรม ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของระบบสาธารณสุข” นพ.สมฤกษ์กล่าว


#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ต่อคิวรอเข้า ”บ้านบางแค“ ทะลุ 6,000 คน สะท้อนแรงกดดันสังคมสูงวัย

บัตรทอง ใช้งบผิดทาง ปลายปิดกับรพ.ใหญ่ ปลายเปิดกับร้านยา

“ไม่ได้บังคับ แต่อยากให้ลองจัดดูก่อน” สภาการพยาบาล แจงปม ปรับเกณฑ์เวลาทำงานไม่เกิน 12 ชม.