เตือน “รักษาทุกที่ทันที” เสี่ยงบิดหลักปฐมภูมิ ดันค่าใช้จ่ายพุ่ง

“นพ.สุภัทร” ชี้ “รักษาทุกที่” ทำได้เฉพาะบางโรค หากใช้ครอบจักรวาลอาจสิ้นเปลืองทรัพยากร หัวใจอยู่ที่งบประมาณ และระบบส่งต่อ ขณะที่ “สส.เอกภพ” มองปม “ใบส่งตัว” สะท้อนข้อจำกัดการเข้าถึงบริการ แนะลงทุนปฐมภูมิให้เข้มแข็งก่อน ด้าน “สมชาย“ หนุนเพิ่มสิทธิรักษา แต่ต้องแก้ปัญหาโครงสร้างก่อน ไม่เช่นนั้นเสี่ยงใช้ไม่ได้จริง





วันนี้ 9 เม.ย. 69 นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะและโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ให้ความเห็นกับ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ ต่อนโยบายรัฐบาล “รักษาทุกที่ทันที” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา วันที่ 9-10 เม.ย. นี้ว่าแม้แนวคิดเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่หากออกแบบโดยไม่คำนึงถึงโครงสร้างระบบสุขภาพ อาจทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็น และกระทบต่อหลักการสำคัญของระบบบริการปฐมภูมิ


เขามองว่า ปัญหาหลายส่วนที่เกิดขึ้นในระบบสุขภาพช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา มีความเชื่อมโยงกับการตีความนโยบาย “รักษาทุกที่” ที่ทำให้รูปแบบการเข้ารับบริการเบี่ยงเบนจากแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ซึ่งควรเริ่มจากการดูแลใกล้บ้านและเน้นการป้องกันโรค



ชี้ “รักษาทุกที่” ทำได้เฉพาะบางโรค หากใช้ครอบจักรวาลอาจสิ้นเปลืองทรัพยากร


นพ.สุภัทรอธิบายว่า การเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเข้ารับบริการในสถานพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เป็นสิ่งที่เหมาะสมในบางกรณี เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ หรืออุบัติเหตุรุนแรง ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีและบุคลากรเฉพาะทาง


อย่างไรก็ตาม หากขยายแนวคิด “รักษาทุกที่” ไปใช้กับโรคทั่วไปทั้งหมด อาจทำให้ระบบสุขภาพต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น และทำให้การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันถูกลดความสำคัญลง


“ระบบสุขภาพที่ดีต้องมีความสมดุลระหว่างการรักษาและการส่งเสริมป้องกันโรค หากเน้นการรักษาอย่างเดียว จะทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และอาจนำไปสู่วิกฤตทางการเงินของระบบสุขภาพ” นพ.สุภัทรกล่าว



ตั้งคำถามรัฐจัดงบอย่างไร หากเปิดให้รักษาข้ามพื้นที่จริง


นพ.สุภัทรตั้งข้อสังเกตว่า ประเด็นสำคัญของนโยบาย “รักษาทุกที่ทันที” อยู่ที่ระบบบริหารจัดการงบประมาณและกลไกการจ่ายเงินให้หน่วยบริการ


ยกตัวอย่างกรณีผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่รักษาอยู่ในโรงพยาบาลชุมชน แต่ต้องการเปลี่ยนไปใช้บริการโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย หากเปิดให้ทำได้ทันที รัฐจะต้องมีระบบชดเชยค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับหน่วยบริการปลายทาง


เขาเห็นว่า หากไม่มีระบบบริหารจัดการ “หลังบ้าน” ที่ชัดเจน นโยบายอาจกลายเป็นเพียงวาทกรรมที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง


“หัวใจสำคัญคือรัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่าจะนำงบประมาณจากที่ใดมาสนับสนุนการรักษาข้ามพื้นที่ และจะบริหารการจ่ายเงินอย่างไรให้ระบบเดินได้จริง” เขากล่าว



หนุนพัฒนาฐานข้อมูลสุขภาพ แต่ชี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบส่งต่อ


นพ.สุภัทรระบุว่า การพัฒนาฐานข้อมูลสุขภาพและการเชื่อมโยงประวัติการรักษา เป็นสิ่งจำเป็นและควรดำเนินการอยู่แล้ว เพราะจะช่วยให้ระบบส่งต่อมีประสิทธิภาพมากขึ้น


อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีการวางแผนกำลังคน งบประมาณ และโครงสร้างบริการให้เหมาะสม


“ระบบข้อมูลเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุน แต่สิ่งสำคัญคือการจัดระบบบริการให้สมดุล เพื่อไม่ให้เกิดการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็น” เขากล่าว



เสนอเสริมศักยภาพโรงพยาบาลใกล้บ้าน ลดเหลื่อมล้ำระหว่าง รพ.ใหญ่-เล็ก


ในมุมมองของ นพ.สุภัทร นโยบายสาธารณสุขที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ควรมุ่งพัฒนาศักยภาพหน่วยบริการปฐมภูมิและโรงพยาบาลใกล้บ้านให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้น


แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพบริการระหว่างโรงพยาบาลขนาดใหญ่และโรงพยาบาลชุมชน รวมถึงลดความแออัดในโรงพยาบาลศูนย์


“สิ่งที่ควรทำคือทำให้โรงพยาบาลใกล้บ้านมีศักยภาพเพียงพอ เมื่อดูแลไม่ได้จริงจึงค่อยส่งต่อ เพื่อให้ระบบทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ” เขากล่าว


เขาเตือนว่า หากผลักดันนโยบายรักษาทุกที่โดยไม่เพิ่มทรัพยากร อาจทำให้โรงพยาบาลขนาดใหญ่เผชิญความแออัดมากขึ้น และทำให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานหนักเกินกำลัง


นพ.สุภัทรสรุปว่า นโยบาย “รักษาทุกที่ทันที” ควรดำเนินการควบคู่กับการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ การจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสม และการออกแบบระบบส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ


เพื่อให้การเพิ่มการเข้าถึงบริการไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของระบบสุขภาพในระยะยาว และยังคงรักษาหลักการสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพที่เน้นการดูแลประชาชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน


“รักษาทุกที่” ยังไม่เกิดจริง เหตุระบบยังยึดลำดับบริการ


ด้าน เอกภพ สิทธิวรรณธนะ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตต่อนโยบายรัฐบาล “รักษาทุกที่” ว่า แม้เป็นแนวคิดที่ประชาชนคาดหวัง แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัดเชิงระบบ ทั้งเงื่อนไขการเข้าถึง การบริหารงบประมาณ และความพร้อมของหน่วยบริการปฐมภูมิ ซึ่งหากไม่ออกแบบให้รอบคอบ อาจทำให้เกิดความแออัดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และเพิ่มต้นทุนระบบสุขภาพโดยไม่จำเป็น


เขาเสนอว่า รัฐควรเร่งแก้ปัญหา “โครงสร้างพื้นฐาน” ของระบบบริการสุขภาพ โดยเฉพาะการเสริมศักยภาพหน่วยบริการใกล้บ้านให้มีคุณภาพและได้รับงบประมาณเพียงพอ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและสามารถรักษาได้จริงในระดับปฐมภูมิ


เอกภพกล่าวว่า แม้นโยบาย “รักษาทุกที่” จะสื่อสารว่าเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ารับบริการได้อย่างอิสระ แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีเงื่อนไขของระบบเครือข่ายบริการสุขภาพ โดยเฉพาะการกำหนดลำดับการเข้ารับบริการตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ


กลไกดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อควบคุมประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร เนื่องจากการรักษาโรคเดียวกันในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิจะมีต้นทุนสูงกว่า หากไม่มีการคัดกรองผ่านหน่วยบริการใกล้บ้าน อาจทำให้ค่าใช้จ่ายของระบบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว


“ระบบพยายามกำกับให้ประชาชนใช้บริการตามลำดับ เพราะถ้าทุกคนไปโรงพยาบาลขนาดใหญ่ทันที ต้นทุนจะสูงขึ้น และทำให้การใช้งบประมาณไม่มีประสิทธิภาพ” เอกภพระบุ


อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่าโครงสร้างดังกล่าวทำให้คำว่า “รักษาทุกที่” ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในความรู้สึกของประชาชน เพราะยังมีข้อจำกัดในการเลือกสถานพยาบาล


เสี่ยงแออัดโรงพยาบาลใหญ่ กระทบคุณภาพบริการทั้งระบบ


เอกภพประเมินว่า หากเปิดให้เข้ารับบริการได้ทุกแห่งโดยไม่มีมาตรการรองรับ อาจทำให้ประชาชนจำนวนมากเลือกไปรักษาในโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงหรือมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ส่งผลให้เกิดปัญหาความแออัด


เมื่อปริมาณผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเกินศักยภาพ อาจกระทบต่อคุณภาพการรักษา แม้แต่ในโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานสูง


“เมื่อคนอยากไปในที่ที่เชื่อมั่น ก็จะเกิดปัญหาคิวและความแออัด สุดท้ายคุณภาพอาจลดลง แม้ในโรงพยาบาลที่ควรจะมีคุณภาพดีที่สุด” เขากล่าว


เขาเห็นว่า หากไม่มีการกระจายศักยภาพของบริการให้ครอบคลุมในทุกระดับ อาจทำให้ทั้งระบบคุณภาพลดลง ไม่ใช่เฉพาะหน่วยบริการขนาดเล็ก


ชี้ต้นทุนเพิ่มทั้งรัฐและประชาชน เสี่ยงตรวจซ้ำซ้อน


อีกประเด็นที่เอกภพกังวล คือ ต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นทั้งฝั่งภาครัฐและประชาชน หากเกิดการใช้บริการข้ามพื้นที่โดยไม่มีระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพ


ต้นทุนในระดับรัฐอาจเพิ่มขึ้นจากค่าใช้จ่ายในการรักษาในสถานพยาบาลเฉพาะทาง ขณะที่ประชาชนอาจมีภาระค่าเดินทางหรือค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มเติมจากการเลือกไปรักษาในโรงพยาบาลที่เชื่อมั่น


นอกจากนี้ หากระบบข้อมูลสุขภาพยังไม่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ อาจเกิดปัญหาการตรวจซ้ำซ้อน หรือการเข้ารับบริการหลายแห่งโดยไม่จำเป็น ส่งผลให้เกิดการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์และงบประมาณอย่างไม่มีประสิทธิภาพ


ปม “ใบส่งตัว” สะท้อนข้อจำกัดการเข้าถึงบริการ


เอกภพระบุว่า หนึ่งในประเด็นที่ประชาชนร้องเรียนจำนวนมาก คือข้อจำกัดเกี่ยวกับ “ใบส่งตัว” ซึ่งสะท้อนว่านโยบายรักษาทุกที่ยังไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้อย่างเต็มที่


เขามองว่า หากรัฐบาลต้องการให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าวอย่างแท้จริง จำเป็นต้องแก้ปัญหาเชิงระบบ โดยเฉพาะการเพิ่มศักยภาพหน่วยบริการปฐมภูมิให้สามารถรักษาโรคได้มากขึ้น


“ต้องกลับมาทำเรื่องพื้นฐานก่อน ทั้งงบประมาณที่เพียงพอ และการเสริมศักยภาพหน่วยบริการใกล้บ้าน เพื่อให้รักษาได้เองมากขึ้น” เขากล่าว


เขายังชี้ว่า โครงสร้างการจ่ายเงินในปัจจุบันอาจไม่สร้างแรงจูงใจเพียงพอให้หน่วยบริการปฐมภูมิพัฒนาศักยภาพ ส่งผลให้เกิดคอขวดในการส่งต่อผู้ป่วย และภาระอาจตกอยู่กับประชาชนที่ต้องจ่ายเงินเองในบางกรณี


เห็นด้วย “พยาบาลอาสา” แต่ต้องชัดบทบาท ไม่ซ้ำระบบเดิม


สำหรับนโยบาย “พยาบาลอาสา” ในชุมชน เอกภพเห็นว่าเป็นแนวคิดที่มาถูกทาง เพราะสะท้อนการให้ความสำคัญกับบริการสุขภาพระดับชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการดูแลระยะยาว (long-term care)


อย่างไรก็ตาม เขาเสนอว่ารายละเอียดของนโยบายควรมีความชัดเจนมากขึ้น เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนกับระบบผู้ดูแลผู้สูงอายุ (caregiver) ที่มีอยู่แล้ว


“การลงทุนกับกำลังคนในชุมชนเป็นเรื่องดี แต่ยังต้องออกแบบรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้ระบบทำงานสอดคล้องกัน” เขากล่าว



แนะรัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบสุขภาพ เพื่อให้ “รักษาทุกที่” เกิดจริง


สส.เอกภพ กล่าวอีกว่า หากรัฐบาลต้องการผลักดันนโยบายรักษาทุกที่ให้เกิดขึ้นจริง จำเป็นต้องลงทุนกับระบบบริการปฐมภูมิ เพิ่มงบประมาณอย่างเพียงพอ และสร้างแรงจูงใจให้หน่วยบริการทุกระดับพัฒนาคุณภาพอย่างเท่าเทียม


รวมถึงพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพที่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการรักษา และควบคุมต้นทุนในระยะยาว โดยประเด็นเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการอภิปรายในรัฐสภาเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลด้านสาธารณสุขในช่วงวันที่ 9–10 เมษายนนี้


“สมชาย“ หนุนเพิ่มสิทธิรักษา แต่ต้องแก้ปัญหาโครงสร้างก่อน ไม่เช่นนั้นเสี่ยงใช้ไม่ได้จริง


ด้าน สมชาย กระจ่างแสง ตัวแทน กลุ่มรักหลักประกันสุขภาพ แสดงความเห็นต่อนโยบายเพิ่มสิทธิการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลของรัฐบาล โดยระบุว่า โดยหลักการแล้วการเพิ่มความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้ง่ายขึ้นถือเป็นแนวคิดที่ดี แต่การดำเนินนโยบาย “รักษาทุกที่ทันที” จำเป็นต้องคำนึงถึงข้อจำกัดของระบบบริการสุขภาพ โดยเฉพาะความพร้อมของหน่วยบริการและระบบส่งต่อ


เขากล่าวว่า จุดยืนของภาคประชาชนย่อมสนับสนุนมาตรการที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้สะดวกขึ้น เช่น แนวคิดบัตรใบเดียวใช้รักษาได้หลายแห่ง เพราะช่วยลดข้อจำกัดในการเข้ารับบริการ หากหน่วยบริการเดิมมีปัญหาความแออัด หรือคุณภาพบริการไม่สม่ำเสมอ ผู้ป่วยก็สามารถเปลี่ยนสถานพยาบาลได้โดยไม่ต้องรอหรือทนอยู่กับข้อจำกัดเดิม


อย่างไรก็ตาม เขาตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินนโยบาย “รักษาทุกที่” ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ยังประสบปัญหาในทางปฏิบัติ เนื่องจากเกิดการกระจุกตัวของผู้ป่วยในบางหน่วยบริการ ขณะที่บางแห่งยังไม่สามารถปรับตัวรองรับระบบใหม่ได้เต็มที่ ทำให้ในหลายกรณียังคงต้องใช้ใบส่งตัวเหมือนเดิม ส่งผลให้ประชาชนเกิดความสับสนว่าตกลงแล้วสามารถใช้สิทธิได้จริงเพียงใด



ชี้คำว่า “ทันที” เป็นเพียงการสื่อสารนโยบาย แต่สาระสำคัญยังเหมือนเดิม


สมชายมองว่า คำว่า “ทันที” ในชื่อของนโยบาย เป็นลักษณะของการสื่อสารเชิงนโยบายมากกว่าการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของระบบ เนื่องจากแนวคิดการรักษาได้หลายแห่งเริ่มดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้วในรูปแบบโครงการนำร่องในบางจังหวัด ก่อนขยายเพิ่มเติมในระยะต่อมา


เขาเห็นว่า หากยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเดิม เช่น ระบบส่งต่อหรือความพร้อมของหน่วยบริการได้ การประกาศนโยบายเพิ่มเติมอาจไม่ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และอาจทำให้หน่วยบริการบางแห่งไม่สามารถปฏิบัติตามนโยบายได้จริง


“หากปัญหาเชิงระบบยังไม่ได้รับการแก้ไข หน่วยบริการอาจยังจำเป็นต้องใช้ใบส่งตัวเหมือนเดิม และผู้ที่ได้รับผลกระทบที่สุดจะเป็นประชาชน เพราะเข้าใจว่าสามารถไปรักษาที่ไหนก็ได้ แต่ในทางปฏิบัติกลับยังติดเงื่อนไขเดิม” เขากล่าว



สมชายกล่าวว่า ระบบบริการสุขภาพถูกออกแบบให้หน่วยบริการแต่ละระดับมีบทบาทแตกต่างกันตามความซับซ้อนของโรค หากเปิดให้ผู้ป่วยเลือกใช้บริการได้ทุกแห่งโดยไม่มีการออกแบบระบบรองรับ อาจทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไปรวมตัวกันในโรงพยาบาลขนาดใหญ่


เขาอธิบายว่า กรณีโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง หรือโรคที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง การเลือกเข้ารับบริการในโรงพยาบาลเฉพาะทางถือเป็นเรื่องเหมาะสม แต่หากเป็นอาการทั่วไป เช่น ไข้ ปวดศีรษะ หรือโรคพื้นฐาน หากผู้ป่วยจำนวนมากเลือกไปโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงเรียนแพทย์ อาจทำให้เกิดความแออัดและส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบโดยรวม


“จำเป็นต้องออกแบบระบบให้เหมาะสม เพราะศักยภาพของโรงพยาบาลแต่ละระดับไม่เท่ากัน หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี อาจทำให้เกิดการกระจุกตัวของผู้ป่วย” เขากล่าว



แนะรัฐแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม.


สมชายเสนอว่า ก่อนผลักดันนโยบายเพิ่มเติม รัฐควรวิเคราะห์ปัญหาเชิงลึกในพื้นที่ที่ยังมีอุปสรรค โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีความซับซ้อนของโครงสร้างหน่วยบริการมากกว่าพื้นที่อื่น


เขาเสนอให้พิจารณาเพิ่มบทบาทศูนย์บริการสาธารณสุข และพัฒนาเครือข่ายโรงพยาบาลรองรับการส่งต่อ รวมถึงพิจารณาการเพิ่มหน่วยบริการในจุดที่มีความต้องการสูง เพื่อให้ระบบสามารถรองรับผู้ป่วยได้อย่างสมดุลในระยะยาว


“ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงการประกาศให้รักษาได้ทุกที่ แต่เป็นการปฏิรูประบบบริการสุขภาพให้มีความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลง” เขากล่าว



หนุนปรับประกันสังคมรองรับแรงงานนอกระบบ ชี้ควรเน้นมาตรา 40


ในประเด็นการปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมเพื่อรองรับรูปแบบการจ้างงานใหม่ สมชายเห็นว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสม โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบหรือแรงงานแพลตฟอร์ม


เขาเสนอว่าควรพิจารณาการปรับปรุงมาตรา 40 เพื่อให้แรงงานนอกระบบได้รับความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์ด้านรายได้ทดแทนในกรณีเจ็บป่วยหรือไม่สามารถทำงานได้


อย่างไรก็ตาม เขาเน้นว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องสวัสดิการแรงงาน ซึ่งแยกจากระบบหลักประกันสุขภาพโดยตรง



ชี้งานป้องกันโรคต้องเชิงรุก ลงถึงระดับครอบครัวและชุมชน


สมชายกล่าวว่า การสร้างสมดุลระหว่างการรักษาและการป้องกันโรคเป็นแนวทางสำคัญของระบบสุขภาพที่ยั่งยืน แต่ไม่ควรมองการป้องกันโรคเพียงในมิติของการลดค่าใช้จ่ายของรัฐ


เขาเห็นว่า การป้องกันโรคควรมุ่งเน้นการทำงานเชิงรุก เช่น การลงพื้นที่ชุมชน การตรวจสุขภาพ การติดตามกลุ่มเสี่ยง และการทำงานในรูปแบบเวชศาสตร์ครอบครัว เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเจ็บป่วยรุนแรงในระยะยาว


ปัจจุบัน งานส่งเสริมป้องกันโรคส่วนหนึ่งยังผูกอยู่กับบริการรักษาในสถานพยาบาล ทำให้ประชาชนที่ไม่ได้มารับบริการอาจไม่ได้รับการคัดกรองหรือคำแนะนำด้านสุขภาพอย่างเพียงพอ


“ควรเพิ่มการทำงานเชิงรุก ลงไปถึงครอบครัวและชุมชน เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดีตั้งแต่ต้นทาง” เขากล่าว



มองงบเหมาจ่ายรายหัวช่วยรองรับผู้ป่วย แม้เศรษฐกิจทำคนย้ายจากเอกชนสู่รัฐ


สมชายกล่าวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยถูกออกแบบโดยใช้หลักเหมาจ่ายรายหัว ซึ่งช่วยให้กองทุนสามารถรองรับจำนวนผู้ป่วยได้ในระดับหนึ่ง แม้ประชาชนบางส่วนอาจย้ายจากโรงพยาบาลเอกชนมาใช้บริการภาครัฐมากขึ้นในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว


เขาอธิบายว่า ระบบกองทุนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกันสังคม หรือสวัสดิการข้าราชการ ต่างยึดหลัก “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข” คือการกระจายความเสี่ยงของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในประชากรจำนวนมาก


อย่างไรก็ตาม หากเกิดวิกฤตสุขภาพขนาดใหญ่ที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากเจ็บป่วยพร้อมกัน หรือมีค่าใช้จ่ายด้านการรักษาสูงผิดปกติ ระบบอาจต้องได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม



เสนอรัฐลดความเหลื่อมล้ำ 3 กองทุนสุขภาพ สร้างความยั่งยืนระยะยาว


สมชายเห็นว่า ความท้าทายสำคัญของระบบสุขภาพไทย คือการมี 3 กองทุนหลักที่มีสิทธิประโยชน์และระดับการใช้จ่ายแตกต่างกัน


เขาเสนอให้ภาครัฐพิจารณาลดความเหลื่อมล้ำระหว่างกองทุน โดยพัฒนาสิทธิประโยชน์ให้มีความใกล้เคียงกัน และควบคุมการใช้จ่ายไม่ให้แตกต่างกันมากเกินไป เพื่อให้ระบบมีความเป็นธรรมและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า


นอกจากนี้ เขาย้ำว่า ระบบหลักประกันสุขภาพควรทำหน้าที่เป็น “ตาข่ายรองรับ” สำหรับประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจผันผวน เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลได้โดยไม่เผชิญภาระค่าใช้จ่ายที่เกินกำลัง


“รัฐควรทำให้ระบบมีความเข้มแข็ง และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างกองทุน เพื่อให้ระบบสุขภาพสามารถรองรับประชาชนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว” สมชายกล่าว


จับตาผลกระทบเศรษฐกิจ คนไข้ไหลกลับสู่ รพ.รัฐ


สำหรับประเด็น ผลกระทบเศรษฐกิจ คนไข้ไหลกลับสู่ รพ.รัฐ ต้องวางแผนรับมืออย่างไร สส.เอกภพ เห็นด้วยว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอาจทำให้ประชาชนบางส่วนที่เคยใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน หันกลับมาใช้บริการในระบบภาครัฐหรือสิทธิประกันสังคมมากขึ้น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย


แนวโน้มดังกล่าวอาจเพิ่มภาระให้โรงพยาบาลรัฐ ขณะเดียวกันบางแห่งเริ่มเปิดบริการคลินิกพิเศษหรือคลินิกพรีเมียม ซึ่งอาจช่วยเพิ่มรายได้ให้หน่วยบริการ แต่ควรจับตาผลกระทบต่อผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ เนื่องจากทรัพยากรทางการแพทย์มีจำกัด


“ต้องระวังว่าการจัดบริการพรีเมียมอาจใช้ทรัพยากรเดียวกับระบบปกติ หากบริหารไม่ดี ผู้ใช้สิทธิบัตรทองอาจได้รับบริการช้าลง” เขากล่าว


เช่นเดียวกับ นพ.สุภัทรยังแสดงความกังวลต่อแนวโน้มที่ผู้ป่วยบางส่วนอาจย้ายจากโรงพยาบาลเอกชนกลับมาใช้บริการในระบบภาครัฐ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว


สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ปริมาณผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากไม่มีการเพิ่มงบประมาณและกำลังคนให้เพียงพอ อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพบริการ และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟของบุคลากรทางการแพทย์


“ข้อเสนอระยะสั้นคือรัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้หน่วยบริการสามารถดูแลผู้ป่วยได้ตามมาตรฐาน และลดภาระงานที่หนักเกินไปของบุคลากร” นพ.สุภัทร กล่าว


///



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ต่อคิวรอเข้า ”บ้านบางแค“ ทะลุ 6,000 คน สะท้อนแรงกดดันสังคมสูงวัย

บัตรทอง ใช้งบผิดทาง ปลายปิดกับรพ.ใหญ่ ปลายเปิดกับร้านยา

“ไม่ได้บังคับ แต่อยากให้ลองจัดดูก่อน” สภาการพยาบาล แจงปม ปรับเกณฑ์เวลาทำงานไม่เกิน 12 ชม.