ชะลอจ่ายเงิน P4P สะท้อนวิกฤตการเงิน รพ.รัฐ
“พญ.รัชริน” เสนอทบทวนโครงสร้างงบฯ เร่งด่วน เผยที่มาของกระแสข่าว เชื่อมโยงกับสถานการณ์ทางการเงินของ รพ.ศูนย์ขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1-2 แห่ง ที่มีรายงานว่าเงินบำรุงติดลบหนัก !
วันนี้ 2 เม.ย. 69 พญ.รัชริน ประธานองค์กรแพทย์ โรงพยาบาลพุทธชินราช ให้สัมภาษณ์ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ ถึงประเด็นกระแสข่าวการชะลอหรืองดจ่ายค่าตอบแทนแบบ Pay for Performance (P4P) ในบางโรงพยาบาล ในเดือน เม.ย. นี้ โดยอธิบายว่า P4P เป็นกลไกค่าตอบแทนที่ใช้สะท้อนภาระงานและผลงานจริงของบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ใช่เงินพิเศษที่ไม่มีความจำเป็น
◤ อธิบาย P4P กลไกสะท้อนภาระงาน ไม่ใช่ “โบนัสฟุ่มเฟือย”
P4P หรือ Pay for Performance คือระบบค่าตอบแทนตามผลงาน ซึ่งครอบคลุมงานบริการทางการแพทย์หลากหลายประเภท เช่น งานตรวจรักษาผู้ป่วยนอก (OPD) ผู้ป่วยใน (IPD) งานห้องฉุกเฉิน (ER) การผ่าตัด งานรังสี งานพยาธิวิทยา ตลอดจนภารกิจอื่น ๆ ที่มีการบันทึกภาระงานจริง โดยจะนำมาคำนวณเป็นคะแนนและแปลงเป็นค่าตอบแทนเพิ่มเติมให้กับบุคลากร
“P4P เป็นเงินค่าตอบแทนตามภาระงานที่ทำจริง และจ่ายจากเงินบำรุงของโรงพยาบาล ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานะการเงินของแต่ละแห่ง ทำให้แพทย์ในสาขาเดียวกัน แต่อยู่คนละโรงพยาบาล อาจได้รับไม่เท่ากัน เพราะภาระงานและฐานะการเงินแตกต่างกัน” พญ.รัชรินกล่าว
เธอระบุว่า กลไกดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนความหนักเบาของงาน และช่วยสร้างความรู้สึกเป็นธรรมในระบบค่าตอบแทน โดยเฉพาะในโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่ ที่มีภาระงานสูงมาก ทั้งการดูแลผู้ป่วยจำนวนมาก การทำหัตถการ และการรับเวรต่อเนื่อง
“คนภายนอกอาจเข้าใจว่า P4P เป็นเหมือนโบนัสที่ตัดเมื่อไรก็ได้ แต่ในความเป็นจริงมันเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ประจำของบุคลากรจำนวนมาก เพราะเงินเดือนพื้นฐานไม่ได้สอดคล้องกับภาระงานที่เพิ่มขึ้นมานานแล้ว”
◤ กระแสชะลอจ่าย P4P สะท้อนปัญหาสภาพคล่องโรงพยาบาลรัฐ
พญ.รัชรินกล่าวว่า ที่มาของกระแสข่าวการชะลอหรือระงับจ่าย P4P ในช่วงที่ผ่านมา น่าจะเชื่อมโยงกับสถานการณ์ทางการเงินของโรงพยาบาลรัฐหลายแห่งที่ประสบปัญหาสภาพคล่อง โดยเฉพาะกรณีโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1-2 แห่ง ที่มีรายงานว่าเงินบำรุงติดลบหนัก
เธออธิบายว่า ตามหลักเกณฑ์แล้ว P4P เป็นค่าใช้จ่ายที่ขึ้นอยู่กับสถานะเงินบำรุงโรงพยาบาล ผู้บริหารบางแห่งจึงจำเป็นต้องชะลอการจ่ายออกไปก่อน เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน
“ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้คำว่าตัด แต่จะเป็นการชะลอจ่ายจนกว่าสถานการณ์เงินบำรุงจะดีขึ้น และไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแห่งเดียว เพราะหลายโรงพยาบาลกำลังเผชิญข้อจำกัดคล้ายกัน”
◤ เตือนสัญญาณอันตรายระบบสุขภาพ ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะโรงพยาบาลใดแห่งหนึ่ง
ประธานองค์กรแพทย์ รพ.พุทธชินราช เห็นว่า การชะลอหรืองดจ่าย P4P ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่เพียงปัญหาภายในของโรงพยาบาลใดโรงพยาบาลหนึ่ง แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบสุขภาพ
“สถานการณ์ตอนนี้ไม่ใช่ภาวะปกติของการบริหารโรงพยาบาล เพราะผู้บริหารต้องอยู่ในโหมดเลือกว่าจะจ่ายอะไรหรือหยุดอะไร ซึ่งสะท้อนว่าระบบเดิมเริ่มไม่สามารถพยุงตัวเองได้”
เธอระบุว่า โรงพยาบาลไม่สามารถตัดค่าใช้จ่ายหลักที่จำเป็นต่อการรักษาผู้ป่วย เช่น เงินเดือนบุคลากร ค่ายา และเวชภัณฑ์ ทำให้ค่าใช้จ่ายที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าอย่าง P4P กลายเป็นรายการแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบ
“การตัด P4P คือการนำแรงจูงใจของคนทำงานมาแก้ปัญหาเชิงระบบ ซึ่งในระยะยาวย่อมกระทบขวัญกำลังใจ และอาจส่งผลต่อคุณภาพบริการในที่สุด”
◤ ชี้งบ “บัตรทอง” ไม่สะท้อนต้นทุนจริง ช่องว่างรายรับ–รายจ่ายกว้างขึ้น
พญ.รัชรินระบุว่า ปัญหาสำคัญเกิดจากโครงสร้างงบประมาณ โดยเฉพาะงบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนการรักษาที่แท้จริงมานาน ทำให้ช่องว่างระหว่างรายรับและรายจ่ายของโรงพยาบาลขยายตัวต่อเนื่อง
“ต้นทุนการรักษาเพิ่มขึ้นทั้งจากความซับซ้อนของโรค เทคโนโลยีทางการแพทย์ และราคายา แต่โครงสร้างงบยังไม่สะท้อนต้นทุนจริง โรงพยาบาลจึงถูกบีบให้ต้องเลือกว่าจะรักษาสภาพคล่องอย่างไร”
เธอเห็นว่า แม้ผู้บริหารโรงพยาบาลจะพยายามควบคุมต้นทุน เช่น ชะลอการลงทุน ปรับปรุงกระบวนการทำงาน หรือเจรจาต่อรองราคายา แต่มาตรการเหล่านี้ช่วยได้เพียงบางส่วน และไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้
“บริหารเก่งแค่ไหน ถ้างบไม่พอ โรงพยาบาลไหนก็ไม่รอด”
◤ เสนอ 4 แนวทางปฏิรูป แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
พญ.รัชรินเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โดยเน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างมากกว่าการอุดช่องว่างระยะสั้น
1. ทบทวนโครงสร้างงบประมาณให้สะท้อนต้นทุนจริง
ควรปรับกลไกการจัดสรรงบให้สอดคล้องกับต้นทุนบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระขาดทุนสะสม
2. นโยบายเพิ่มสิทธิประโยชน์ต้องมีงบรองรับจริง
การประกาศนโยบายเพิ่มสิทธิหรือบริการใหม่ควรมาพร้อมงบประมาณที่เพียงพอ ไม่ใช่ผลักภาระให้โรงพยาบาลรับผิดชอบเอง
3. ปฏิรูปกลไกการตัดสินใจของบอร์ด สปสช.
ควรเพิ่มความโปร่งใส และเปิดรับเสียงจากผู้ให้บริการในระบบ เพื่อให้การจัดสรรงบสะท้อนภาระงานจริง
4. ให้ความสำคัญกับบุคลากรในฐานะหัวใจของระบบ
บุคลากรไม่ควรถูกมองเป็นตัวแปรที่ต้องตัดเมื่อเงินไม่พอ เพราะการรักษาคนทำงานให้อยู่ในระบบอย่างมีศักดิ์ศรี เป็นปัจจัยสำคัญต่อความยั่งยืนของระบบสุขภาพ
“ถ้าเราต้องการให้ระบบบริการสาธารณสุขเดินต่อได้ เราต้องยอมรับว่าการรักษาคนทำงานให้อยู่ในระบบ มีขวัญกำลังใจและความมั่นคง สำคัญไม่แพ้เรื่องยา อาคาร หรือเครื่องมือ”
◤ โต้แนวคิด “โรงพยาบาลขาดทุนเพราะบริหารไม่ดี”
พญ.รัชรินยังแสดงความเห็นต่อข้อวิจารณ์ที่ระบุว่า ปัญหาการขาดทุนของโรงพยาบาลเป็นเรื่องของการบริหารภายใน ไม่เกี่ยวกับ สปสช. เพราะไม่ใช่ผู้บริหาร รพ. โดยเห็นว่าแนวคิดดังกล่าวอาจไม่สะท้อนข้อเท็จจริงทั้งหมด
“หากเป็นเรื่องการบริหารเพียงอย่างเดียว เราไม่ควรเห็นโรงพยาบาลจำนวนมากประสบปัญหาสภาพคล่องพร้อมกันในระดับประเทศ”
เธออธิบายว่า โรงพยาบาลที่ยังมีสถานะการเงินดีในปัจจุบัน มักมีรายได้จากแหล่งอื่นมาชดเชย เช่น ประกันสังคม เงินบริจาค หรือกองทุนอื่น ไม่ได้พึ่งพางบหลักประกันสุขภาพเพียงอย่างเดียว
“ถ้าโรงพยาบาลทุกแห่งพึ่งรายได้จากงบ UC เท่ากัน จะเห็นภาพชัดว่าปัญหาเกิดจากโครงสร้างงบ ไม่ใช่ความสามารถในการบริหารเพียงอย่างเดียว”
◤ ย้ำปัญหาเชิงโครงสร้างต้องแก้อย่างจริงจัง
พญ.รัชรินทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเติมงบประมาณเป็นระยะ อาจช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้เพียงชั่วคราว แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้
“หากยังใช้วิธีประคองปีต่อปี เดือนต่อเดือน โดยไม่ปรับโครงสร้างงบประมาณและกลไกตัดสินใจ ปัญหาก็จะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และอาจกระทบเสถียรภาพของระบบสุขภาพทั้งระบบ”
#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น