เปิดแนวคิด “1 ผู้ช่วยพยาบาล 1 หมู่บ้าน” ทางออกใหม่แทน “อาสาพยาบาล”

“ดร.พว.กฤษดา” เสนออัปเกรด อสม.-แคร์กีฟเวอร์ สู่ผู้ช่วยพยาบาลวิชาชีพ เรียน 1 ปี มีมาตรฐาน-มีความรับผิดชอบตามกฎหมาย หวังรัฐลงทุนระยะสั้น แต่ได้ “ทุนมนุษย์” ระยะยาว




ภายหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์นโยบาย “อาสาพยาบาล” ของรัฐบาลอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะข้อกังวลว่าอาจมีบทบาทซ้ำซ้อนกับ อาสาต่างๆ Care Giver ในชุมชน รวมถึง พยาบาล ที่ประจำอยู่ที่ รพ.สต. หรือไม่


ล่าสุด มีข้อเสนออีกด้านที่ถูกแชร์ต่อในวงกว้างบนสื่อสังคมออนไลน์ คือแนวคิด “1 ผู้ช่วยพยาบาล 1 หมู่บ้าน” ซึ่งมองว่าอาจตอบโจทย์ระบบสุขภาพไทยได้มากกว่า ทั้งในมิติคุณภาพบริการ ความปลอดภัยผู้ป่วย และการสร้างอาชีพด้านสุขภาพในระยะยาว


ผู้เสนอแนวคิดดังกล่าว คือ ดร.พว.กฤษดา แสวงดี อดีตนักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ และที่ปรึกษาระดับกระทรวง (ด้านแผนยุทธศาสตร์สาธารณสุข) ซึ่งเปิดใจกับ #เก็บตกจากวชิรวิทย์   ถึงมุมมองต่อการออกแบบนโยบายกำลังคนสุขภาพชุมชนในระยะต่อไป


◤ ชี้ “อาสาพยาบาล” เป็นแนวคิดที่ดี แต่ต้องคิดไกลกว่าระยะสั้น


ดร.พว.กฤษดา กล่าวว่า โดยหลักการแล้ว นโยบายอาสาพยาบาลถือเป็นแนวคิดที่ดี เพราะช่วยเติมเต็ม “ช่องว่าง” ของระบบบริการสุขภาพ โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนกำลังคนในยุคสังคมสูงวัย


พร้อมมองว่า ในอนาคต ภาคสุขภาพจะเป็นหนึ่งในไม่กี่ภาคส่วนที่ยังต้องการแรงงานจำนวนมาก แม้หลายอุตสาหกรรมจะถูกเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนก็ตาม เพราะสุดท้าย “คนยังต้องดูแลคน”


“เราอาจมีแรงงานล้นเกินจากภาคส่วนอื่น แต่ระบบสุขภาพยังต้องการคนเข้ามาดูแลผู้สูงอายุ ดูแลผู้ป่วย ดูแลคนในชุมชน” ดร.พว.กฤษดา กล่าว


เธออธิบายว่า ปัจจุบันระบบสุขภาพมีทั้งกลุ่ม “วิชาชีพ” เช่น แพทย์ พยาบาล เภสัชกร ที่ต้องเรียนระดับปริญญา และอีกกลุ่มคือ “กำลังคนที่ไม่ใช่วิชาชีพ” หรือ non-professional workforce ซึ่งสามารถผ่านการฝึกอบรมเพื่อช่วยดูแลสุขภาพประชาชนได้


ไม่ว่าจะเป็นการดูแลตนเอง ดูแลครอบครัว หรือดูแลกันเองในชุมชน ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของระบบสุขภาพปฐมภูมิ


◤ ตั้งคำถาม หากจบโครงการแล้ว คนเหล่านี้จะไปต่ออย่างไร


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ดร.พว.กฤษดา กังวล คือ การออกแบบนโยบายกำลังคนสุขภาพไม่ควรมองเพียง “โครงการระยะสั้น” แต่ต้องคิดต่อว่าเมื่อจบโครงการแล้ว คนเหล่านี้จะกลายเป็น “ทุนมนุษย์” ของประเทศต่อได้อย่างไร


“ถ้าเราฝึกอบรมคนขึ้นมาแล้ว พอหมดโครงการ เขาจะประกอบอาชีพต่อได้ไหม เขาจะมีเส้นทางในชีวิตอย่างไร” เธอกล่าว


เธออธิบายว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) มีพยาบาลวิชาชีพ ไม่เกิน 2 คนต่อแห่ง ทั้งที่ในความเป็นจริง ยังขาดแคลนอีกมาก โดยเฉพาะ รพ.สต.ขนาดใหญ่ที่มีประชากรดูแลจำนวนมาก


ขณะเดียวกัน พยาบาลในชุมชนก็มี “ผู้ช่วย” อยู่แล้ว ทั้ง อสม. และแคร์กีฟเวอร์ ซึ่งทำงานภายใต้การวางแผนดูแลของพยาบาล หรือ Care Plan เช่น การติดตามผู้ป่วย การเยี่ยมบ้าน หรือการช่วยกิจวัตรพื้นฐาน


ดังนั้น หากจะมี “อาสาพยาบาล” เพิ่มขึ้นมาอีกกลุ่มหนึ่ง จึงควรถามให้ชัดว่า บทบาทจะต่างจากกลุ่มเดิมอย่างไร และจะไม่เกิดความซ้ำซ้อนอย่างไร


◤ เสนอ “อัปเกรด” คนเดิม สู่ “ผู้ช่วยพยาบาล” มืออาชีพ


ดร.พว.กฤษดา เสนอว่า แทนที่จะสร้างอาสาสมัครรูปแบบใหม่ อาจใช้แนวทาง “อัปเกรด” อสม. หรือแคร์กีฟเวอร์เดิม ให้พัฒนาทักษะจนสามารถเป็น “ผู้ช่วยพยาบาล” อย่างเป็นระบบ


โดยเสนอโมเดล “1 ผู้ช่วยพยาบาล 1 หมู่บ้าน” ภายใต้ระบบปฐมภูมิ


แนวคิดดังกล่าวตั้งอยู่บนภาพของระบบสุขภาพชุมชนที่เข้มแข็ง คือ มีพยาบาล 1 คน และผู้ช่วยพยาบาล 2 คน ดูแลประชากรประมาณ 1,000 คนในพื้นที่


“ผู้ช่วยพยาบาลจะช่วยแบ่งเบางานบางอย่างที่ อสม. ซึ่งผ่านการอบรมระยะสั้น 120-200 ชั่วโมง อาจยังทำไม่ได้” เธอกล่าว


พร้อมย้ำว่า ผู้ช่วยพยาบาลในชุมชนจะมีบทบาทคล้ายผู้ช่วยพยาบาลในโรงพยาบาล แต่เปลี่ยนพื้นที่ทำงานมาอยู่ที่ “บ้าน” และ “ชุมชน”


◤ ชี้งานบางอย่าง ต้องใช้คนที่มีทักษะและมาตรฐานมากกว่าอาสาสมัคร


ดร.พว.กฤษดา ระบุว่า การดูแลผู้ป่วยในปัจจุบัน โดยเฉพาะ 4 กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยจิตเวช แม่และเด็ก หรือผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง มีความซับซ้อนมากขึ้น


ตัวอย่างเช่น กลุ่มแม่และเด็ก ปัจจุบันพบปัญหาแม่วัยรุ่น การใช้สารเสพติดระหว่างตั้งครรภ์ รวมถึงภาวะเสี่ยงหลังคลอด ซึ่งต้องการความรู้และทักษะมากกว่าการอบรมระยะสั้น


“การดูแลแม่และเด็กสมัยนี้ไม่ธรรมดาอีกแล้ว ความรู้เรื่องการดูแลระหว่างตั้งครรภ์ หลังคลอด หรือภาวะแทรกซ้อน เป็นเรื่องสำคัญมาก” เธอกล่าว


จึงเห็นว่า หากจะให้บุคลากรเหล่านี้ทำงานเชิงสุขภาพมากขึ้น ก็ควรผ่านระบบการเรียนและฝึกฝนที่มีมาตรฐาน


◤ เสนอเรียนหลักสูตร 1 ปี รับรองโดยสภาการพยาบาล


สำหรับรูปแบบที่เสนอ คือ หลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล 1 ปี ที่ได้รับการรับรองจาก สภาการพยาบาล


แบ่งเป็นภาคทฤษฎีประมาณ 6 เดือน และฝึกปฏิบัติอีก 6 เดือน โดยอาจใช้โรงพยาบาลชุมชนหรือ รพ.สต. เป็นพื้นที่ฝึกงานร่วมกัน


เมื่อจบหลักสูตร บุคลากรเหล่านี้จะสามารถทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยพยาบาล” ในระบบสุขภาพชุมชนได้อย่างถูกต้อง


“เขาจะมีทั้งความรู้ ทักษะ ทัศนคติ และจริยธรรมในการดูแลคนไข้” เธอกล่าว


พร้อมมองว่า หากรัฐสนับสนุนค่าตอบแทนราว 15,000 บาทต่อเดือน ก็จะเป็นการสร้างงานที่เลี้ยงชีพได้จริง และดึงดูดคนเข้าสู่สายงานสุขภาพ


◤ จาก “ลูกหลานผู้ป่วย” สู่อาชีพใหม่ในระบบสุขภาพ


อีกหนึ่งประเด็นที่ ดร.พว.กฤษดา มองเห็น คือ คนจำนวนไม่น้อยในสังคมไทย โดยเฉพาะลูกหลานผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ต้องลาออกจากงานเพื่อกลับมาดูแลพ่อแม่หรือญาติ


แต่เมื่อผู้ป่วยเสียชีวิต หลายคนกลับไม่สามารถกลับไปทำงานเดิมได้ เพราะออกจากระบบแรงงานมานาน


เธอมองว่า หากคนกลุ่มนี้ได้รับการ “ติดอาวุธทางปัญญา” ผ่านการเรียนผู้ช่วยพยาบาล ก็อาจเปลี่ยนทักษะการดูแลที่มีอยู่เดิม ให้กลายเป็นอาชีพมั่นคงในระบบสุขภาพได้


รวมถึงอาจเปิดโอกาสให้เรียนต่อเป็นพยาบาลวิชาชีพในอนาคตอีกด้วย


เธอมองว่า หากรัฐบาลจะเดินหน้านโยบายอาสาพยาบาลจริง ก็ควรใช้โอกาสนี้ต่อยอดไปสู่การสร้าง “ระบบกำลังคนสุขภาพชุมชน” ระยะยาว มากกว่าการสร้างแรงงานชั่วคราวเฉพาะกิจ


โดยเฉพาะการสร้างเส้นทางวิชาชีพให้คนในชุมชน สามารถพัฒนาจาก อสม. หรือแคร์กีฟเวอร์ ไปสู่ผู้ช่วยพยาบาล และอาจต่อยอดเป็นพยาบาลวิชาชีพในอนาคต


“ลงทุนระยะสั้น แต่ได้ทุนมนุษย์ระยะยาว” คือหลักคิดที่ ดร.พว.กฤษดา ย้ำว่า อาจเป็นคำตอบสำคัญของระบบสุขภาพไทยในอนาคต


◤ ชี้ “อาสาสมัคร” กับ “ลูกจ้าง” ต่างกันในทางกฎหมาย


ดร.พว.กฤษดา ยังอธิบายถึงความแตกต่างสำคัญระหว่าง “อาสาสมัคร” กับ “ผู้ช่วยพยาบาล” ว่า หากมีการจ้างงานและได้รับค่าตอบแทน ย่อมเกิด “ความรับผิดชอบทางกฎหมาย” ตามมาด้วย


ดังนั้น คนที่ปฏิบัติงานด้านสุขภาพโดยไม่มีใบประกอบวิชาชีพ จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของวิชาชีพ เช่น พยาบาลวิชาชีพ


“เมื่อได้รับค่าจ้าง ก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ไม่เหมือนระบบอาสาสมัครที่เป็นประชาชนช่วยกันดูแลตัวเอง” เธอกล่าว


พร้อมระบุว่า ผู้ช่วยพยาบาลจะสามารถทำหัตถการบางอย่างที่ “ล่วงล้ำร่างกาย” ได้อย่างปลอดภัยและแม่นยำมากกว่า เพราะผ่านการฝึกอย่างเป็นระบบ


◤ เตือน “เข้าถึงบริการ” อย่างเดียวไม่พอ ต้อง “ปลอดภัยและมีคุณภาพ”


ดร.พว.กฤษดา ยังสะท้อนว่า ปัจจุบันประเทศไทยพัฒนาระบบสุขภาพมาไกลมากแล้ว สิ่งที่ต้องระวังคือ การทำให้ประชาชน “เข้าถึงบริการ” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ


แต่ต้องเข้าถึง “บริการที่ปลอดภัยและมีมาตรฐาน”


เธออ้างถึงงานวิจัยระดับนานาชาติที่พบว่า ประชาชนที่เข้าถึงบริการสุขภาพที่ไม่มีมาตรฐาน อาจมีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าคนที่เข้าไม่ถึงบริการเสียอีก


“เพราะฉะนั้น ความเป็นมืออาชีพสำคัญมาก” เธอกล่าว


◤ ที่มาแนวคิด “1 ผู้ช่วยพยาบาล 1 หมู่บ้าน” ย้อนรากจากโมเดล “ศูนย์พยาบาลชุมชน” ของ นพ.ประเวศ วะสี


อีกประเด็นสำคัญที่ถูกกล่าวถึงระหว่างการสัมภาษณ์ คือ แนวคิด “1 ผู้ช่วยพยาบาล 1 หมู่บ้าน” ไม่ใช่ข้อเสนอใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นเฉพาะในกระแสนโยบายอาสาพยาบาลครั้งนี้ แต่มีรากฐานทางความคิดมาจากข้อเสนอการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิของ นพ.ประเวศ วะสี มาก่อนแล้ว


ดร.พว.กฤษดา ระบุว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี 2562 สภาการพยาบาล เคยได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. เพื่อศึกษาระบบการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน และการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิให้เข้มแข็ง


ในช่วงนั้น นพ.ประเวศ วะสี ได้เสนอแนวคิดเรื่อง “ศูนย์พยาบาลชุมชน” (Community Nursing Center) เพื่อเป็นกลไกหลักในการดูแลสุขภาพระดับหมู่บ้านและตำบล


แนวคิดดังกล่าวเสนอ โมเดล “พยาบาล 1 ผู้ช่วยพยาบาล 2” ต่อประชากร 1,000 คน ให้มีทีมสุขภาพขนาดเล็กประจำชุมชน ประกอบด้วย


-พยาบาลวิชาชีพ 1 คน

-ผู้ช่วยพยาบาล 2 คน

-ดูแลประชากรประมาณ 1,000 คน


ซึ่งเมื่อคำนวณในระดับพื้นที่ จะใกล้เคียงกับแนวคิด “1 หมู่บ้าน 1 ผู้ช่วยพยาบาล” ที่กำลังถูกพูดถึงในปัจจุบัน


ดร.พว.กฤษดา ระบุว่า จุดสำคัญของโมเดลนี้ คือ การสร้าง “คนดูแลสุขภาพ” ที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนจริงในระดับชุมชน โดยเฉพาะหากผู้ช่วยพยาบาลเป็นคนในพื้นที่หรือเป็นลูกหลานของชาวบ้านเอง ก็จะช่วยให้เกิดความไว้วางใจและดูแลต่อเนื่องได้ง่ายกว่า


“ถ้าผู้ช่วยพยาบาลเป็นคนในชุมชนเอง เขาจะเข้าใจบริบทชีวิต เข้าใจครอบครัว แล้วชาวบ้านก็จะไว้ใจกัน” เธอกล่าว


แนวคิดของ นพ.ประเวศ วะสี ยังตั้งอยู่บนหลักคิดสำคัญว่า “ระบบปฐมภูมิ” ต้องมีคนดูแลถึงบ้าน ไม่ใช่รอคนไข้มาหาโรงพยาบาล เพราะระบบสุขภาพที่ดีไม่ควรเน้นเพียงการรักษาในโรงพยาบาล แต่ต้องมี “ระบบดูแลถึงบ้าน” โดยเฉพาะในยุคสังคมสูงวัย


ดังนั้น บุคลากรสุขภาพระดับชุมชนจึงต้องมีทั้งจำนวนเพียงพอ และมีทักษะมากพอที่จะดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง หรือกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ได้อย่างปลอดภัย


ดร.พว.กฤษดา เห็นว่า แนวคิดนี้กำลังกลับมามีความสำคัญอีกครั้ง ภายใต้สถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญทั้งปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ภาระโรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น และจำนวนผู้สูงอายุที่ขยายตัวรวดเร็ว


◤ เสนอรัฐเปิดข้อมูลจริง ก่อนออกแบบนโยบาย


ท้ายที่สุด ดร.พว.กฤษดา เสนอว่า ก่อนเดินหน้านโยบายใด รัฐควรเปิดข้อมูลสถานการณ์จริงของกำลังคนสุขภาพในชุมชนอย่างละเอียด


ทั้งจำนวนประชาชนกลุ่มเปราะบาง จำนวน อสม. จำนวนแคร์กีฟเวอร์ พื้นที่ที่ยังมีช่องว่าง รวมถึงวิเคราะห์ว่า “ช่องว่าง” ที่เหลืออยู่นั้น เป็นปัญหาเชิงปริมาณ หรือเป็นปัญหาเชิงคุณภาพ


“เรายังไม่ค่อยพูดกันว่า ทักษะแบบไหนต้องใช้คนระดับใด และประชาชนยังขาดการดูแลตรงไหนบ้าง” เธอกล่าว


พร้อมฝากความหวังว่า รัฐบาลจะรับฟังข้อเสนอเหล่านี้ ในช่วงที่นโยบายอาสาพยาบาลยังอยู่ระหว่างการระดมความคิดเห็นและออกแบบรายละเอียด เพื่อให้การลงทุนงบประมาณด้านสุขภาพ “คุ้มค่า” และสร้างผลลัพธ์ระยะยาวต่อประเทศได้จริง.


#นักข่าวสาธารณสุข #ThaiPBSPolicyWatch #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ต่อคิวรอเข้า ”บ้านบางแค“ ทะลุ 6,000 คน สะท้อนแรงกดดันสังคมสูงวัย

สธ.เดินหน้า 1 ตำบล 1 อาสาพยาบาล เริ่มปีงบฯ 69 ค่าตอบแทน 15,000 บาท/เดือน

“ไม่ได้บังคับ แต่อยากให้ลองจัดดูก่อน” สภาการพยาบาล แจงปม ปรับเกณฑ์เวลาทำงานไม่เกิน 12 ชม.