เครือข่ายภาคประชาชนแจง 5 ปมโต้ UHosNet
ข้อเท็จจริงและข้อสังเกตบางประการกับกับจดหมาย UHosNet ขอให้เปลี่ยนชุด CFO และ อปสข.เขต 13 ชุดใหม่
ในฐานะคณะทำงาน CFO, อนุกรรมการ อปสข.เขต 13 อนุกรรมการ อคม. เขต 13, ตัวแทนภาคประชาชน, ศูนย์สิทธิบัตรทอง และศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพภาคประชาชน มีข้อเท็จจริงและข้อสังเกตบางประการกับจดหมายของคณะกรรมการอำนวยการเครือข่ายโรงพยาบาล สถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHOSNET) ทำหนังสือลงนามวันที่ 14 พ.ค.2569 ที่ผ่านมา ถึงประธานประธานบอร์ดคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแพแห่งชาติที่กำกับดูแล สปสช.เขต 13 และผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเขต 13 เรื่อง ขอให้พิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพเขตพื้นที่ 13 (อปสช เขต 13) และ คณะทำงานจัดทำข้อเสนอหลักเกณฑ์และกำกับติดตามการบริหารกองทุนเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร(CFO กทม.) เพื่อสร้างความเข้าอเข้าใจและนำไปสู่การแก้ไขเชิงระบบด้วยตระหนักดีว่า ระบบสุขภาพที่ดูแลคน กทม.ต้องพึ่งพาอาศัยกันในทุกภาคส่วน
###
1.จดหมาย UHOSNET ระบุว่า ปัญหาเงินในระบบผู้ป่วยนอกในปี 2567 ไม่เพียงพอชดเชยค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้น โดยขาดไปกว่า 1 พันล้านบาท เนื่องจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินการของหน่วยบริการระดับปฐมภูมิเป็นโมเด็ล 5 และอปสข มีมติให้จ่ายชดเชยค่ารักษาพยาบาลด้วย Point System ที่ร้อยละ 51 หรือลดลงครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในระบบ และยังไม่สารถแก้ไขปัญหาและข้อขัดแย้งนี้ได้จนถึงปัจจุบัน
ข้อเท็จจริงและข้อสังเกต
ปัญหาถูก แต่เหตุผลสลับกัน: เงินผู้ป่วยนอกปี 2567 ไม่พอจริง 1,018 ล้านบาท ซึ่งสาเหตุไม่ใช่จากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินการของโมเดล 5 แต่เงินจะไม่พอจากการเบิกจ่ายสูงผิดปกติ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบการจ่าย
หลักฐาน ภายใต้การจ่ายแบบทำมากได้มาก แต่วงเงินปลายปิด ปริมาณบริการ 5 เดือนแรก สูงผิดปกติ: หากเปรียบเทียบปริมาณบริการปีงบประมาณ 2566 และ 2567 ใน 5 เดือนแรก (ตุลาคม 2565 - กุมภาพันธ์ 2566 เทียบกับ ตุลาคม 2566 - กุมภาพันธ์ 2567) ที่มีปริมาณผู้ป่วยเรื้อรังในกรุงเทพใกล้เคียงเดิม แต่กลับมีบริการสูงขึ้นเกือบ 40% ในขณะที่งบประมาณมีการอัดฉีดเพิ่มให้ระหว่างปี 2564-2569 เฉลี่ยปีละ 2.72 % (แต่ระหว่าง 66-67 เพิ่มขึ้น 0.41% เท่านั้น)
จากข้อเสนอของฝ่ายคลินิกชุมชนอบอุ่นในโมเดล 5 ให้ยกเลิกการจ่ายแบบตามรายการและอัตราที่ตกลง (Fee Schedule) มามาเป็นเหมาจ่ายรายหัว ซึ่งไม่มีผู้คัดค้าน CFO มีทางเลือกอะไรบ้างในการจัดการปัญหาภายใต้หลักการงบประมาณปลายปิด: CFO ต้องพิจารณา 2 ประเด็น
ก) ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจ่ายเงิน มาเป็นเหมาจ่ายรายหัว เพื่อให้มีเงินเพียงพอจ่ายได้ทั้งปี หากจ่ายแบบตามรายการและอัตราที่ตกลง (Fee Schedule) ต่อไป ปัญหาเงินจะไม่เพียงพอจะรุนแรงขึ้นมาก
ข) จะใช้ Point System หรือไม่ ใช้กับใครบ้าง ด้วยการเบิกจ่ายสูงกว่างบประมาณที่มีใน 5 เดือนแรกของปี 2567 กว่า 800 ล้านบาท CFO และ อปสข. จำเป็นต้องนำระบบ Point System มาใช้เนื่องจากมีงบประมาณจำกัด (ทั้งนี้ทางสำนักงานฯ ได้เสนอเรื่องของบประมาณเพิ่มเติมไป 2 ครั้ง แต่ไม่ผ่านการพิจารณา ซึ่งเข้าใจได้ เพราะการเข้ารับบริการของคน กทม. ต่ำกว่าในเขตอื่นๆเกิบครึ่ง จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่ค่าหัวเฉลี่ยรวมแล้วจะสูงกว่าเขตอื่นมากเกิน)
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีข้อพิจารณาว่า Point System จะกระทบใครบ้าง ระหว่าง ทางเลือกแรก กระทบเฉพาะระบบบริการปฐมภูมิ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามประกาศตั้งแต่ต้นปีงบ 2567 จะทำให้ยอดค่าชดเชยต่อ point ต่ำมาก จนปฐมภูมิล้ม กระทบประชาชนสิทธิ์บัตรทองทั้งกรุงเทพฯกว่า 2.5 ล้านคน และ หน่วยปฐมภูมิทั้งหมด ในขณะที่ รพ.รับส่งต่อได้รับเงินเต็มบาท หรือ ทางเลือกที่ 2 คือบาดเจ็บแบบเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข โดย รพ. รับส่งต่อมาช่วยแบ่งเบาในระบบ point system ด้วย โดยได้รับค่าชดเชยที่ 0.51 บาท/point ที่มีการเบิกจ่ายเข้ามา ภาระหน่วยปฐมภูมิจะลดลงและอยู่รอดได้ ทางเลือกที่มีจึงไม่ใช่ทางเลือกใด ดีที่สุด แต่เป็นทางเลือกใด ผลกระทบน้อยที่สุดสำหรับทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม ในปี 2564 -2565 หน่วยบริการได้รับค่าชดเชย 1.85 และ 1.68 บาท/point และลดลงไปเหลือ 0.57 และ 0.51 ตามลำดับในสองปีถัดมา โดยเฉลี่ย 4 ปี หน่วยบริการยังได้เงินเฉลี่ย 1.15 บาท/point
ดังนั้น CFO และ อปสข. เลือกทางเลือกหลัง เพื่อให้ระบบสวัสดิการรัฐอยู่รอดต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตามมตินี้ ยอมรับว่า จะเกิดผลกระทบกับหน่วยบริการโดยเฉพาะโรงพยาบาลอย่างมาก และจะส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงบริการของประชาชนด้วย
ทั้งนี้ ประกาศ OP กทม.ที่ลงในราชกิจจานุเบกษา อันเป็นที่มาของกรอบการบริหารงบ OP กทม. ปี 2568 เป็นการเห็นชอบร่วมซึ่งไม่มีผู้คัดค้าน และที่ผ่านมา ทุกเดือนทั้งในการประชุม CFO และ อปสข. ฝ่ายเลขาฯ (สำนักงาน สปสช.เขต 13) ได้นำเสนอข้อมูลการกันเงินและการเบิกจ่ายที่สมเหตุสมผลเพื่อประกอบการติดตามมาโดยตลอด
● อัตรางบเหมาจ่ายรายหัวผู้ป่วยนอก ของกรุงเทพฯ ปี 2564 - 2569
|
ปีงบประมาณ |
งบเหมาจ่ายรายหัวผู้ป่วยนอก (บาท) |
อัตราเติบโต (%) |
|
2564 |
1,311.09 |
— |
|
2565 |
1,372.03 |
+3.08% |
|
2566 |
1,412.53 |
+2.95% |
|
2567 |
1,418.38 |
+0.41% |
|
2568 |
1,462.77 |
+3.13% |
|
2569 |
1,522.90 |
+4.11% |
● วิธีการจ่ายและอัตราชดเชย (บาท/point) ในปีงบประมาณ 2564-2567
|
ปี |
งบ OP/หัว (บาท) |
วิธีการจ่าย |
อัตราจ่าย (บาท/point) |
|
2564 |
1,331.09 |
Fee Schedule |
1.85 บาท/point |
|
2565 |
1,372.03 |
Fee Schedule |
1.68 บาท/point |
|
2566 |
1,412.53 |
Fee Schedule |
0.57 บาท/point |
|
2567 |
1,418.38 |
5 เดือนแรก: Fee Schedule |
0.51 → Capitation |
|
2568 |
1,462.77 |
Capitation |
N/A |
|
2569 |
1,522.90 |
Capitation |
N/A |
###
2. ปัญหาเรื่องการนำผลการตรวจสอบผลงานการให้บริการผู้ป่วยในปี 2567 มาขยายผล หรือ extrapolation จากร้อยละ 3 เป็นร้อยละ 100 ซึ่งมี อปสข เพียง 2 เขตได้แก่เขต 13 และ เขต 11 โดยประธานทั้ง 2 เขตอ้างว่าเป็นมติของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้ดำเนินการได้เพียงแบบเดียว คือ ต้องขยายผลเป็นร้อยละ 100 ทั้งที่คณะทำงทำงานที่ กลั่นกรองมิได้เสนอให้ขยายผลเป็นร้อยละ 100 และอีก 11 เขตที่เหลือมีมติไม่ให้ขยายผล ซึ่งแตกต่างจากมติของ เขต 13
ข้อเท็จจริงและข้อสังเกต
การทำ Extrapolation (การคำนวณย้อนกลับจากกลุ่มตัวอย่างสู่ภาพรวม) คือเครื่องมือสำคัญที่ สปสช. นำมาใช้เพื่อให้การจ่ายเงินงบประมาณค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน (IP) ปี 2568 มีความถูกต้องและเป็นธรรมที่สุดสำหรับโรงพยาบาลทุกแห่ง สรุปประเด็นสำคัญเพื่อให้เข้าใจง่าย
1. คืออะไร? (เปรียบเหมือนการสุ่มตรวจเพื่อหาค่าเฉลี่ยที่แท้จริง)
เนื่องจากในแต่ละปีมีข้อมูลการรักษาผู้ป่วยจำนวนมหาศาล สปสช. ไม่สามารถตรวจสอบเวชระเบียน (ประวัติการรักษา) ได้ทุกใบ จึงใช้วิธี "สุ่มตรวจ" อย่างน้อยร้อยละ 3 หรือไม่ต่ำกว่า 30 ฉบับต่อโรงพยาบาล,.
● กระบวนการ Extrapolation: คือการนำผลที่ตรวจพบในกลุ่มตัวอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่เบิกขาดหรือเบิกเกิน มาคำนวณย้อนกลับไปยังผลงานทั้งหมดของโรงพยาบาลนั้นๆ เพื่อปรับค่าคะแนนน้ำหนักสัมพัทธ์ (AdjRW) ให้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด
2. ทำไมต้องทำ? (เพื่อความเป็นธรรมและปกป้องงบประมาณส่วนรวม)
● จ่ายตามจริง: ช่วยให้การเบิกจ่ายงบประมาณสะท้อนภาระงานจริงของโรงพยาบาล ทั้งกรณีที่ต้องปรับเพิ่ม (ถ้าตรวจพบว่าเบิกน้อยกว่าความจริง) และปรับลด (ถ้าตรวจพบว่าเบิกเกินความจริง)
● รักษาระดับการจ่ายเงิน: เป้าหมายสำคัญคือเพื่อให้ สปสช. สามารถคงอัตราจ่ายค่ารักษาให้โรงพยาบาลได้ที่ 8,350 บาทต่อน้ำหนักสัมพัทธ์ (AdjRW) หากไม่มีการตรวจสอบที่แม่นยำและมีการเบิกเงินเกินจริง จะส่งผลกระทบต่อวงเงินรวม (Global Budget) ทำให้โรงพยาบาลอื่นได้รับเงินน้อยลง
● ลดการทำข้อมูลผิดพลาด: เป็นมาตรการที่ใช้กันในหลายประเทศเพื่อกระตุ้นให้หน่วยบริการบันทึกรหัสโรคอย่างโปร่งใสและถูกต้อง
3. มั่นใจได้อย่างไรว่าเชื่อถือได้? (มาตรฐานสถิติและการมีส่วนร่วม)
● ใช้หลักสถิติสากล: กระบวนการนี้ได้รับคำแนะนำจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นไว้ที่ 95% (95% Confidence Interval) เพื่อให้ได้ตัวแทนข้อมูลที่เหมาะสมและยุติธรรม
● มีการตรวจสอบหลายชั้น: เพื่อให้มั่นใจว่าการปรับปรุงข้อมูลนั้นถูกต้องตามบริบทของพื้นที่
● เน้นการมีส่วนร่วม: มีการแต่งตั้งคณะทำงานที่มีตัวแทนจากทั้งกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยบริการทุกสังกัดมาร่วมศึกษากระบวนการตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน
สรุปสั้นๆ สำหรับคนทั่วไป: การทำ Extrapolation คือการ "ตรวจบางส่วนเพื่อสะท้อนความจริงทั้งหมด" เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีของประชาชนถูกจ่ายไปยังโรงพยาบาลอย่างคุ้มค่า ตามเนื้องานที่เกิดขึ้นจริง และรักษาความมั่นคงของกองทุนบัตรทองให้มีเงินเพียงพอสำหรับการดูแลผู้ป่วยในตลอดทั้งปี
ข้อมูลประกอบ
มติที่ประชุมคณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่ เขต 13 กรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 8/2568 วันที่ 21 สิงหาคม 2568
รับทราบมติที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 7 / 2568 วันที่ 7 กรกฎาคม 2568 และเห็นชอบ การนำผลการตรวจสอบ 3% ในไตรมาส 1 และ 2 ของหน่วยบริการแต่ละแห่ง ภายในเขตกรุงเทพมหานคร ที่เปลี่ยนแปลงทั้งส่วนเพิ่มและลด ให้ปรับตามที่ตรวจสอบได้จริง และให้ปรับปรุงค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ของผลงานบริการผู้ป่วยใน ย้อนกลับจากผลงานในภาพรวมทั้งหมด (Extrapolation) ร้อยละ 100
#######
3. เงินในกองทุน OP Refer ปี 2568 ในส่วนที่ค่ารักษาเกิน 800 บาท ที่อ้างว่าให้ดำเนินการด้วยระบบ balanced budget (หมายถึงระบบที่รายจ่ายเท่ากับเงินที่มี) แต่ในความเป็นจริง เงินในกองทุนดังกล่าวกลับมีไม่เพียงพอถึง 235 ล้านบาท จากเงินที่ต้องชดเชยให้โรงพยาบาลรับส่งต่อที่ 1,150 ล้านบาท (กรณีคิดเฉพาะส่วนที่เกิน 800 บาท หรือ 1,950 ล้านบาท(กรณีคิดทั้งส่วนที่ไม่เกิน 800 บาท และส่วนที่เกิน 800 บาท) และบังคับให้โรงพยาบาลส่งต่อยอมรับการชดเชยด้วยระบบ Point system ซึ่งเท่ากับบังคับให้โรงพยาบาลรับส่งต่อลดหนี้ ทั้ง 235 ล้านบาทไปอย่างไม่ถูกต้อง
ข้อเท็จจริงและข้อสังเกต
ผลกระทบจากระบบการบริหารงบประมาณผู้ป่วยนอก เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร อาจมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย แต่ไม่ว่าจะจากสาเหตุใดก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้น คือ งบกองทุนที่กันเงินของหน่วยบริการปฐมภูมิไว้สำหรับตามจ่ายค่าบริการกรณีส่งต่อไปโรงพยาบาลไม่เพียงพอ เช่น วงเงินกองทุน OP refer มีอยู่ 100 บาท แต่ค่าใช้จ่ายที่ต้องตามจ่ายให้โรงพยาบาลที่รับส่งต่อและให้การรักษา 120 บาท นั่นหมายถึง เงินไม่พอจ่าย 20 บาท ซึ่งมติ อปสข.เห็นชอบให้จ่ายตามสัดส่วนภายใต้วงเงิน 100 บาท หรือที่เรียกว่า จ่ายตาม point system
กล่าวโดยสรุปคือ
● งบประมาณรวมมีจำกัด แต่ปริมาณผลงานบริการและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก
● ถ้าจ่ายเต็ม 100% อาจจะทำให้ระบบของปฐมภูมิอยู่ไม่ได้
● อย่างไรก็ตามต้องเร่งหาทางออกในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
###
4. ประธาน CFO กทม. และ ประธาน อปสข เขต 13 สรุปในที่ประชุมในเดือนเมษายน 2569 ว่า การตัดสินมติโดยประธานการประชุมแต่เพียงผู้เดียวเป็นสิ่งที่ทำได้ ทั้งที่มติดังกล่าวมีผู้คัดค้าน และประธานมิได้จัดให้มีการออกเสียงเพื่อให้เกิดมติจากเสียงข้างมากในการประชุม ซึ่งเป็นการขัดกับระเบียบการประชุมปกติ ถือเป็นการตัดสินแบบมีอคติและขาดธรรมาภิบาล
ข้อเท็จจริงและข้อสังเกต
ประเด็นพิจารณาเบื้องต้น (หารือ 18 พ.ค. 2569)
● CFO เป็น คณะทำงาน, คณะทำงาน ≠ อนุกรรมการ
● มติ CFO มีสถานะเป็น "ข้อเสนอแนะทางเทคนิค" ไม่ใช่ "คำสั่งทางปกครอง" → ไม่อาจนำหลัก "โมฆะ" มาใช้บังคับได้
● หากการประชุมที่ต้องใช้เสียงโหวตในที่ประชุม คณะทำงานที่เป็นตัวแทนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น เจ้าหนี้ ลูกหนี้ ต้องออกจากห้องประชุม ดังนั้น ประธานจึงใช้การหารือ และเมื่อได้ข้อสรุปจึง ถามผู้ที่ไม่เห็นด้วยและให้ฝ่ายเลขาบันทึกชื่อผู้ไม่เห็นด้วยทุกท่านในรายงานการประชุม และรายงานได้รับการรับรองในการประชุมครั้งถัดไปแล้ว เป็นไปตามหลักการการบันทึกมติที่ประชุม
มติที่เกี่ยวข้อง
1. การประชุม CFO (9 เมษายน 2569)
1.1. ความเห็นที่ประชุม
1.1.1. หากพิจารณาข้อมูลการเบิกจ่ายเงิน OP Refer ภาพรวมหายไปประมาณ 12% มีข้อเสนอ ดังนี้ “กลุ่มโรงพยาบาล UHOSNET ยินดีช่วยแบ่งเบาภาระส่วนหนึ่ง โดยขอให้ลดงบประมาณลงเพียง 5% ส่วนที่เหลือควรหาวิธีอื่นจัดการ เสนอแนะว่า งบประมาณ CR ที่เหลืออยู่ ซึ่งมาจากทุกโมเดล (1-5) ควรจะถูกแบ่งกลับไปยังแต่ละโมเดลหรือหน่วยบริการก่อน แต่สำหรับโมเดล 5 ควรนำมาสมทบในกองทุน OP Refer ส่วนที่เกิน 800 บาทเพิ่มเติม ซึ่งหน่วยบริการที่รับส่งต่อน่าจะรับภาระได้ที่ 5% หรือประมาณ 1 ใน 4 ของเงิน 235 ล้านบาท
1.1.2. กรอบงบประมาณตกลงกันไว้แล้วว่า OP Refer หักไว้ 300-360 บาท หากต้องแบกรับเพิ่ม หน่วยบริการปฐมภูมิคงไม่ไหว เสนอแนะยึดตามกรอบเดิมที่ทำมาหลายปี
1.1.3. ควรยืนยันการใช้ระบบ Point ต่อไป โดยค่าเฉลี่ยที่ 0.88 ถือว่าอยู่ในระดับที่ยอมรับได้
1.1.4. ประเด็นเรื่องความสมเหตุสมผล มติที่มีอยู่และระบุในประกาศของ สปสช. และ สปสช.กทม. ความสมเหตุสมผล คือ เพื่อให้หน่วยบริการต่างๆ อยู่ได้ภายใต้งบประมาณที่จำกัด และไม่ให้ภาระตกหนักที่หน่วยบริการใด หน่วยบริการหนึ่งมากเกินไป การปรับลดลงประมาณ 12% ถือเป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขเพื่อให้ระบบอยู่ได้ จึงขอสนับสนุนให้ดำเนินการตามมติบอร์ดและมติ อปสข
1.1.5. กรณีกองทุน OP Refer ไม่เพียงพอ ให้จ่ายตามระบบ point systems มีคณะทำงาน CFO ที่ไม่เห็นด้วยกับการให้จ่ายตามระบบ point system ได้แก่ ผศ.นพ.สนั่น วิสุทธิศักดิ์ชัย ผู้แทน Uhosnet , นพ.ธฤต แตตระกูล ผู้แทนอธิบดีกรมการแพทย์ , นพ.เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผอ.สำนักการแพทย์
1.2. มติที่ประชุม
1.2.1. รับทราบ สรุปการเบิกจ่ายเงิน OP กทม. ปีงบประมาณ 2568
1.2.2. เห็นชอบ
1.2.2.1. สรุปการเบิกจ่ายเงิน OP กทม. ปีงบประมาณ 2568 กรณีมีเงินเหลือให้จัดสรรคืนให้หน่วยบริการตามรายหัวประชากร - กรณีกองทุน OP Refer ไม่เพียงพอ ให้จ่ายตามระบบ point systems โดยมีคณะทำงาน CFO ที่ไม่เห็นด้วยกับการให้จ่ายตามระบบ point system ได้แก่ ผศ.นพ.สนั่น วิสุทธิศักดิ์ชัย ผู้แทน Uhosnet ,นพ.ธฤต แตตระกูล ผู้แทนอธิบดีกรมการแพทย์ , นพ.เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผอ.สำนักการแพทย์
1.2.2.2. สรุปปิดกองทุนผู้ป่วยนอก เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปีงบประมาณ 2568 และให้นำเสนออปสข.ในครั้งถัดไป
1.2.3. รับรองมติในที่ประชุม และให้เสนอต่ออปสข.ต่อไป
2. การประชุม อปสข. วันที่ 22 เมษายน 2569
2.1. มติที่ประชุม
2.1.1. รับทราบ
2.1.1.1. สรุปการเบิกจ่ายเงิน OP กทม. ปีงบประมาณ 2568
2.1.1.2. มติที่ประชุมคณะทำงานจัดทำข้อเสนอหลักเกณฑ์และกำกับติดตามการบริหารกองทุนเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 3/2569 วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569
2.1.1.3. ข้อเรียกร้องตามหนังสือจากคณะกรรมการอำนวยการเครือข่ายโรงพยาบาลสถาบันแพทยศาสตร์ แห่งประเทศไทย (UHosNet) ลงวันที่ 20 เมษายน 2569 (รายละเอียดตามเอกสารแนบท้ายหมายเลข 1)
2.1.2. เห็นชอบ
2.1.2.1. สรุปการเบิกจ่ายเงิน OP กทม. ปีงบประมาณ 2568 กรณีเงินคงเหลือให้จัดสรรคืนให้หน่วยบริการตามรายหัวประชากร กรณีกองทุน OP Refer ไม่เพียงพอ ให้จ่ายตามระบบ point systems
2.1.2.2. สรุปปิดกองทุนผู้ป่วยนอก เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปีงบประมาณ 2568
2.1.3. รับรองมติในที่ประชุม
#####
5. องค์ประกอบของ อปสข เขต 13 และ CFO กทม. ชุดปัจจุบันมีองค์ประกอบที่มีได้มีตัวแทนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากผู้ให้บริการในทุกระดับที่ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ แต่กลับมีตัวแทนจากผู้ทรงคุณวุฒิ และตัวแทนNGO เป็นสัดส่วนที่สูงมาก มีบุคคลที่เป็นอนุกรรมการ/คณะทำงานซ้ำกันทั้งสองชุดอยู่ถึง 7 คน บุคคลกลุ่มนี้เป็นผู้ที่ไม่ต้องรับผิดชอบ (accountability) ต่อการเปลี่ยนแปลงจากมติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในแง่การชดเชยค่ารักษาพยาบาลที่หน่วยบริการได้รับ, ภาระงานที่เพิ่มมากขึ้น, และการปรับเปลี่ยนระบบงานของหน่วยบริการที่ทำให้เกิดภาระต้นทุนที่สูงมากขึ้น การมีองค์ประกอบที่ไม่ครอบคลุม ทำให้เกิดการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ขาดการรับฟังเสียงรอบด้านจากภาคผู้ให้บริการที่แท้จริง ขาดธรรมาภิบาล และทำให้เกิดความขัดแย้งกระทบต่อระบบบริการสุขภาพในปัจจุบันและอนาคต
ข้อเท็จจริงและข้อสังเกต
หากพิจารณาว่า สัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิมากเกินไป จะเพิ่มในส่วนของผู้ให้บริการอีก 1-2 ตำแหน่ง ก็ควรพิจารณาให้สัดส่วนของตัวแทนภาคประชาชนสังคม ใกล้เคียงกับผู้ให้บริการด้วยเช่นกัน หากจะกล่าวว่า ตัวแทนภาคประชาชนสังคมเป็นผู้ที่ไม่ต้องรับผิดชอบ (accountability) ต่อการเปลี่ยนแปลงจากมติต่างๆ คงไม่ถูกต้องนัก เพราะทุกครั้งที่มีมติต่างๆ จะนำมาซึ่งผลกระทบกับประชาชนในแง่ผู้รับบริการเสมอไม่ว่าจะด้านดีหรือไม่ เหล่านี้ล้วนต้องมีการสะท้อนเสียงของผู้รับบริการทั้งสิ้น
เป็นความจริงที่ว่า งบประมาณด้านสุขภาพสำหรับการดูแลชาว กทม. 2.5 ล้านคนในเขต 13 ไม่เพียงพอ แต่การของบส่วนกลางจนทำให้ค่าเฉลี่ยเหมาจ่ายรายหัวเกินกว่าการดูแลประชาชนในเขตอื่นๆ ก็ไม่พึงเป็นทางออกเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ การเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ที่จะมีขึ้น ภาคประชาชนกำลังรวบรวมข้อเสนอต่อผู้สมัครผู้ว่า กทม. ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิเศษที่จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณค่าหัวการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นสำหรับคนใน กทม. นอกเหนือจากการปรับปรุงโครงสร้างระบบบริการสุขภาพของ กทม.ในระดับต่างๆ
แน่นอนว่า ในฐานะคนทำงานด้านการเข้าถึงการรักษา การทำงานสื่อสารรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจหลักการการรักษาพยาบาลที่ดีเริ่มที่ปฐมภูมิ “ใกล้บ้านใกล้ใจ” ยังคงเป็นหน้าที่หลัก เช่นเดียวกับ ความพยายามทำความเข้าใจกับผู้ให้บริการและผู้รับบริการ เพื่อลดความสูญเปล่าในระบบสุขภาพ โดยเฉพาะ บริการสุขภาพที่มีคุณค่าต่ำ (Low-Value Care) เมื่อใช้ไม่ตรงโรค ไม่เหมาะกับผู้ป่วย ทำบ่อยเกิน เลือกวิธีซับซ้อนหรือแพงเกินจำเป็น จนอาจทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงอันตรายและสิ้นเปลืองทรัพยากร ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย
ข้อมูลประกอบ
หลักการแต่งตั้งคณะทำงานภายใต้อปสข.กทม.ตามมติที่ประชุมอปสข.ครั้งที่ 10/2567 วันที่ 19 ธันวาคม 2568
1) กำหนดอำนาจหน้าที่คณะทำงาน ให้อยู่ภายใต้และสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่คณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่ เขต 13 กรุงเทพมหานคร และอำนาจตามประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำหรับผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ พ.ศ. 2568
2) มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และให้มีผู้ทรงคุณวุฒิหรือนักวิชาการที่ไม่ใช่อนุกรรมการร่วมด้วย
3) อนุกรรมการสามารถเสนอตัวเข้าร่วมคณะทำงานได้ 1 คณะ ตามความสมัครใจ
4) หากองค์ประกอบคณะทำงานซึ่งเป็นอนุกรรมการ อยู่ในสังกัดหรือเป็นตัวแทนภาคส่วนใด ก็ให้นับเป็นผู้แทนในองค์ประกอบนั้นเลย จำนวน 10 – 15 คน
ในการประชุมอปสข. ครั้งที่ 10/2568 วันที่ 16 ตุลาคม 2568 สำนักงานฯได้เสนอการปรับเพิ่มองค์ประกอบ อปสข.กทม. ตามที่ได้รับฟังความคิดเห็นจากหน่วยบริการในกทม. ดังนี้
1. เสนอปรับสัดส่วนองค์ประกอบอปสข. ให้สมดุลมากขึ้น จากเดิม จำนวน 25 คน เป็น 36 คน โดยเสนอขอปรับเพิ่มสัดส่วนผู้ให้บริการ 11 คน ได้แก่ ผู้ให้บริการ 8 คน ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ 1 คน ผู้อำนวยการสำนักอนามัย 1 คน และ ผู้อำนวยการสปสช.เขต 13 กทม. 1 คน
มติที่ประชุมอปสข.ขอให้สปสช.กทม. ไปทบทวนหลักการกำหนดจำนวนอปสข.ที่จะเสนอแต่งตั้งใหม่ตามที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำหนดไว้จำนวน 25 คนให้ถี่ถ้วน และเป็นตัวแทนตามหลักการมีส่วนร่วม ทั้งนี้หากมีการปรับปรุงองค์ประกอบภายใต้อปสข.ชุดเดิมให้มีการปรับลดจากสัดส่วนอปสข.เดิมโดยให้มีการปรึกษากับผู้เกี่ยวข้องและให้เป็นไปตามหลักการที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำหนด โดยหากมีจำนวนองค์ประกอบที่เสนอเกินกว่าสัดส่วนอปสข.ที่กำหนด ให้ไปเพิ่มเติมในคณะทำงานภายใต้อปสข.ตามสมควร
ข้อมูลประกอบ
สัดส่วนผู้แทนกลุ่มต่างๆ ใน อปสข. (จำนวนคน)
|
สัดส่วน |
ปี 2559 |
ปี 2563 |
ปี 2565 |
ปี 2567 |
|
ผู้ทรงคุณวุฒิ |
1 |
6 |
8 |
13 |
|
ผู้ให้บริการ |
22 |
25 |
9 |
5 |
|
ภาคประชาชน |
6 |
12 |
8 |
6 |
|
สำนักงาน |
2 |
2 |
2 |
1 |
|
รวม |
31 |
45 |
27 |
25 |
สัดส่วนผู้แทนกลุ่มต่างๆ ใน อปสข. (ร้อยละ)
|
สัดส่วน |
ปี 2559 |
ปี 2563 |
ปี 2565 |
ปี 2567 |
|
ผู้ทรงคุณวุฒิ |
3.23% |
13.33% |
29.63% |
52% |
|
ผู้ให้บริการ |
70.97% |
55.56% |
33.33% |
20% |
|
ภาคประชาชน |
19.35% |
26.67% |
29.63% |
24% |
|
สำนักงาน |
6.45% |
4.44% |
7.41% |
4% |
###
ผู้ร่วมลงนาม
1.น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ
2.นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย
3.นายธนพล ดอกแก้ว สมาคมเพื่อนโรคไต
4.นางสำลี ศรีระพุก ประธานศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง โซนกรุงเทพใต้
5.นางฐิตินัดดา รักกู้ชัย ประธานศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง โซนธนบุรีเหนือ
6.น.ส.ชนัญชิดา ตัณฑะผลิน ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนเขตตลิ่งชัน
7.นายสมชาย กระจ่างแสง สภาองค์กรผู้บริโภค
8.นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
9.นางวิศัลย์สิริ ตันตระกูล ประธานชมรมอาสาสมัครสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร (อสส.)
10.นางวรรณา แก้วชาติ ศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทองใต้สะพาน/สลัม 4 ภาค ตัวแทนชุมชนแออัดในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
11.นายวันเสาร์ ไชยกุล ตัวแทนผู้พิการในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ณ วันที่ 20 พ.ค.69

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น