หมอ รพ.รัฐ ร้อง ! “ผ่าตัดไส้ติ่ง” 800 บาท มานานกว่า 16 ปี ไม่ขยับขึ้น

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์ปัญหา “โควตาอินเทิร์น” และการจัดสรรแพทย์ใช้ทุน ที่กำลังถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางในแวดวงสาธารณสุข ล่าสุดยังมีอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในหมู่บุคลากรทางการแพทย์ นั่นคือ “ค่าตอบแทน” ของแพทย์และบุคลากรโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าแทบไม่ขยับตามต้นทุนชีวิตและภาระงานที่เพิ่มขึ้นตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา



วันนี้ 11 พ.ค. 69 #เก็บตกจากวชิรวิทย์ ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากแพทย์ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งตรวจสอบแล้วว่าเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เป็นข้อเท็จจริง โดยสะท้อนอีกมุมของปัญหาในระบบ นั่นคือเรื่อง “ค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์” ที่ถูกมองว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมายาวนาน


แพทย์รายหนึ่งเปิดเผยว่า เมื่อลองนำ “ประกาศบัญชีอัตราค่าตอบแทนแพทย์ตามคุณภาพและปริมาณงาน” ฉบับปี 2552 มาเปรียบเทียบกับประกาศฉบับปี 2566 กลับพบว่า เนื้อหาส่วนใหญ่แทบไม่เปลี่ยนแปลง มีเพียงการเปลี่ยนรูปแบบตัวเลขจากเลขอารบิกเป็นเลขไทย ขณะที่อัตราค่าตอบแทนจำนวนมากยังคงเดิม


ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาคือ ค่าตอบแทนการ “ผ่าตัดไส้ติ่ง” ที่อยู่ในอัตรา 800 บาทมานานกว่า 16 ปี ส่วนค่าผ่าตัดกระดูกยังอยู่ที่ 400, 800 หรือ 1,600 บาท ตามระดับความซับซ้อน โดยไม่มีการปรับให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ ภาวะเงินเฟ้อ หรือภาระงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


เขามองว่า ปัจจุบันแพทย์จำนวนไม่น้อยยังจำเป็นต้องพึ่งรายได้จากการอยู่เวร งานนอกเวลา หรือการรับงานพิเศษเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง





อีกประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งคำถาม คือโครงสร้างการจ่ายค่าตอบแทนของโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งหลายส่วนยังผูกอยู่กับ “สถานะเงินบำรุงโรงพยาบาล” ทำให้โรงพยาบาลที่มีปัญหาการเงิน ไม่สามารถจ่ายค่าตอบแทนได้เต็มจำนวน แม้บุคลากรจะทำงานหนักในระดับเดียวกัน


ในมุมของแพทย์หน้างาน ปัญหานี้เชื่อมโยงกับโครงสร้างงบประมาณของระบบบริการสุขภาพ โดยเฉพาะรายรับจากระบบเหมาจ่ายรายหัวและค่าชดเชยบริการจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่หลายฝ่ายมองว่าไม่สะท้อนต้นทุนจริงของบริการทางการแพทย์ ส่งผลให้โรงพยาบาลจำนวนมากต้องเผชิญภาวะตึงตัวทางการเงิน และกระทบต่อการดูแลบุคลากรในที่สุด


แพทย์รายดังกล่าวเสนอว่า หากรัฐต้องการ “คุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์” อย่างแท้จริง จำเป็นต้องยอมรับก่อนว่า ปัญหาค่าตอบแทนต่ำเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน และควรมีการปรับระบบค่าตอบแทนการทำงานนอกเวลาให้เหมาะสมกับภาระงานและค่าครองชีพในปัจจุบัน รวมถึงต้องมีการปรับขึ้นอย่างเป็นระบบตามช่วงเวลา


นอกจากนี้ ยังเสนอว่า ค่าตอบแทนนอกเวลาไม่ควรขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงินของแต่ละโรงพยาบาล แต่ควรเป็นภาระที่ระบบต้องจัดสรรงบประมาณรองรับอย่างเหมาะสม เพื่อให้บุคลากรในแต่ละพื้นที่ได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรม


“ทุกวันนี้เหมานอกเวลา 8 ชั่วโมง ได้ 600-800 บาท ทั้งที่เป็นงานแพทย์ ซึ่งหลายคนมองว่าไม่สอดคล้องกับภาระและความรับผิดชอบที่ต้องแบกรับ” แพทย์รายดังกล่าวระบุ


เขายังมองว่า การปรับขึ้นค่าตอบแทนอาจเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของการฟื้นฟูระบบโรงพยาบาลรัฐ เพราะจะช่วยให้บุคลากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น และอาจช่วยลดปัญหาการไหลออกของแพทย์และบุคลากรจากระบบภาครัฐได้ในระยะยาว


ขณะเดียวกัน การสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของบริการสุขภาพ ยังอาจทำให้ภาครัฐสามารถวางแผนงบประมาณด้านสาธารณสุขได้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น แทนที่จะปล่อยให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระทางการเงินต่อเนื่อง จนกระทบทั้งบุคลากรและคุณภาพบริการ


อย่างไรก็ตาม เสียงสะท้อนครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวิชาชีพแพทย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงบุคลากรวิชาชีพอื่นในโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเผชิญปัญหาภาระงานหนัก ค่าตอบแทนต่ำ และความไม่มั่นคงในระบบ ไม่ต่างกัน หรือบางกรณีอาจหนักกว่าด้วยซ้ำ 


ในส่วนของ รัฐมนตรี หรือ ผู้บริหารระดับสูง  ของกระทรวงสาธารณสุข จะมองเรื่องนี้อย่างไร จะรายงานให้ทราบต่อไป 


#เก็บตกจากวชิรวิทย์ #นักข่าวสาธารณสุข #ThaiPBS

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ต่อคิวรอเข้า ”บ้านบางแค“ ทะลุ 6,000 คน สะท้อนแรงกดดันสังคมสูงวัย

“ไม่ได้บังคับ แต่อยากให้ลองจัดดูก่อน” สภาการพยาบาล แจงปม ปรับเกณฑ์เวลาทำงานไม่เกิน 12 ชม.

“โรงพยาบาลท่าตูม” แนวรับด่านใหม่ – รองรับผู้ป่วยชายแดนกว่า 170 ราย หลัง รพ.แนวปะทะต้องปิดบริการ