ผอ.รพ.ราชพิพัฒน์ เสนอปฏิรูประบบจ่ายเงินบัตรทอง
ชี้ “Point System” กระทบโรงพยาบาลจริง เผยเสนอ สปสช. กทม. โมเดลใหม่รวมงบ OP-P&P ไว้ที่โรงพยาบาล คุมคุณภาพ-จ่ายตามมาตรฐาน ยอมรับ รพ.ยังขาดทุนจาก “30 บาท” แต่ใช้ระบบจัดซื้อดิจิทัลลดต้นทุน จนกล้า “ยอมขาดทุน” เพื่อเปิดคลินิกและแก้ปัญหาใบส่งตัว
เมื่อเร็วๆ นี้ นพ.ภูริทัต แสงทองพานิชกุล ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ ให้สัมภาษณ์ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ สะท้อนมุมมองต่อปัญหาระบบการเงินการคลังของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง 30 บาท” โดยยอมรับว่า โรงพยาบาลยังคง “ขาดทุน” จากการให้บริการผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง แต่พยายามบริหารจัดการต้นทุนภายในเพื่อประคองระบบให้อยู่ได้
นพ.ภูริทัต กล่าวว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลยังได้รับผลกระทบจากระบบการจ่ายแบบ Point System รวมถึงปัญหาหนี้ OP Refer และภาระติดตามลูกหนี้ระหว่างหน่วยบริการ ซึ่งหากเป็นเครือข่ายปฐมภูมิของโรงพยาบาลเองอาจบริหารจัดการได้ง่ายกว่า แต่หากต้องติดตามจากหน่วยบริการอื่นก็เป็นเรื่องยาก
อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลพยายามลดต้นทุนจากส่วนอื่นเข้ามาชดเชย โดยเฉพาะการปฏิรูประบบจัดซื้อจัดจ้างในยุคผู้บริหารกรุงเทพมหานครชุดก่อน ที่ผลักดันให้ใช้ระบบดิจิทัลและการแข่งขันราคาที่โปร่งใสมากขึ้น
“ราคากลางหลายอย่างสูงกว่าราคาตลาดจริง พอเปิดให้ผู้ขายแข่งขันผ่านระบบดิจิทัลมากขึ้น ราคาก็ลงมาใกล้ตลาด เงินก็เหลือกลับมา” นพ.ภูริทัต กล่าว
เขาระบุว่า เงินที่ประหยัดได้จากการจัดซื้อ โดยเฉพาะค่ายาและเวชภัณฑ์ ถูกนำกลับมาลดภาวะขาดทุนของโรงพยาบาล และทำให้โรงพยาบาล “กล้ายอมขาดทุน” เพื่อเปิดคลินิกเพิ่มเติม รวมถึงช่วยแก้ปัญหาเรื่องใบส่งตัวและการดูแลผู้ป่วยในระบบเครือข่าย
◤ เสนอโมเดลใหม่ “รวมเงิน OP-P&P ไว้ที่โรงพยาบาล” ให้ รพ.รับผิดชอบทั้งรักษาและส่งเสริมสุขภาพ
นพ.ภูริทัต เปิดเผยว่า แนวคิดที่เคยมีการหารือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และผู้บริหารกรุงเทพมหานครในอดีต คือการนำเงิน OP และงบสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค (P&P) มารวมไว้ที่โรงพยาบาลทั้งหมด แทนการกระจายหลายส่วนแบบปัจจุบัน
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนหลักการว่า หากการส่งเสริมสุขภาพทำได้ดี จำนวนผู้ป่วย OP จะลดลง แต่ในความเป็นจริง ระบบสุขภาพไทยยังไม่สามารถทำให้การส่งเสริมสุขภาพเกิดผลเต็มที่ งบ P&P บางส่วนจึงยังเหลือ ขณะที่โรงพยาบาลกลับขาดทุนจากบริการรักษา
“เงินยังอยู่ในรัฐ อยู่กับประชาชนเหมือนเดิม เพียงแต่ให้หน่วยบริการบริหารให้สมดุลขึ้น” เขากล่าว
พร้อมเสนอว่า หากโรงพยาบาลได้รับงบทั้งหมด ก็จะสามารถออกแบบระบบดูแลทั้งรักษาและป้องกันโรคได้ครบวงจรมากขึ้น รวมถึงใช้มาตรฐานเดียวในการกำกับเครือข่ายบริการ
◤ ชี้ปัญหาเบาหวานสะท้อนช่องโหว่ระบบจ่ายเงิน คลินิกบางแห่งไม่ตรวจภาวะแทรกซ้อนเพราะกลัวขาดทุน
นพ.ภูริทัต ยกตัวอย่างโรคเบาหวานว่า ปัจจุบันคลินิกปฐมภูมิบางแห่งอาจไม่ได้ตรวจติดตามหรือคัดกรองภาวะแทรกซ้อนอย่างครบถ้วน เพราะกลายเป็นต้นทุนเพิ่มเติมของคลินิก
“บางที่ไม่ได้ตรวจภาวะแทรกซ้อน เพราะยิ่งตรวจยิ่งเป็นค่าใช้จ่าย ต้องจ้างคนเพิ่ม แต่สุดท้ายคนไข้มานอนโรงพยาบาลด้วยภาวะแทรกซ้อนหนัก แล้วใช้งบผู้ป่วยในจำนวนมาก”
เขามองว่า หากระบบการจ่ายเงินเชื่อมโยงกับมาตรฐานคุณภาพอย่างแท้จริง และมีผู้กำกับดูแลมาตรฐานที่มีอำนาจจ่ายเงินด้วย จะช่วยทำให้คลินิกต้องปฏิบัติตามมาตรฐานมากขึ้น
◤ รับใช้ “แรงกดดันทางอ้อม” กับคลินิก หากไม่ดูแลตามมาตรฐาน รพ.อาจเปิดบริการแข่ง
เมื่อถูกถามว่า หากโรงพยาบาลเป็นผู้ถืออำนาจจ่ายเงิน จะทำให้คลินิกกังวลหรือไม่ นพ.ภูริทัต ยอมรับว่า ในทางปฏิบัติ โรงพยาบาลบางครั้งต้องใช้ “แรงกดดันทางอ้อม” เพื่อให้เครือข่ายดูแลผู้ป่วยตามมาตรฐาน
เขายกตัวอย่างว่า หากคลินิกไม่ตรวจติดตามผู้ป่วยหรือไม่ดูแลภาวะแทรกซ้อน โรงพยาบาลอาจตัดสินใจเปิดคลินิกของตัวเองในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีมาตรฐานมากกว่า
“มันคล้ายกับเวลาเซเว่นมาเปิดใกล้ร้านเดิม ถ้าร้านเดิมไม่ปรับตัว คนก็ย้ายไปใช้บริการที่ใหม่กว่า”
อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าวิธีนี้ไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุดหรือยั่งยืน และควรมีระบบกำกับจากส่วนกลางที่ “แฟร์” กับทุกฝ่ายมากกว่า
◤ ชี้ “Point System” เป็นปัญหาจริง แต่โรงพยาบาลต้องทำสิ่งที่ควบคุมได้ก่อน
นพ.ภูริทัต ระบุชัดว่า ในมุมมองส่วนตัว “Point System เป็นปัญหาอยู่แล้ว” แต่ในฐานะผู้บริหารโรงพยาบาล เขามองว่ามีหลายเรื่องที่อยู่นอกเหนืออำนาจควบคุม จึงเลือกโฟกัสกับสิ่งที่โรงพยาบาลทำได้ เช่น การลดต้นทุน การปรับระบบจัดซื้อ และการใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการ
“ต้นทุนของเราวันนี้ต่ำกว่าหลายที่ เพราะเราปรับระบบจัดซื้อใหม่ทั้งหมด”
เขาระบุว่า การใช้ระบบดิจิทัลเปิดให้ผู้ขายแข่งขันจำนวนมาก ทำให้ราคาจัดซื้อใกล้เคียงราคาตลาดจริง และช่วยประหยัดงบประมาณจำนวนมาก
◤ เสนอปรับโครงสร้างบอร์ด สปสช. เพิ่มสัดส่วนโรงเรียนแพทย์-ผู้บริหารโรงพยาบาล
นพ.ภูริทัต ยังเสนอว่า โครงสร้างบอร์ด สปสช. ควรมีผู้แทนจากโรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลขนาดใหญ่ และนักวิชาการด้านการเงินการคลังมากขึ้น เพื่อให้การกำหนดนโยบายสะท้อนผลกระทบต่อหน่วยบริการจริง
“คนที่รับภาระดูแลประชาชนจำนวนมากควรมีส่วนร่วมในบอร์ด เพื่อให้เกิดข้อตกลงที่ยุติธรรม”
เขาระบุว่า ข้อเสนอเรื่องระบบจ่ายเงินและโมเดลใหม่ของกรุงเทพมหานคร เคยถูกนำเสนอในระดับบอร์ด อปสข. กรุงเทพมหานคร มาแล้ว แต่ยังอยู่ในขั้นหารือและต้องผ่านกระบวนการตีความอำนาจ รวมถึงการอนุมัติอีกหลายระดับ.
#ThaiPBS #นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBSPolicyWatch

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น