สปสช.โต้กระแส “ระบบบัตรทองล่ม” แจงรพ.เอกชนถอนตัว

ชี้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ย้ำต้องแยกข้อเท็จจริงกับความเห็นในโซเชียล ชี้ พื้นที่ กทม.เปลี่ยนระบบจ่าย OPD เป็นเหมาจ่ายล่วงหน้าแล้ว รพ.เอกชน “ไม่ได้ถอนตัวทั้งหมด” จากบัตรทอง ย้ำผู้ป่วยยังเข้าระบบได้ เร่งจัดหน่วยบริการทดแทนก่อน มิ.ย.


ตามที่โรงพยาบาลบางนา 1 แจ้งยุติการเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิ-ประจำ มีผลตั้งแต่ 1 มิถุนายน ขณะที่โรงพยาบาลมิตรประชา ประกาศยกเลิกสถานะหน่วยบริการปฐมภูมิ-ประจำเช่นกัน โดยจะปรับเป็นโรงพยาบาลรับส่งต่อ เริ่ม 1 ตุลาคมนี้


สปสช. เขต 13 กทม. ได้ประชุมเตรียมความพร้อม รองรับผู้ใช้สิทธิบัตรทอง โดยจัดหน่วยบริการรองรับใหม่ คือ โรงพยาบาลพระมงคลเทพมุนี, โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ และ โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 3 เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาต่อเนื่อง 


● ผู้ใช้สิทธิ หน่วยบริการประจำ โรงพยาบาลมิตรประชา 18,831 คน โอนไป → รพ.พระมงคลเทพมุนี → (ส่งต่อ รพ.ราชพิพัฒน์) 

● ผู้มีสิทธิ หน่วยบริการประจำ โรงพยาบาลบางนา 1 จำนวน 22,365 คน โอนไป → โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 3


 นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บอกว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียง “การปรับรูปแบบการให้บริการบางส่วน” ไม่ใช่การออกจากระบบทั้งหมด


โรงพยาบาลเอกชนที่เป็นข่าว ไม่ได้ถอนตัวจากระบบบัตรทองทั้งหมด แต่เป็นการ “เลือกไม่รับบางบริการ” เช่น ไม่เป็นหน่วยบริการประจำ (Primary Care Unit) แต่ยังคงให้บริการในฐานะ “หน่วยรับส่งต่อ” หรือรับผู้ป่วยใน (IPD)


“บางแห่งเปลี่ยนบทบาทมาเป็นหน่วยรับส่งต่ออย่างเดียว ไม่ได้เป็นหน่วยบริการประจำ แต่ประชาชนยังสามารถเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลเดิมได้ ผ่านระบบส่งต่อ” นพ.จเด็จ กล่าว


◤ เร่งหาหน่วยบริการทดแทน ย้ำไม่ปล่อยผู้ป่วย “เคว้ง”


เลขาธิการ สปสช. ระบุว่า หลักการสำคัญคือ “ต้องมีหน่วยบริการรองรับก่อน” โดย สปสช.จะจัดหาหน่วยบริการประจำแห่งใหม่ให้กับผู้มีสิทธิบัตรทองที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น


-ศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม.

-คลินิกชุมชนอบอุ่น หรือหน่วยปฐมภูมิใกล้บ้าน


“เราจะไม่ปล่อยให้ประชาชนออกจากระบบแล้วไม่มีที่รองรับ เรื่องนี้อยู่ในเงื่อนไขสัญญาอยู่แล้ว ทุกคนต้องมีหน่วยบริการประจำแน่นอน” นพ.จเด็จ ย้ำ


กรณีที่โรงพยาบาลประกาศให้ผู้ป่วยไปรับประวัติการรักษา เพื่อนำไปใช้ต่อในที่อื่น นพ.จเด็จ ระบุว่า ในความเป็นจริงไม่จำเป็น เพราะ ปัจจุบันข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยอยู่ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ และในกรุงเทพฯ มีการเชื่อมโยงข้อมูลกันแล้ว ประชาชนจะไปรับเอกสารก็ได้ หรือไม่รับก็ได้ เพราะข้อมูลมีอยู่ในระบบอยู่แล้ว”


สำหรับผู้ป่วยนอก (OPD) หรือผู้ที่มีนัดหมายกับโรงพยาบาลเดิม หากโรงพยาบาลนั้นไม่รับเป็นหน่วยประจำแล้ว ผู้ป่วยจะถูกจัดเข้าสู่หน่วยบริการปฐมภูมิใหม่ และใช้ระบบส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเดิมหรือแห่งอื่น


นพ.จเด็จ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงจะเริ่มมีผลในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ โดยขณะนี้อยู่ในช่วงเตรียมความพร้อม ซึ่ง สปสช.เขต โดยเฉพาะเขต 13 กรุงเทพมหานคร ได้วางแผนรองรับไว้แล้ว


“ช่วงนี้ยังมีเวลาในการจัดระบบ และจะมีหน่วยบริการใหม่เข้ามาเติมในบางพื้นที่ด้วย”



◤ ปมระบบจ่ายแบบ “Point System” ยังต้องหารือ


เมื่อถามถึงสาเหตุที่โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งปรับบทบาท ว่าเกี่ยวข้องกับระบบการจ่ายเงินแบบ Point System หรือไม่ นพ.จเด็จ ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล และหารือกับหน่วยบริการ


“ถ้ามีประเด็นเรื่องความไม่แน่นอนของงบประมาณ สปสช.ต้องกลับมาดูว่าจะสร้างความมั่นใจให้หน่วยบริการอย่างไร เพื่อให้ระบบเดินต่อได้”


ในส่วนของความเคลื่อนไหวจากเครือข่ายโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ (UHosNet) ที่เคยแสดงท่าทีอาจดำเนินคดีเกี่ยวกับระบบจ่ายเงินรูปแบบดังกล่าวนั้น นพ.จเด็จ ระบุว่า ขณะนี้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแล้ว และ สปสช.เตรียมนัดหารืออีกครั้งเพื่อหาทางออกร่วมกัน



ย้ำ หน่วยบริการมีเข้า-มีออกทุกปี อย่าตื่นตระหนก


นพ.จเด็จ กล่าวทิ้งท้ายว่า การที่โรงพยาบาลเข้า-ออก หรือปรับบทบาทในระบบบัตรทอง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติในทุกปี


“อยากให้ประชาชนอย่ากังวล โรงพยาบาลไม่ได้ออกจากระบบทั้งหมด เพียงแต่เลือกให้บริการในส่วนที่เหมาะสมกับต้นทุนหรือรูปแบบธุรกิจของเขา ซึ่ง สปสช.มีหน้าที่จัดระบบให้ประชาชนยังเข้าถึงบริการได้เหมือนเดิม”


////


สปสช.โต้กระแส “ระบบบัตรทองล่ม” ชี้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ย้ำต้องแยกข้อเท็จจริงกับความเห็นในโซเชียล ชี้ พื้นที่ กทม.เปลี่ยนระบบจ่าย OPD เป็นเหมาจ่ายล่วงหน้าแล้ว 


วันนี้ (6 พ.ค. 69) กระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะจากแพทย์อินฟลูเอนเซอร์หลายราย ที่ออกมาแสดงความกังวลว่า รพ.ถอนตัวจากบัตรทอง เป็นสัญญาณเตือนระบบจะล่ม รวมถึงเรื่องการจ่ายเงินล่าช้าหรือไม่ครบถ้วนให้หน่วยบริการ 


 นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้สัมภาษณ์หลังประชุมบอร์ด สปสช. ว่าพร้อมรับฟังทุกความเห็น แต่ขอให้พิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เนื่องจากข้อมูลบางส่วนในโซเชียลอาจไม่ตรงกับสถานการณ์จริง


นพ.จเด็จ ระบุว่า ความเห็นจากแพทย์หรือผู้มีชื่อเสียงในโซเชียลมีเดีย ถือเป็นสิทธิในการแสดงความคิดเห็น และเป็นข้อมูลที่ สปสช.ต้องรับฟังเพื่อนำไปปรับปรุงระบบ


อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าการนำความเห็นบางส่วนมาตีความภาพรวม อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน


“บางข้อมูลที่สื่อสารออกมา อาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทั้งหมด เราต้องแยกให้ชัดระหว่างความเห็นกับข้อเท็จจริงของระบบ”



◤ แจงระบบจ่ายเงินใหม่ “จ่ายล่วงหน้าแล้ว” ไม่ได้ค้างจ่าย


ในประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า สปสช.ให้หน่วยบริการสำรองจ่ายไปก่อน แล้วจ่ายเงินคืนล่าช้า นพ.จเด็จ ชี้แจงว่า สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้มีการ “ปรับระบบการจ่ายเงิน” ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567


โดยเปลี่ยนจากระบบ “fee schedule” หรือจ่ายตามบริการ (ทำเท่าไร จ่ายเท่านั้น) มาเป็นระบบ “เหมาจ่ายรายหัวล่วงหน้า” สำหรับบริการผู้ป่วยนอก (OPD)


“ปัจจุบันเราจ่ายเงินล่วงหน้าให้หน่วยบริการประจำก่อน ไม่ใช่ให้เขาออกเงินไปก่อนแล้วค่อยมาจ่ายคืนแบบในอดีต”



◤ เปลี่ยนระบบจ่ายเงิน กระทบ “พฤติกรรมหน่วยบริการ”


เลขาธิการ สปสช. อธิบายว่า เมื่อกลไกการจ่ายเงินเปลี่ยนไป ย่อมส่งผลต่อพฤติกรรมของหน่วยบริการ เช่น


-ในระบบเดิม (fee schedule) ให้บริการมาก → ได้รับเงินมาก

-ในระบบใหม่ (เหมาจ่ายล่วงหน้า) ได้รับงบประมาณล่วงหน้า → ต้องบริหารจัดการภายในกรอบงบ


ขณะเดียวกัน หากมีผู้ป่วยไปใช้บริการนอกเครือข่าย หน่วยบริการประจำอาจต้องมีภาระในการ “ตามจ่าย” หรือบริหารงบในส่วนนี้ ซึ่งเป็นความแตกต่างจากระบบเดิม


“เมื่อกลไกเปลี่ยน พฤติกรรมก็อาจเปลี่ยนตาม เป็นเรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจร่วมกัน”



◤ ภาพรวมปี 68–69 “ยังนิ่ง” แต่มีปัญหาค้างจากปีแรกของการเปลี่ยนระบบ


นพ.จเด็จ ระบุว่า แม้จะมีเสียงสะท้อนจากบางหน่วยบริการ แต่ภาพรวมของสถานการณ์ในช่วงปีงบประมาณ 2568 ต่อเนื่องถึง 2569 ถือว่ายังมีเสถียรภาพ


อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า อาจยังมี “ปัญหาตกค้าง” จากช่วงเปลี่ยนผ่านระบบในปี 2567 โดยเฉพาะหลังการปรับระบบเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ซึ่ง สปสช.กำลังเข้าไปดูแลและทำความเข้าใจกับหน่วยบริการอย่างต่อเนื่อง


“ปัญหาที่มีอยู่ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องตกค้างจากช่วงเริ่มเปลี่ยนระบบในปี 67 ซึ่งเราต้องเข้าไปช่วยแก้และปรับความเข้าใจ”


เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงระบบจ่ายเงินเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยืนยันว่าจะเดินหน้าไปพร้อมกับการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย


#เก็บตกจากวชิรวิทย์  #ThaiPBS #นักข่าวสาธารณสุข 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ต่อคิวรอเข้า ”บ้านบางแค“ ทะลุ 6,000 คน สะท้อนแรงกดดันสังคมสูงวัย

“ไม่ได้บังคับ แต่อยากให้ลองจัดดูก่อน” สภาการพยาบาล แจงปม ปรับเกณฑ์เวลาทำงานไม่เกิน 12 ชม.

“โรงพยาบาลท่าตูม” แนวรับด่านใหม่ – รองรับผู้ป่วยชายแดนกว่า 170 ราย หลัง รพ.แนวปะทะต้องปิดบริการ