รองนายก อบจ.สระบุรี เปิดรับ “อาสาพยาบาล” แต่ต้องแบ่งบทบาทชัด
ชี้ปัญหากลุ่มเปราะบาง “ต่างคนต่างทำ” ทำความช่วยเหลือซ้ำซ้อน ดันฐานข้อมูลกลางทั้งจังหวัด เชื่อมรัฐ-ท้องถิ่น-เอกชน ดูแลครบวงจร
เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 69 นายธนกฤต อัตถะสัมปุณณะ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรี รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สระบุรี กล่าวถึงกรณีแนวคิด “อาสาพยาบาล” ที่อาจเข้ามาเสริมการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน มองว่า เป็นเรื่องดี เพราะปัจจุบันพื้นที่มีทั้ง อสม. และ Care Giver อยู่แล้ว แต่จำเป็นต้องกำหนดบทบาทให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้การทำงานซ้ำซ้อน
“ทุกคนสำคัญหมด แต่ต้องมานั่งคุยกันว่าใครดูแลเรื่องไหน”
โดยเฉพาะจังหวัดสระบุรี พยายามแก้ปัญหาการทำงานที่แยกส่วนของหลายหน่วยงาน ซึ่งต่างมีงบประมาณและภารกิจช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมา ข้อมูลและการทำงานไม่เชื่อมโยงกัน ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน และบางกลุ่มตกหล่นจากระบบช่วยเหลือ
เดิม อบจ.สระบุรี ดำเนิน “กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัด” ร่วมกับ สปสช. เพื่อดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการโดยเฉพาะ ขณะที่หน่วยงานอื่น เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สภากาชาดไทย รวมถึงภาคเอกชน ต่างก็มีโครงการช่วยเหลือคนยากไร้หรือการปรับปรุงสภาพบ้านอยู่แล้ว
“หลายหน่วยงานต่างคนต่างทำ ข้อมูลไม่ตรงกัน พอถามแต่ละที่ ตัวเลขก็ไม่เหมือนกัน” รองนายก อบจ.กล่าว
ตั้ง “ข้อมูลกลางจังหวัด” ให้ทุกหน่วยใช้ชุดเดียวกัน
จากปัญหาดังกล่าว จึงมีการหารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลางด้านคุณภาพชีวิตของทั้งจังหวัด โดยมอบหมายให้ทีมสาธารณสุขจังหวัดเป็นผู้รวบรวมข้อมูล และให้ทุกหน่วยงานใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน
ไม่ว่าจะเป็น พม. อบจ. พัฒนาชุมชน หรือหน่วยงานด้านสังคมอื่น ๆ จะอ้างอิงข้อมูลจากฐานเดียวกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและกระจายความช่วยเหลือได้ตรงจุดมากขึ้น
“ให้ผู้ว่าฯ นั่งหัวโต๊ะแล้วแจกการบ้านว่า ใครดูแลส่วนไหน กลุ่มไหนอยู่ในความรับผิดชอบของใคร”
เขาอธิบายว่า หากเป็นกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการที่เข้าเกณฑ์กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพ ก็จะใช้งบของกองทุนดังกล่าวดูแล ส่วนกลุ่มผู้ยากไร้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ จะส่งต่อให้ พม. หรือหน่วยงานอื่นเข้ามาช่วยเติมเต็ม ขณะที่กาชาดและภาคเอกชนจะเข้ามาสนับสนุนในส่วนที่ยังขาดอยู่
ขยายดูแล “6 กลุ่มเปราะบาง” รวมถึงเด็กหลุดระบบ-ผู้พ้นโทษ
รองนายก อบจ.สระบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันจังหวัดได้ขยายการดูแลจากผู้สูงอายุและผู้พิการ ไปสู่ “กลุ่มเปราะบาง” รวม 6 กลุ่ม เช่น เด็กหลุดจากระบบการศึกษา และผู้พ้นโทษจากเรือนจำ
เขาระบุว่า กลุ่มผู้พ้นโทษถือเป็นอีกกลุ่มที่มีความเสี่ยงกลับเข้าสู่วงจรปัญหา หากไม่มีงานหรืออาชีพรองรับหลังออกจากเรือนจำ
ขณะนี้จังหวัดกำลังหารือกับโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงวิทยาลัยเทคนิคและวิทยาลัยอาชีวศึกษา เพื่อร่วมกันออกแบบหลักสูตรฝึกอาชีพให้ผู้ต้องขัง ก่อนพ้นโทษ โดยมีเงื่อนไขว่า ภาคอุตสาหกรรมต้องร่วมรับเข้าทำงานหลังผ่านการฝึก
“ถ้าเขาออกมาแล้วไม่มีงานทำ สุดท้ายก็อาจกลับเข้าสู่เรือนจำอีก”
ชี้ “ท้องถิ่น” ทำงานเร็วกว่า เพราะสายบังคับบัญชาสั้น
สำหรับบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รองนายก อบจ.สระบุรี มองว่า การดูแลกลุ่มเปราะบางจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มี อบต. และเทศบาลเข้ามาช่วย เพราะเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด
เขาระบุว่า ปัจจุบันจังหวัดสระบุรีมี รพ.สต. ทั้งหมด 126 แห่ง และมีการถ่ายโอนมาอยู่กับ อบจ. แล้วประมาณ 30 แห่ง โดย อบจ. ได้เพิ่มบุคลากร เช่น พยาบาล นักกายภาพบำบัด และแพทย์แผนไทย ลงไปเสริมในพื้นที่
แม้จะมี รพ.สต. อีก 38 แห่งต้องการถ่ายโอน แต่ อบจ.ยังชะลอไว้ก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าหน่วยที่รับมาแล้วสามารถยกระดับบริการได้จริง
“ผมพูดเสมอว่า ถ้ามาแล้วบริการประชาชนไม่ดีขึ้น ก็ไม่ต้องมา”
เขามองว่า จุดแข็งของท้องถิ่นคือ “สายบังคับบัญชาสั้น” ทำให้การตอบสนองความต้องการของพื้นที่รวดเร็วกว่าระบบส่วนกลาง และสามารถสนับสนุนอุปกรณ์หรือบุคลากรได้ตรงจุดมากกว่า
ดัน “กองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ” เสริมระบบ Long Term Care
นายจิรัญชัย อาทิตย์นพชัย นายอำเภอแก่งคอย กล่าวว่า ปัจจุบันระบบดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่มีทั้งเครือข่าย อสม. ระบบ Long Term Care (LTC) และกองทุนด้านสุขภาพจากหลายหน่วยงาน แต่ที่ผ่านมา การทำงานยังมีความกระจัดกระจาย และติดข้อจำกัดด้านขั้นตอนราชการ
จึงเกิดแนวคิดผลักดัน “กองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิต” ระดับท้องถิ่น เพื่อช่วยให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางทำได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะการจัดหาอุปกรณ์จำเป็น เช่น แพมเพิร์ส อุปกรณ์ผู้ป่วยติดเตียง หรือวัสดุซ่อมแซมบ้าน
เขาระบุว่า บาง อบต. ในพื้นที่เริ่มตั้งกองทุนดังกล่าวและสามารถขับเคลื่อนงานได้เป็นระบบแล้ว โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก สปสช. โดยตรง ทำให้ลดขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างแบบราชการที่มักใช้เวลานาน
“ที่ผ่านมา งบจาก สปสช. ลงไปที่ อบต. แต่พอจะซื้อของก็ต้องผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้ล่าช้า แต่ถ้ามีกลไกกองทุนหรือศูนย์ดูแลเฉพาะซึ่งเป็นนิติบุคคล จะช่วยให้ระบบเร็วขึ้น”
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น