“นายอำเภออุ้มผาง” แจงปมสถานะบุคคลชายแดน
ย้ำต้องเดินตามกฎหมายทุกขั้นตอน เร่งสะสางค้างเก่า-เดินหน้าพิสูจน์สิทธิ์อย่างเป็นระบบ
วานนี้ (30 เม.ย. 69) นายมาโนช โพธิ์เนียม นายอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ให้สัมภาษณ์ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ ถึงการดำเนินงานด้านทะเบียนราษฎรและการพิสูจน์สถานะบุคคลในพื้นที่ชายแดนว่า อำเภออุ้มผางมีลักษณะพิเศษ ทั้งด้านภูมิประเทศและโครงสร้างประชากร หลายหมู่บ้านตั้งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอเกือบ 100 กิโลเมตร บางแห่งอยู่ติดแนวชายแดนไทย-เมียนมา ทำให้การเข้าถึงบริการของรัฐเป็นไปด้วยความยากลำบาก
ที่ผ่านมา อำเภอจึงต้องจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ออกไปให้บริการถึงพื้นที่ โดยเฉพาะการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน การต่ออายุบัตร และงานทะเบียนราษฎรอื่น ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งในแต่ละปีจะมีการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีประชาชนที่บัตรหมดอายุครบกำหนด 8 ปี
“บางหมู่บ้าน คนเกิดมาไม่เคยเดินทางเข้าอำเภอเลย เพราะอยู่ห่างไกลมาก เราจึงต้องนำบริการของรัฐเข้าไปหาเขา ไม่ใช่รอให้เขาเดินทางมาหาเรา” นายมาโนชกล่าว
สำหรับประชาชนสัญชาติไทยในพื้นที่ ปัญหาส่วนใหญ่พบในเรื่องการแจ้งเกิดล่าช้า หรือไม่ได้แจ้งเกิดภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้ต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อรับรองสถานะภายหลัง ซึ่งอำเภอก็เร่งแก้ไขให้ครบถ้วน
อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนที่แท้จริงอยู่ในกลุ่มบุคคลตามแนวชายแดน ซึ่งมีความเชื่อมโยงทางชาติพันธุ์และวิถีชีวิตข้ามพรมแดนมายาวนาน โดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ทั้งสองฝั่งของชายแดนไทย-เมียนมา หลายครอบครัวมีเครือญาติอยู่คนละฝั่ง บางช่วงที่สถานการณ์สงบก็กลับไปทำกินฝั่งเมียนมา แต่เมื่อเกิดความไม่สงบก็อพยพกลับเข้ามาฝั่งไทย
นายมาโนชอธิบายว่า ในกรณีการขอสัญชาติไทยหรือขอรับรองสถานะบุคคล รัฐต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด ผู้ที่มีถิ่นพำนักอยู่ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องจริง และไม่มีภูมิลำเนาหรือการใช้ชีวิตหลักอยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ย่อมมีสิทธิได้รับการพิจารณาตามกฎหมาย
แต่หากบุคคลใดยังมีลักษณะการอยู่อาศัยแบบไป-กลับระหว่างสองประเทศ หรือยอมรับให้ปากคำว่า ยังกลับไปทำมาหากินอีกฝั่งหนึ่ง การพิจารณาให้สัญชาติไทยย่อมทำไม่ได้ เพราะขัดต่อหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย
“ถ้าเขาอยู่ประเทศไทยจริง อยู่ต่อเนื่องจริง เราต้องช่วยเต็มที่ แต่ถ้าเขายังใช้ชีวิตไป-กลับระหว่างสองฝั่ง เราไม่สามารถดำเนินการให้ได้ เพราะผิดกฎหมาย” นายอำเภออุ้มผางย้ำ
◤ เร่งจัดระเบียบกระบวนการตรวจ DNA ให้เป็นระบบ
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายโลหิต (DNA) เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาสถานะบุคคล นายมาโนชระบุว่า ที่ผ่านมา หลายกรณีมีการดำเนินการไม่ครบขั้นตอน โดยผู้ยื่นคำร้องไปตรวจ DNA ก่อน ทั้งที่ตามกระบวนการที่ถูกต้อง จะต้องเริ่มจากการยื่นคำร้องต่ออำเภอก่อน
จากนั้น เจ้าหน้าที่ต้องสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนว่า บุคคลที่เข้ารับการตรวจมีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตกับผู้ถือสถานะในประเทศไทยจริง ไม่ว่าจะเป็นบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย หรือพี่น้องร่วมสายเลือด
เมื่อมีข้อเท็จจริงเพียงพอแล้ว จึงจะออกหนังสือเพื่อส่งตรวจ DNA และนำผลมาตรวจสอบประกอบการพิจารณา
“DNA เป็นเพียงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังไม่เพียงพอ ต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริง หรือ สอบปากคำร่วมด้วย เพื่อยืนยันว่าบุคคลที่ตรวจนั้นเป็นญาติกันจริงตามที่กล่าวอ้าง” นายมาโนชกล่าว
เขาระบุว่า หากข้ามขั้นตอนดังกล่าว อำเภอจำเป็นต้องนำสำนวนกลับมาสอบสวนใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เป็นไปตามหลักกฎหมายและป้องกันความผิดพลาดในการให้สิทธิ
◤ ค้างเก่าหลายปี เร่งสะสางทีละครัวเรือน
ปัจจุบัน อำเภออุ้มผางได้หารือร่วมกับกำนันและผู้ใหญ่บ้านทั่วพื้นที่ เพื่อเร่งรัดการดำเนินการในกลุ่มคดีค้างเก่า โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการตรวจ DNA ซึ่งมีอยู่ประมาณ 60 ครัวเรือน ครอบคลุมประชาชนราว 150 คน
แนวทางดำเนินงานจะใช้ระบบนัดหมายเป็นรายครัวเรือน เริ่มต้นสัปดาห์ละ 1 ครัวเรือน เพื่อให้การสอบสวนและตรวจสอบข้อมูลเป็นไปอย่างรอบคอบ หากครัวเรือนใดมีสมาชิกจำนวนน้อย ก็อาจดำเนินการได้มากกว่า 1 ครัวเรือนต่อสัปดาห์
“เราจะทำอย่างเป็นระบบ ทีละครัวเรือน เพื่อให้ครบถ้วน ถูกต้อง และไม่เกิดข้อผิดพลาด เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิและความมั่นคงของประเทศ” นายมาโนชกล่าว
◤ ผู้ใหญ่บ้าน-ชุมชน คือกลไกสำคัญในการยืนยันตัวบุคคล
นายอำเภออุ้มผางย้ำว่า ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และชุมชนในพื้นที่ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการยืนยันข้อเท็จจริง เนื่องจากเป็นผู้รู้จักคนในพื้นที่ดีที่สุด
โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ขอรับสิทธินำบุคคลมาอ้างเป็นบิดา มารดา หรือญาติสายตรง เจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ได้เป็นคนในพื้นที่อาจไม่สามารถทราบข้อเท็จจริงได้ทั้งหมด จำเป็นต้องอาศัยคำรับรองจากผู้นำชุมชน รวมถึงการรับรองจากประชาคมหมู่บ้าน
หากมีการให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ย่อมมีความผิดตามกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการสวมสิทธิ
“เราไม่สามารถให้สัญชาติหรือรับรองสถานะโดยอาศัยเพียงคำกล่าวอ้าง ต้องมีทั้งพยานบุคคล พยานแวดล้อม และการรับรองจากชุมชน” นายมาโนชกล่าว
◤ ชายแดนไทย-เมียนมา ความซับซ้อนที่ต้องเข้าใจ
นายมาโนชกล่าวว่า แนวชายแดนไทย-เมียนมา ตั้งแต่แม่ฮ่องสอน ตาก ไปจนถึงระนอง มีลักษณะพิเศษ เนื่องจากประชาชนสองฝั่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน โดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยง ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติและวัฒนธรรมร่วมกันมาอย่างยาวนาน ก่อนการกำหนดเส้นเขตแดนรัฐสมัยใหม่
การเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนจึงเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตมาแต่เดิม ทำให้การพิจารณาสถานะบุคคลในพื้นที่ชายแดนต้องอาศัยทั้งความเข้าใจบริบททางสังคมและการยึดหลักกฎหมายควบคู่กัน
◤ ชี้ปัญหา รพ.อุ้มผาง สะท้อนภาระมนุษยธรรมชายแดน
ในประเด็นภาระของโรงพยาบาลอุ้มผาง นายมาโนชกล่าวว่า โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระการรักษาพยาบาลประชากรจำนวนมาก ทั้งคนไทย ผู้มีสิทธิอาศัยในประเทศไทย และผู้ป่วยจากฝั่งเมียนมา
เนื่องจากพื้นที่ฝั่งตรงข้ามยังขาดแคลนระบบบริการสุขภาพ ประชาชนจำนวนมากจึงเดินทางเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลอุ้มผาง ทั้งในกรณีเจ็บป่วยทั่วไป โรคเรื้อรัง การฝากครรภ์ รวมถึงโรคติดต่อ
การดูแลสุขภาพประชากรข้ามแดนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องมนุษยธรรม แต่ยังเป็นมาตรการป้องกันโรคระบาดที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนฝั่งไทย
“ถ้าฝั่งโน้นมีโรคระบาดแล้วเราไม่ดูแล สุดท้ายโรคก็ข้ามมาฝั่งเราอยู่ดี การดูแลสุขภาพคนชายแดนจึงเป็นการปกป้องสุขภาพของคนไทยด้วย” นายมาโนชกล่าว
◤ ย้ำมหาดไทยดำเนินการอยู่แล้ว แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย
สำหรับข้อเสนอจากนักวิชาการบางส่วนที่เห็นว่ากระทรวงมหาดไทยควรเร่งรัดการรับรองสถานะบุคคลเพื่อช่วยลดภาระโรงพยาบาลชายแดนนั้น
นายมาโนชกล่าวย้ำว่า อำเภออุ้มผางพร้อมดำเนินการให้กับทุกคนที่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย และพร้อมเร่งรัดการพิจารณาในทุกกรณีที่มีหลักฐานครบถ้วน แต่ทุกขั้นตอนต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้
“ถ้าใครมีสิทธิ์ตามกฎหมาย เราต้องทำให้ และไม่ทำไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีสิทธิ์ เราก็ไม่สามารถดำเนินการให้ได้ เพราะหากทำผิดขั้นตอน หรือให้สิทธิกับผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติ ผู้อนุมัติก็ต้องรับผิด และอาจมีโทษถึงขั้นติดคุก” นายมาโนชกล่าว
เขาย้ำว่า เป้าหมายของอำเภอคือการทำให้ทุกคนที่มีสิทธิ์ได้รับสิทธิอย่างครบถ้วน ขณะเดียวกันก็ต้องรักษามาตรฐานทางกฎหมาย เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ การทุจริต และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการพิสูจน์สถานะบุคคลในพื้นที่ชายแดน.
#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น