เปิดโมเดล “PCU รพ.สังกัด กทม.” แก้ปัญหาใบส่งตัว
ผอ.รพ.ราชพิพัฒน์ ชี้ ถ้าคลินิกเอกชนถอนตัว กทม.ต้องมีระบบรองรับเอง หากโครงการขยายโรงพยาบาลของสำนักการแพทย์ กทม. แล้วเสร็จในช่วง 1-4 ปีข้างหน้า จะมีเตียงเพิ่มอีกประมาณ 2,000-3,000 เตียง ใช้สัดส่วนรองรับบัตรทองราว 60% ก็อาจทำให้กรุงเทพมหานครสามารถรองรับประชากรบัตรทองได้ถึงประมาณ 2 ใน 3 ของทั้งระบบ
เมื่อเร็วๆนี้ นพ.ภูริทัต แสงทองพานิชกุล ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ เปิดเผยกับ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ ถึงแนวคิดการพัฒนา “PCU ของโรงพยาบาล” หรือคลินิกเวชกรรมปฐมภูมิในเครือโรงพยาบาล ว่าไม่ใช่เพียงการเพิ่มจุดบริการสุขภาพใกล้บ้าน แต่เป็นการออกแบบโครงสร้างใหม่เพื่อแก้ปัญหา “ใบส่งตัว” ที่ซ้ำซ้อนในระบบบัตรทอง และเตรียมรับความเสี่ยงหากวันหนึ่งคลินิกเอกชนหรือคลินิกอบอุ่นทยอยถอนตัวจากระบบ
ปัจจุบัน โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ เปิดดำเนินการ PCU แล้ว 1 แห่ง ที่ ปตท.หนองแขม ชื่อว่า “คลินิกโอบอ้อม” ขณะที่ โรงพยาบาลกลาง อยู่ระหว่างเตรียมเปิดโมเดลลักษณะเดียวกันในพื้นที่เยาวราช หลังโครงสร้างก่อสร้างแล้วเสร็จ
◤ แก้ปัญหา “ใบส่งตัว” ด้วยเครือข่ายเดียวกัน
นพ.ภูริทัต อธิบายว่า ปัจจุบันระบบบริการระหว่างคลินิกเอกชน ศูนย์บริการสาธารณสุข และโรงพยาบาล มีระบบส่งต่ออิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว แต่ประชาชนยังต้องเดินทางกลับไป “ขอใบส่งตัว” หรือทำการลงทะเบียนซ้ำ
แม้ระบบอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น แต่ยังไม่ตอบโจทย์การลดขั้นตอนของประชาชนทั้งหมด
เขาระบุว่า ภาครัฐพยายามพัฒนาระบบ Health Link และศูนย์ข้อมูลกลาง เพื่อเชื่อมข้อมูลผู้ป่วย ลดภาระการเขียนประวัติซ้ำ และลดขั้นตอนการขอใบส่งตัว แต่ปมสำคัญจริง ๆ อยู่ที่ “โครงสร้างการเงิน” ของระบบบัตรทอง
นพ.ภูริทัต อธิบายว่า สาเหตุที่หลายโรงพยาบาลยังต้องการใบส่งตัว เพราะเกี่ยวข้องกับอัตราการจ่ายเงินของระบบหลักประกันสุขภาพ
หากไม่มีใบส่งตัว โรงพยาบาลอาจได้รับงบเหมาจ่ายในอัตราต่ำ แม้ต้องให้บริการรักษาที่มีต้นทุนสูง
“สมมุติคนไข้ต้องตรวจเพิ่มหลายอย่าง ค่าใช้จ่ายเป็นพันบาท แต่ระบบจ่ายมาแค่ประมาณ 200 บาท ถ้าไม่มีใบส่งตัว มันจะกลายเป็นบริการที่ไม่คุ้มทุน”
ในทางกลับกัน คลินิกเอกชนเองก็มีต้นทุน หากส่งต่อผู้ป่วยจำนวนมาก ก็อาจกระทบต่อความอยู่รอดของหน่วยบริการ
“ถ้าคลินิกส่งตัวเยอะ ต้นทุนก็สูงขึ้น เขาก็อาจอยู่ไม่ได้”
นพ.ภูริทัต ระบุว่า จุดแข็งของ PCU ในเครือโรงพยาบาล คือสามารถเชื่อมระบบกันเองได้ทั้งหมด ตั้งแต่ปฐมภูมิถึงโรงพยาบาล
ประชาชนจึงไม่จำเป็นต้องกลับไปขอใบส่งตัวซ้ำ เพราะโรงพยาบาลสามารถรับประกันการส่งต่อภายในเครือข่ายของตัวเอง
“ถ้าเป็นคลินิกของโรงพยาบาลเอง เราส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มารับประกันต่อกันได้เลย ลงทะเบียนออนไลน์ก็ได้ ไม่ต้องกลับไปขอเอกสารซ้ำ”
เขายอมรับว่า โมเดลนี้ทำให้โรงพยาบาลต้อง “รับภาระขาดทุนเอง” มากขึ้น แต่ช่วยลดความยุ่งยากของประชาชนได้มาก
◤ ปัจจุบันรับบัตรทองเพิ่มแล้วกว่า 27,000 คน
นพ.ภูริทัต เปิดเผยว่า ล่าสุดมีประชาชนในระบบบัตรทองทยอยย้ายเข้ามาอยู่ในเครือข่ายของโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ แล้วประมาณ 27,000 คน
แบ่งเป็นกลุ่มที่ส่งต่อผ่าน โรงพยาบาลพระมงคลเทพมุนี ไปยัง โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ ราว 18,000 คน และกลุ่มที่ย้ายสิทธิ์เข้า “คลินิกโอบอ้อม” อีกประมาณ 9,000 คน
โดยตั้งเป้ารับประชาชนในโมเดลนี้เต็มที่ประมาณ 50,000 คนภายในปีนี้
◤ เผย “ย้ายสิทธิ์ง่าย แต่เตรียมเตียงไม่ง่าย”
แม้การย้ายสิทธิ์บัตรทองจะทำได้ไม่ยาก แต่นพ.ภูริทัต ระบุว่า สิ่งที่ท้าทายคือการเตรียมระบบรองรับ โดยเฉพาะเตียงผู้ป่วยใน ห้อง ICU และห้องผ่าตัด
ปัจจุบันโรงพยาบาลมีผู้ป่วยนอกเฉลี่ยวันละ 3,500-4,000 คน และมีเตียงผู้ป่วยใน 540 เตียง กำลังขยายเพิ่มเป็น 600 เตียง
“ขั้นตอนย้ายสิทธิ์ไม่ยาก แต่ขั้นตอนเตรียมรองรับเวลาคนไข้ป่วยจริง มันต้องมี ICU มีห้องผ่าตัด มีเตียงพอ ไม่งั้นเดี๋ยวระบบจะล้น”
นพ.ภูริทัต เปิดเผยแนวคิดเชิงโครงสร้างว่า โดยหลักการแล้ว โรงพยาบาลหนึ่งแห่งควรใช้ประมาณ 50-60% ของศักยภาพเตียงเพื่อรองรับผู้ป่วยบัตรทอง
โดยใช้หลักคำนวณว่า “1 เตียง ควรครอบคลุมประชากรราว 1,000 คน” เมื่อ โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ มีเตียงประมาณ 540 เตียง จึงควรดูแลประชากรบัตรทองราว 300,000 คน
ปัจจุบันโรงพยาบาลดูแลอยู่ประมาณ 190,000 คน และหากรับเพิ่มอีก 50,000 คน จะอยู่ที่ประมาณ 240,000 คน
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงหลักวิชาการและหลักการเงิน แต่ความจริงยังขึ้นอยู่กับภาระงานจริงของโรงพยาบาล
“1,000 คนต่อ 1 เตียง ไม่ได้แปลว่าป่วยพร้อมกันคนเดียว ถ้าป่วยเกิน เตียงก็ล้นได้”
◤ มองอนาคต กทม.อาจดูแลบัตรทองได้ถึง 2 ใน 3
นพ.ภูริทัต ระบุว่า หากโครงการขยายโรงพยาบาลของสำนักการแพทย์ กทม. แล้วเสร็จในช่วง 1-4 ปีข้างหน้า จะมีเตียงเพิ่มอีกประมาณ 2,000-3,000 เตียง
หากใช้สัดส่วนรองรับบัตรทองราว 60% ก็อาจทำให้กรุงเทพมหานครสามารถรองรับประชากรบัตรทองได้ถึงประมาณ 2 ใน 3 ของทั้งระบบ
“ถ้าโรงพยาบาลขยายครบ และรับในสัดส่วนประมาณ 60% ก็อาจรองรับได้ถึงประมาณ 2 ใน 3 ของประชากรบัตรทอง”
◤ ย้ำ “คลินิกอบอุ่นที่ดี” ยังจำเป็น แต่รัฐต้องอุดช่องว่างพื้นที่ไม่มีเอกชน
นพ.ภูริทัต ยืนยันว่า โมเดล PCU ของโรงพยาบาลไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแข่งขันหรือแทนที่คลินิกอบอุ่น แต่ต้องการปิด “ช่องว่าง” ของระบบบริการในพื้นที่ที่เอกชนไม่ลงทุน
โดยเฉพาะพื้นที่รอบนอกของกรุงเทพฯ เช่น เขตคลองสามวา หรือหนองจอก ที่ประชากรบางพื้นที่ยังไม่หนาแน่นมากพอสำหรับการลงทุนของเอกชน ทำให้ประชาชนต้องเดินทางไกลเพื่อเข้าถึงบริการสุขภาพ
“คลินิกอบอุ่นที่บริการดี เป็นเรื่องดี รัฐจะได้ไม่ต้องเพิ่มโหลดงาน แต่บางพื้นที่เอกชนไม่อยากไปเปิด เพราะประชากรไม่หนาแน่น ตรงนี้รัฐก็ต้องลงทุนเพื่อให้ประชาชนเดินทางไม่ไกล”
เขามองว่า โมเดลนี้ยังเป็น “การปิดความเสี่ยง” ให้ระบบสุขภาพของกรุงเทพฯ หากในอนาคตคลินิกเอกชนยกเลิกบริการในบางพื้นที่ โรงพยาบาลสังกัด กทม. จะสามารถใช้โมเดลเดียวกันเข้าไปเติมช่องว่างได้ทันที
◤ ชี้เหตุผลที่รัฐยังรับ 100% ไม่ได้ เพราะต้นทุนจริงสูงกว่าเงินที่จ่าย





ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น