นพ.ชลน่าน ชี้หลังน้ำลดต้องมีระบบรองรับผู้ป่วยเป็นแสน

 นพ.ชลน่าน ชี้หลังน้ำลดต้องมีระบบรองรับผู้ป่วยเป็นแสน – จวกจัดการศพสะเปะสะปะ แต่รัฐรีบประกาศเยียวยา



เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 68 ที่งานประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่าสถานการณ์หลังน้ำลดในอำเภอหาดใหญ่กำลังเข้าสู่ “ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ” ที่ระบบสาธารณสุขต้องรองรับผู้ป่วยจำนวนมหาศาล ซึ่งหลายคนแช่น้ำมา 4–5 วัน และถือว่าเป็น “ผู้ป่วยทั้งหมด” จึงจำเป็นต้องมีระบบการแพทย์ที่พร้อมรองรับล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ


นพ.ชลน่านชี้ว่า เมื่อประชาชนเริ่มทยอยออกจากพื้นที่น้ำท่วม ตัวเลขผู้ป่วยอาจเพิ่มเป็น “หลักแสน” ทั้งจากโรคติดเชื้อ โรคน้ำกัดเท้า การติดเชื้อระบบหายใจ รวมถึงโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นหลังน้ำลด ดังนั้น ระบบสาธารณสุขต้องจัดเตรียมความพร้อมก่อนล่วงหน้า ไม่ใช่รอให้น้ำลดแล้วค่อยเริ่มทำ


เขาระบุว่า ควรมีการเตรียมโรงพยาบาลสนาม เครื่องมือแพทย์ ทีมแพทย์–พยาบาล รวมถึงแผนการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลจังหวัดใกล้เคียง เพื่อกระจายภาระ ไม่ให้โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (ม.อ.) แบกรับภาระเพียงลำพัง


“คนเป็นแสนคือผู้ป่วยทั้งหมด ระบบต้องรองรับให้ได้ โรงพยาบาลสนาม เครือข่ายส่งต่อ และกำลังบุคลากรต้องถูกเตรียมพร้อมก่อนน้ำลด ไม่ใช่ปล่อยให้มีที่เดียวต้องรับไว้ทั้งหมด” นพ.ชลน่านกล่าว


◤ จัดการศพยังไม่ลงตัว แต่รัฐรีบประกาศเยียวยา 2 ล้าน


อดีตรัฐมนตรีฯ ชี้ว่า ระบบจัดการศพในพื้นที่ยังไม่เป็นระบบ ทั้งการเก็บศพ การพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล และการส่งคืนให้ญาติ ขณะที่หลายจุดยังเข้าไม่ถึง แต่รัฐบาลกลับรีบประกาศเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท ทั้งที่ศพยังไม่ถูกนำออกมาครบถ้วน


“ระบบจัดการศพยังไม่เรียบร้อย แต่รีบประกาศ 2 ล้าน ทั้งที่ยังมีคนที่ยังรอความช่วยเหลือและอาจเสียชีวิตเพิ่ม นี่คือการสื่อสารที่ผิดจังหวะ” เขาระบุ


นพ.ชลน่านเน้นว่า สิ่งที่ควรมาก่อนคือการป้องกันไม่ให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม การเร่งช่วยเหลือผู้ที่ยังติดอยู่ในบ้าน และการรับผู้ป่วยเข้าระบบรักษาให้เร็วที่สุด จากนั้นจึงค่อยเริ่มกระบวนการตรวจสอบอัตลักษณ์ศพและส่งมอบให้ญาติอย่างถูกต้อง


◤ ระบบสื่อสารล่ม – จุดอ่อนใหญ่ของการรับมือภัยพิบัติ


เขาย้ำว่าการสื่อสารในภาวะวิกฤตเป็น “หัวใจสำคัญที่สุด” แต่เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนว่า ระบบสื่อสารในช่วงน้ำท่วมไม่มีความต่อเนื่อง บางพื้นที่ขาดการติดต่อ บางหน่วยงานแจ้งเตือนขัดแย้งกันเอง รวมถึงปัญหาเครื่องปั่นไฟสำรองที่หมดน้ำมันแต่ไม่สามารถแจ้งส่วนกลางได้


จึงจำเป็นต้องมีแผนสื่อสารระดับชาติที่ชัดเจน ตั้งแต่ระบบสำรอง การประกาศเตือน ไปจนถึงบุคลากรที่รับผิดชอบช่องทางสื่อสารแต่ละระดับ


ระบบความพร้อมก่อนเกิดเหตุยังล้มเหลว – คนไม่ควรต้องเสียชีวิตง่าย ๆ


นพ.ชลน่านระบุว่า ภาพผู้เสียชีวิตในบ้านหลังหนึ่งถึง 5–6 ราย เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เพราะประเทศลงทุนด้านสาธารณสุขจำนวนมากเพื่อรักษาชีวิตประชาชน แต่กลับปล่อยให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุที่ควรป้องกันได้


เขาเสนอว่า ประเทศไทยต้องมี ยุทธศาสตร์ภัยพิบัติระดับชาติด้านสาธารณสุขที่เตรียมพร้อมรับเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุด โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง เช่น หาดใหญ่ ต้องวางระบบล่วงหน้า ตรวจสอบความพร้อม และจัดซักซ้อมเป็นประจำ


#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ต่อคิวรอเข้า ”บ้านบางแค“ ทะลุ 6,000 คน สะท้อนแรงกดดันสังคมสูงวัย

สธ.เดินหน้า 1 ตำบล 1 อาสาพยาบาล เริ่มปีงบฯ 69 ค่าตอบแทน 15,000 บาท/เดือน

“ไม่ได้บังคับ แต่อยากให้ลองจัดดูก่อน” สภาการพยาบาล แจงปม ปรับเกณฑ์เวลาทำงานไม่เกิน 12 ชม.