นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ถอดบทเรียนเลือกตั้ง 69 จากหมอชนบทสู่สนามการเมือง

พ่ายศึกแรกแต่ไม่ถอย! ถอดรหัสสนามสงขลา 69 เปิดบทเรียน 45 วันเปลี่ยนชีวิต เผชิญเกมข่าวปล่อย–ระบบอุปถัมภ์ฝังรากลึก ย้ำเดินหน้าการเมืองเชิงนโยบาย ดันปฏิรูป Primary Care ต่อ แม้ไม่ได้เก้าอี้ สส.



วันนี้ 11 ก.พ. 69  ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2569 ซึ่งในพื้นที่เขต 2 จังหวัดสงขลา เป็นหนึ่งในสนามแข่งขันที่ถูกจับตาว่า “สูสี” ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคประชาชน “นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ซึ่งตัดสินใจลงสนามการเมืองเป็นครั้งแรก ในนามผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน แม้จะยังไปไม่ถึงเป้าหมาย แต่เจ้าตัวยืนยันว่า นี่คือ “ประสบการณ์ที่เปลี่ยนชีวิต”


“นพ.สุภัทร” ให้สัมภาษณ์เปิดใจกับ #เก็บตกจากวชิรวิทย์  ระบุว่า ผลคะแนนที่ออกมา “เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ระดับหนึ่ง” โดยก่อนวันเลือกตั้ง ทีมงานรับรู้แล้วว่าการแข่งขันในเขต 2 จ.สงขลา จะเป็นการแข่งขันที่สูงและสูสี 


“เราคาดการณ์ตั้งแต่ต้นว่าเป็นการแข่งขันระหว่างประชาธิปัตย์กับประชาชน และช่วงโค้งสุดท้ายก็รับรู้ได้ว่าคะแนนสูสีกันมาก เพราะฉะนั้นเมื่อผลออกมาอีกฝ่ายได้ที่ 1 ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้”


เมื่อถามถึงกระแสข้อร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใสในการนับคะแนนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ นพ.สุภัทรยอมรับว่า ในเขต 2 ก็มีความคลาดเคลื่อนบ้าง เช่น การขานคะแนนผิดหรือรวมคะแนนคลาดเคลื่อนเล็กน้อย


“มีบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างกาผิด แต้มผิด ก็มีการทักท้วงหน้าหน่วยและดำเนินการแก้ไข แต่ไม่ได้เป็นประเด็นใหญ่เหมือนบางจังหวัด”


เขามองว่าแม้จะมีข้อผิดพลาดบ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นวิกฤตความน่าเชื่อถือในพื้นที่ของตน 



ไม่หวนกลับสู่ “คอมฟอร์ตโซน”


หากยังไม่ลาออกจากราชการ ”นพ.สุภัทร“ จะเหลืออายุราชการอีกประมาณ 4 ปี คำถามก็คือหลังจากลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน เพื่อเข้าสู่สนามการเมืองแล้ว แต่ผลเลือกตั้งไม่เป็นดังหวัง เคยเสียดายหรือรู้สึกตัดสินใจผิดหรือไม่ 


คำตอบของเขา ชัดเจนว่า “ตัดสินใจไม่ผิดเลย”


“ตอนออกจากคอมฟอร์ตโซน ผมรู้แล้วว่า 45 วันของการเลือกตั้งคือช่วงเวลาที่เข้มข้นที่สุด เป็นพื้นที่ที่โหดที่สุด แต่ผมโอเคมากกับประสบการณ์ที่ได้รับ มันเป็น 45 วันที่เปลี่ยนชีวิต”


เขาเล่าว่า การลงพื้นที่อย่างหนักตลอดช่วงหาเสียง ทำให้ได้เห็น “หาดใหญ่ในอีกมิติหนึ่ง” ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน แม้ภาพลักษณ์สาธารณะของเขาจะเป็นที่รู้จักในระดับประเทศจากบทบาทแพทย์ชนบท แต่ในความเป็นจริง ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยในเขตเมืองกลับ “ไม่เคยรู้จักตัวตนจริง ๆ” ของเขา


“หลายชุมชนผมไม่เคยเดินเข้าไปเลย เคยแค่ขับรถผ่าน ซอกซอยลึก ๆ ก็ไม่เคยเข้า รอบนี้จึงเหมือนเป็นการปรากฏตัวครั้งแรกต่อชาวหาดใหญ่”


เขาบอกว่า ทีมงานอาสาสมัครที่เข้ามาช่วยหาเสียงมีความเข้มแข็งและทุ่มเทอย่างมาก และนั่นคือพลังสำคัญที่ทำให้เขามองการเลือกตั้งครั้งนี้ในฐานะ “ทุนประสบการณ์” มากกว่าความพ่ายแพ้



ปมจัดซื้อ ATK–ข่าวปล่อย–เกมใต้ดิน 


เมื่อถามถึงกรณีปม ATK ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนในช่วงใกล้เลือกตั้ง และถูกมองว่าอาจส่งผลต่อคะแนนเสียงในพื้นที่ นพ.สุภัทรยอมรับตรงไปตรงมาว่า “น่าจะมีผล” และเป็นผล “ในทางไม่ดี”


แม้ในระดับประเทศ กระแสดังกล่าวอาจสร้างความเห็นใจต่อเขา แต่ในระดับพื้นที่กลับเกิดปรากฏการณ์อีกด้านหนึ่งควบคู่กัน


“มันมีทั้งส่วนที่ทำให้คนเห็นใจ แต่ก็มี ‘กระบวนการข่าวปล่อย’ ในชุมชนเยอะมาก ปล่อยว่าผมทุจริตบ้าง ปล่อยว่าผมถูกตัดสิทธิ์แล้วบ้าง”


เขาสะท้อนว่า การเมืองภาคสนามไม่ได้มีเพียงการแข่งขันเชิงนโยบายหรือความตรงไปตรงมา หากแต่มี “ทุกวิชา” ถูกนำมาใช้


“มันไม่ใช่เรื่องความตรงไปตรงมาอย่างเดียว มีทุกวิชาที่ใช้กันในพื้นที่ สกัดกันเต็มที่ กลเกมทางการเมืองก็มี ซึ่งผมเพิ่งมาเจอกับตัวครั้งแรก เพราะนี่คือการลงเลือกตั้งครั้งแรกในชีวิต”


ยอมรับว่า ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นมิติการเมืองท้องถิ่นที่ซับซ้อนกว่าที่เคยเข้าใจในฐานะ “ข้าราชการ“ มาก่อน



ปมวินัย ATK ยังไม่จบ รอมติ ก.พ.ชี้ขาด


ในส่วนความคืบหน้าทางวินัยเกี่ยวกับกรณี ATK ที่ยังค้างอยู่ในกระทรวงสาธารณสุข นพ.สุภัทรอธิบายว่า ขณะนี้เรื่องกลับไปอยู่ที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)


ก่อนหน้านี้ การประชุม อ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุข มีมติ 4 ต่อ 3 แต่ผู้แทน ก.พ.ได้สงวนความเห็น เพื่อนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ ก.พ. ชุดใหญ่ ตามมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน


เขายืนยันว่า การจัดซื้อเกิดขึ้น 5 ครั้งในช่วงเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม ตามภารกิจที่ต้องเดินทางไปปฏิบัติงานหลายรอบ

รอบแรก 14–16 กรกฎาคม

รอบสอง 21–23 กรกฎาคม

รอบสุดท้าย 4–10 สิงหาคม


ในแต่ละครั้งมีความจำเป็นเฉพาะหน้า และเมื่อบริษัทส่งใบแจ้งหนี้มาก็ออกมา 5 ใบตามจำนวนครั้งที่สั่งซื้อ


“ผมซื้อ 5 ครั้ง บริษัทก็ออกบิลมา 5 ใบ เราก็จ่ายตาม 5 ใบนั้น ไม่ได้เอาบิลมารวบ”


เขาชี้แจงว่า แม้การจัดทำเอกสารเบิกจ่ายจะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม แต่เป็นไปตามระเบียบที่เปิดให้ทำได้ภายในกรอบเครดิต 180 วัน และเป็นไปตามข้อกำหนดตามมาตรา 115


“เราไม่ได้เพิ่งไปจัดซื้อเดือนตุลาคม เราซื้อจริงตั้งแต่กรกฎาคม–สิงหาคม แล้วค่อยมาทำเอกสารตามบิลที่ออกมา”


เขาระบุว่า ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกระทรวงแล้ว และขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งมติของ ก.พ.จะเป็นที่สุด


“ผมคิดว่าน่าจะใกล้จบแล้ว ต้องรอ ก.พ.ประชุมและมีความเห็น”


กล่าวคือ แม้กระทรวงสาธารณสุขจะมีความเห็นอย่างไร แต่หาก ก.พ.มีมติแตกต่าง ก็ต้องยึดตามมติของ ก.พ. เป็นข้อยุติ





เส้นทางการเมืองยังไม่จบ


แม้ไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่ นพ.สุภัทร ยืนยันว่าจะไม่กลับไปสู่เส้นทางข้าราชการอีก และจะเดินหน้าทำงานการเมืองต่อกับพรรคประชาชน


“ชัดเจนว่าไม่กลับไปสู่วิถีเดิม จะอยู่บนเส้นทางการเมืองต่อ และทำงานกับพรรคประชาชน”


ในระดับพื้นที่ เขายืนยันว่าจะทำงานกับประชาชนในเขตต่อไป ขณะเดียวกันในระดับพรรค ก็อาจมีบทบาทในเชิงวิชาการ งานกรรมาธิการ หรือการสนับสนุนเชิงนโยบาย หากพรรคเห็นสมควร


“ตอนนี้ยังไม่ได้คุยรายละเอียด เพราะพรรคเองก็ยังยุ่งอยู่ แต่ผมพร้อมช่วยทั้งงานวิชาการ งานนโยบาย หรือแม้แต่การจัดการภายในพรรค”


หนึ่งในประเด็นที่ นพ.สุภัทร ตั้งใจจะถอดบทเรียนเป็นลายลักษณ์อักษร คือ “วิธีการทำการเมือง” ของพรรคประชาชน ที่เขามองว่าแตกต่างจากพรรคอื่นอย่างชัดเจน


“เราเป็นพรรคที่ใช้กระแส ใช้นโยบาย ใช้ตัวบุคคล เดินบนเส้นทางนี้อย่างชัดเจน แพ้ได้ แต่ต้องไม่ยิงกระสุน นี่คือจุดยืนของพรรคประชาชน แต่คำถามคือ แล้วเราจะสู้ยังไงในสนามแบบนั้น นี่คือชุดบทเรียนสำคัญที่ผมอยากเขียน” 


เขาอธิบายว่า พรรคประชาชนมีฐานข้อมูลการทำงานหาเสียงอย่างละเอียด ทั้งพื้นที่ที่ลงเดินพบประชาชน จุดที่ตั้งวงสนทนา เวทีดีเบต ลักษณะชุมชนที่เข้าไปสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ชั้นในเมือง ชานเมือง หรือชุมชนแออัด


“ถ้าเอาคะแนนที่ได้มาแมตช์กับปฏิบัติการ 45 วันของเรา เราน่าจะเห็นอะไรบางอย่าง ว่าการสื่อสารแบบไหน พื้นที่แบบไหน วิธีทำงานแบบไหนที่ได้ผลหรือยังไปไม่ถึง”


รวมถึงบทบาทของอาสาสมัคร ซึ่งเขามองว่าเป็น “พลังใหม่” ทางการเมือง ที่สะท้อนรูปแบบการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่



จากหมอชนบทสู่การเมืองเชิงข้อมูล


สำหรับ นพ.สุภัทร การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงสนามแข่งขัน แต่เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ของการเมืองท้องถิ่นและโครงสร้างอำนาจในพื้นที่เมืองใหญ่ภาคใต้


เขามองว่า ความท้าทายสำคัญของพรรคทางเลือก คือการแปลง “กระแส” ให้เป็น “ฐานคะแนนจริง” ในระดับชุมชน ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งฤดูกาลเลือกตั้ง


แม้ผลลัพธ์ครั้งแรกยังไม่ถึงเป้าหมาย แต่เขาย้ำว่า การตัดสินใจออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาล ไม่ใช่การสูญเสีย หากแต่เป็นการเปลี่ยนบทบาทจากผู้บริหารระบบสุขภาพ สู่การพยายามเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมือง


“มันคือประสบการณ์ที่คุ้มค่า และผมคิดว่านี่เพิ่งเริ่มต้น”


การเมืองสำหรับเขา จึงไม่ใช่เพียงตำแหน่ง สส. แต่คือกระบวนการเรียนรู้ สร้างเครือข่าย และวางรากฐานระยะยาว ในเกมที่อาจต้องใช้เวลามากกว่า 45 วันจึงจะเห็นผล



”ฐานเมือง–ชนชั้นกลาง“ โจทย์ใหญ่ชนบทอนุรักษ์นิยม


อย่างไรก็ตาม ”นพ.สุภัทร” ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ฐานเสียงหลักของพรรคในภาคใต้ยังคงเป็น “คนเมือง” และ “ชนชั้นกลาง”


“กลุ่มชาวบ้านดั้งเดิม กลุ่มคนย้ายถิ่นที่ย้ายทะเบียนบ้านมาแล้ว หรือกลุ่มอนุรักษ์นิยมเดิม กลุ่มนี้ยังไม่มา ยังไม่เปลี่ยนใจ”


นี่จึงเป็นภารกิจระยะยาวของพรรคในการจัดกระบวนการ สร้างกิจกรรม และสื่อสารให้เห็นภาพอนาคตที่แตกต่าง


สำหรับ นพ.สุภัทร การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่บทสรุป หากแต่เป็น “จุดเริ่มต้นของการจัดการพื้นที่ให้เข้มแข็งขึ้น”


จากหมอชนบทสู่ผู้สมัครหน้าใหม่ในสนามการเมือง เขาอาจยังไม่ชนะในรอบแรก แต่ในสายตาของเขา เกมนี้ยังอีกยาว และการเมืองที่ยึดนโยบาย ไม่ยิงกระสุน และการสร้างฐานระยะยาว คือเส้นทางที่เขาตั้งใจจะเดินต่อไป



ระบบอุปถัมภ์ที่ยาวนานกว่าวันเลือกตั้ง


เมื่อตั้งคำถามถึงลักษณะการเมืองภาคใต้ ที่หลายคนภายนอกตั้งข้อสังเกตว่า แม้เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างหรือวิกฤตต่าง ๆ เช่น น้ำท่วม แต่ฐานเสียงยังคงเทไปยังพรรคการเมืองเดิม นพ.สุภัทรตอบอย่างระมัดระวังว่า ต้อง “เคารพเสียงของประชาชน”


“เราต้องเคารพเสียงชาวบ้าน ณ วันนี้เขายังคิดเช่นนั้น แม้ว่าคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลางในเมืองจะคิดอีกแบบ”


เขามองว่า โครงสร้างความคิดแบบอนุรักษ์นิยมและอุปถัมภ์นิยมในพื้นที่ภาคใต้ยังคงฝังรากลึก และกระแสการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง “ยังไปไม่ถึง” ประชาชนจำนวนมาก


“ชุดความคิดเชิงอนุรักษ์นิยม อุปถัมภ์นิยม ยังสูงมากจริง ๆ หลายคนยังมองเรื่องเฉพาะหน้า”


ในมุมของเขา พรรคฝ่ายค้านหลักในพื้นที่ภาคใต้ยังอยู่ใน “ปีกอนุรักษ์นิยม” มากกว่าปีกก้าวหน้า และหากจะเรียกตัวเองว่าก้าวหน้าอย่างแท้จริง “ต้องไม่ซื้อเสียงแม้แต่นิดเดียว ต้องสู้ด้วยนโยบาย”


อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงชุดความคิดไม่มีทางลัด “มันไม่มีวิธีอื่น เราต้องสู้กับชุดความคิด และค่อย ๆ เปลี่ยนชุดความคิดนั้น”


นพ.สุภัทรอธิบายว่า สิ่งที่พรรคของเขาเผชิญ ไม่ใช่เพียงการแข่งขันซื้อเสียง 1,000–2,000 บาทในช่วงวันเลือกตั้ง แต่คือ “ระบบอุปถัมภ์ระยะยาว”


“สส.ไม่ได้ซื้อเสียงเฉพาะช่วงเลือกตั้ง ช่วงเลือกตั้งเป็นเพียงการ ‘ย้ำ’ ว่ายังอยู่นะ”


เขาเล่าถึงกลไกในพื้นที่ที่นักการเมืองดูแลชุมชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล พาลูกไปหาหมอ 2,000–3,000 บาท สนับสนุนงบจัดงานวันเด็ก งานประเพณี หรือกิจกรรมชุมชนหลักหมื่นบาท


“สารพัดกิจกรรมในชุมชน จ่ายหมด ในระบบอุปถัมภ์เขาจ่ายเงินทุกวัน ทั้งช่วยส่วนตัวและช่วยส่วนรวม”


เมื่อถามว่า ”แล้วเงินจำนวนมากเหล่านี้มาจากไหน“  นพ.สุภัทร ตอบในเชิงโครงสร้างโดยไม่พาดพิงบุคคลใด


“มันมีเงินจริง ๆ เงินสีเทา เงินจากผลประโยชน์โครงการ เงินจากระบบที่ผูกกับงานก่อสร้างหรือโครงสร้างพื้นฐาน” 


เขาอธิบายต่อว่า ในทางการเมือง ยังมีระบบ “มุ้ง” หรือผู้สนับสนุนทางการเงินระดับแกนนำพรรค ที่ช่วยดูแล สส.ในพื้นที่ เพื่อให้นำทรัพยากรไปอุปถัมภ์ต่อ


“เราไม่ได้สู้กับเงิน 1,000–2,000 บาทในวันเลือกตั้ง แต่เราสู้กับระบบอุปถัมภ์ที่อยู่มาหลายสิบปี”


สำหรับ ”นพ.สุภัทร“ นี่คือด่านสำคัญที่การเมืองเชิงนโยบายต้องฝ่าให้ได้





”วาระสุขภาพ“ ดัน “Primary Care” ปฏิรูปหลังยุค 30 บาทรักษาทุกโรค


แม้จะพ้นสถานะข้าราชการ แต่ นพ.สุภัทรยืนยันว่า ประเด็นระบบสุขภาพยังเป็นความสนใจหลักของเขา และบทบาทจากนี้จะเดินควบคู่กันสองด้าน


“บทบาทผมต่อไปคงมีสองส่วน คือการเมืองภาคสถาบันกับพรรคการเมือง และการเมืองภาคประชาชน”


ในด้านแรก คือการทำงานร่วมกับพรรคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นบทบาทเชิงนโยบาย วิชาการ หรือกรรมาธิการ หากมีโอกาส ส่วนอีกด้านคือการทำงานภาคประชาชน ซึ่งเขาทำมาตลอดชีวิต ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข และกิจกรรมทางสังคม


เขาเชื่อว่าสองบทบาทนี้สามารถประสานกันได้ เพื่อขับเคลื่อนประเด็นเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง แม้ไม่ได้เป็น สส. เขต


เมื่อถามถึงประเด็นสุขภาพที่อยากผลักดัน หากมีบทบาทในระดับกรรมาธิการหรือเชิงนโยบาย คำตอบของเขาชัดเจนเพียงคำเดียว


“Primary Care”


เขาอธิบายว่า ปัญหาโรงพยาบาลแออัด ภาระงานแพทย์ที่กระทบ work-life balance ผู้ป่วยที่ต้องรอคิวทั้งวัน หรือแม้แต่วาทกรรม “งบ สปสช.ไม่พอ” นั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่เพียงปัญหางบประมาณ


“งบเท่าไหร่ก็ไม่พอ กรมบัญชีกลางงบก็บานไปเรื่อย ๆ เป็นแสนล้าน แต่ทั้งหมดนี้แก้ได้ด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด คือ Primary Care”


ในมุมของเขา การเสริมสร้างระบบบริการปฐมภูมิให้เข้มแข็ง คือการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่หลังนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เพื่อกระจายภาระออกจากโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป


“ผมคิดว่าจะดันเรื่องนี้ผ่านหลายกระบวนท่า ไม่ว่าจะเป็นภาคพลเมือง หรือภาคการเมือง ถึงแม้พรรคเราเป็นฝ่ายค้าน ก็ยังมีพื้นที่ผลักดันได้ระดับหนึ่ง”



จากความพ่ายแพ้สู่ความหวังระยะยาว


เมื่อถามถึงสภาพจิตใจหลังความพ่ายแพ้ ท่ามกลางบรรยากาศประเทศที่ยังถกเถียงเรื่องการนับคะแนนและข้อร้องเรียนต่าง ๆ นพ.สุภัทรตอบว่า โดยส่วนตัวเขา “โอเคแล้ว”


“ผมเห็นสิ่งที่ผมจะทำต่อไป และเห็นถึงความหวังในอนาคต แม้ครั้งนี้จะแพ้”


ความหวังของเขาอยู่ที่ตัวเลข 22,000 กว่าคะแนน จากการลงสมัครครั้งแรกในชีวิต ภายใต้บริบทที่เขาเรียกว่า “ลมสีฟ้า”


“รอบนี้ลมที่พัดในภาคใต้ไม่ใช่ลมสีส้ม แต่เป็นลมสีฟ้า คือกระแสประชาธิปัตย์”


เขาชี้ว่า หากดูคะแนนบัญชีรายชื่อในหลายจังหวัดภาคใต้ พรรคประชาธิปัตย์สามารถครองคะแนนอย่างถล่มทลาย โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ขณะที่พรรคประชาชนได้คะแนนเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของประชาธิปัตย์ จากเดิมที่เคยเป็นพรรคอันดับหนึ่งในกระแสระดับประเทศ


“ลมปฏิบัติแรงมาก แต่เรายังเก็บได้ 20,000 กว่าคะแนน”


เขายังยกตัวอย่างพื้นที่อื่น เช่น นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี หรือภูเก็ต ที่พรรคยังรักษาฐานเสียงได้ แม้ไม่ได้อันดับหนึ่ง


“เราอาจได้ที่ 2 แต่เราสามารถตรึงพื้นที่และรวบรวมผู้คนได้พอสมควร”






“ความพ่ายแพ้ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเปลี่ยนแปลง”


ก่อนจบการสนทนา นพ.สุภัทรทิ้งท้ายว่า การที่พรรคประชาชนไม่ได้เป็นรัฐบาล หรือพ่ายแพ้ในหลายพื้นที่ ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการขับเคลื่อนสังคม


“มันสะท้อนว่าเรายังจัดการหลายอย่างไม่ดีพอ ยังทำงานไม่ตรงจุด และยังต้องเรียนรู้อีกมาก”


เขามองว่าสังคมไทยมีความซับซ้อนสูง และการเมืองแห่งความหวังต้องใช้เวลา โดยเฉพาะในภาคใต้ที่เขายอมรับว่ายังต้องทำงานหนักอีกมาก


“ลมแห่งการเปลี่ยนแปลงมันมาแน่ วันนี้อาจยังพัดมาไม่ถึง แต่ผมมั่นใจว่ามันมา”


เขายกตัวอย่างประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สะท้อนแนวโน้มความคิดของพื้นที่ ซึ่งยังมีฐานอนุรักษ์นิยมสูง และต้องอาศัยการทำงานระยะยาว


สำหรับอดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย การลงสนามการเมืองครั้งแรกอาจยังไม่ถึงฝัน แต่บทเรียนจาก 45 วันหาเสียง และคะแนนเสียงกว่า 22,000 เสียง คือจุดตั้งต้นของการเมืองอีกบทหนึ่ง — การเมืองที่ตั้งคำถามกับระบบอุปถัมภ์ และพยายามผลักดันการเปลี่ยนแปลงผ่านทั้งภาคสถาบันและภาคประชาชน


“การเปลี่ยนแปลงไม่ได้จบที่ผลเลือกตั้ง แต่มันเริ่มจากการเรียนรู้ว่าจะเดินต่ออย่างไร”


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บัตรทอง ใช้งบผิดทาง ปลายปิดกับรพ.ใหญ่ ปลายเปิดกับร้านยา

“โรงพยาบาลท่าตูม” แนวรับด่านใหม่ – รองรับผู้ป่วยชายแดนกว่า 170 ราย หลัง รพ.แนวปะทะต้องปิดบริการ

หวั่น ‘รพ.รัฐ’อาจถูก สปสช. เรียกเงินคืน 4,000 ล้าน เตรียมรับผลกระทบการรักษา