ชู “ระบบการตาย” เชื่อมโรงพยาบาล–ชุมชน ลดทุกข์ระยะท้ายชีวิต

“เอกภพ สิทธิวรรณธนะ” ชี้ดูแลผู้ป่วยท้ายชีวิต ไม่ใช่ภาระครอบครัวหรือหมอเท่านั้น มองนโยบาย “1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา” เป็นโอกาสเสริมระบบชุมชน เผย Death Fest 2026 เน้นประเด็นกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุโดดเดี่ยว 



วันนี้ (11 ก.พ. 69) เอกภพ สิทธิวรรณธนะ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Peaceful Death ให้สัมภาษณ์ The Active ถึงแนวคิด “ระบบการตาย” (Death System) ว่า เป็นความพยายามขยับการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายออกจากกรอบคิดเดิมที่มองว่าเป็นเพียงหน้าที่ของโรงพยาบาลหรือครอบครัว ไปสู่การออกแบบ “ระบบ” ที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อให้การจากไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ได้รับการเตรียมพร้อมอย่างมีคุณภาพ


เขาอธิบายว่า ในอดีตสังคมไทยมักเข้าใจว่าการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายเป็นความรับผิดชอบเฉพาะหน้า ฝั่งโรงพยาบาลก็ผลักดันบริการ Palliative Care เพื่อรองรับผู้ป่วย ขณะที่ครอบครัวต้องเตรียมตัวดูแลกันเอง แต่แนวทางดังกล่าวยังมีข้อจำกัด เพราะมองข้ามองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวาระสุดท้ายของชีวิต


“ในความเป็นจริง ผู้ป่วยระยะท้ายอยู่กับทีมแพทย์พยาบาลไม่เกิน 10% ของเวลาทั้งหมด ที่เหลือคืออยู่กับครอบครัวและชุมชน ถ้าเราฝากความหวังไว้กับโรงพยาบาลอย่างเดียว มันไม่พอ” เอกภพระบุ


ช่องว่างระหว่าง Long Term Care กับ Palliative Care


แม้ประเทศไทยเริ่มขยายระบบ Long Term Care ลงสู่ชุมชนมากขึ้น แต่เอกภพเห็นว่ายังมีช่องว่างสำคัญ โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกับการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ที่ยังผูกอยู่กับโรงพยาบาล อีกทั้งแหล่งงบประมาณและกลไกบริหารยังแยกส่วนกัน ทำให้การดูแลระยะยาวและระยะท้ายไม่ต่อเนื่อง


“Long Term Care อยู่ในมือท้องถิ่น ส่วน Palliative Care อยู่ในมือโรงพยาบาล พอไม่เชื่อมกัน ผู้ป่วยก็อาจตกหล่นช่วงสำคัญ” เขากล่าว พร้อมเสนอว่าจำเป็นต้อง “ซ่อม–สาน–ประสาน” ทั้งในระดับนโยบายและระดับพื้นที่ ให้ท้องถิ่นกับหน่วยบริการสุขภาพทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ


อย่างไรก็ตาม แนวคิด “ระบบการตาย” ไม่ได้หยุดอยู่แค่การประสานสองระบบสุขภาพ แต่ขยายไปถึงระบบการศึกษา วัฒนธรรม ความเชื่อ การสื่อสารสาธารณะ และการสร้างความรู้เรื่องวาระท้ายตั้งแต่ต้นทาง ทั้งในการผลิตบุคลากรสุขภาพ การบรรจุเนื้อหาในสุขศึกษา ตลอดจนการป้องกันการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือการฆ่าตัวตาย


“ความตายอยู่รอบตัวเรา ทุกคนมีบทบาทได้ ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน อินฟลูเอนเซอร์ ตำรวจ ทหาร หรือคนทำงานชุมชน เป้าหมายสูงสุดคือทำให้ความตายกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เพื่อที่เราจะดูแลคนที่เรารักหรือแม้แต่ตัวเองได้อย่างเหมาะสมเมื่อถึงเวลา” เอกภพระบุ


ลดค่าใช้จ่าย–ลดความทุกข์จากการยื้อชีวิตเกินจำเป็น


อีกประเด็นสำคัญที่เอกภพชี้ให้เห็น คือภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในช่วงท้ายชีวิต ซึ่งมักพุ่งสูง โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้าและจบลงด้วยการรักษาในห้องฉุกเฉินหรือหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU)


เขาระบุว่า หากขาดการวางแผน วาระท้ายมีแนวโน้มเข้าสู่กระบวนการ “ยื้อชีวิต” ที่ทั้งสร้างความทุกข์ให้ผู้ป่วยและครอบครัว และก่อภาระทางการเงินอย่างหนัก โดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชนที่อาจกระทบเงินออมทั้งชีวิต ขณะที่ในโรงพยาบาลรัฐ แม้ไม่กระทบครอบครัวโดยตรง แต่ก็เป็นการใช้ทรัพยากรสาธารณะจำนวนมากกับการรักษาที่อาจไม่ก่อประโยชน์สูงสุด


“ถ้าเราเตรียมตัวไว้ เราจะรู้ว่าช่วงท้ายอยากอยู่ที่ไหน อยากดูแลแบบใด ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีราคาแพง ระบบที่ดีจะช่วยทั้งครอบครัวและช่วยลดภาระงบประมาณสาธารณสุขไปพร้อมกัน” เขากล่าว


มอง “พยาบาลอาสา” เป็นโอกาสเสริมระบบชุมชน


เมื่อถูกถามถึงนโยบาย 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งชนะการเลือกตั้งอันดับ 1 กำลังอยู่ระหว่างการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลนั้น  หากเกิดขึ้นจริงจะเชื่อมกับแนวคิดระบบการตายได้อย่างไร เอกภพมองว่าเป็น “โอกาส” หากออกแบบให้สอดคล้อง


เขาเสนอ 3 เงื่อนไขสำคัญ ได้แก่


1. การอบรมความรู้ พยาบาลอาสาต้องเข้าใจการดูแลผู้ป่วยระยะยาวและระยะท้าย รวมถึงระบบ Long Term Care และการดูแลช่วงเปลี่ยนผ่าน (intermediate care)

2. การเชื่อมกับระบบปฐมภูมิ ไม่ทำงานเดี่ยว แต่ต้องทำงานร่วมกับ รพ.สต. หรือศูนย์บริการสาธารณสุข เพื่อเสริมความเข้มแข็งของระบบสุขภาพชุมชน

3. การสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก รวมถึงการชวนชุมชนวางแผนดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning) เพื่อป้องกัน “วาระท้ายที่ไม่มีคุณภาพ”


“ถ้าพยาบาลอาสา มาช่วยจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องการเตรียมตัววาระท้ายในชุมชน จะทำให้ระบบความตายในระดับพื้นที่แข็งแรงขึ้นมาก” เขากล่าว 


Death Fest 2026 ชูประเด็นกลุ่มเปราะบาง


สำหรับกิจกรรม Death Fest ปี 2569 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–15 มีนาคม โดยปีนี้จะเน้นประเด็นการตายของประชากรกลุ่มเปราะบาง เช่น คนพิการ กลุ่มความหลากหลายทางเพศ ผู้สูงอายุที่พึ่งพาตนเองไม่ได้ หรือคนโสดในเมือง ซึ่งอาจเผชิญความเสี่ยงในการดูแลช่วงท้ายชีวิตมากกว่ากลุ่มอื่น


เอกภพระบุว่า กลุ่มเหล่านี้มักไม่ได้รับการพูดถึงมากนัก ทั้งที่มีความกังวลและความเสี่ยงสูง การหยิบยกขึ้นมาพูดจึงเป็นการชวนสังคมกลับมามองว่า “สมาชิกทุกคน” ควรได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมในวาระสุดท้าย


เอกภพย้ำว่า “ระบบการตาย” ไม่ใช่เรื่องเศร้าหมอง แต่เป็นการจัดการความรู้และออกแบบสังคมให้พร้อมรับความจริงของชีวิต


“ถ้าเราต้อนรับความตายให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เราจะไม่ตื่นตระหนกเมื่อถึงเวลา และสามารถดูแลกันได้อย่างมีศักดิ์ศรี ทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว และสังคมโดยรวม” ผู้ก่อตั้ง Peaceful Death กล่าว

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บัตรทอง ใช้งบผิดทาง ปลายปิดกับรพ.ใหญ่ ปลายเปิดกับร้านยา

“โรงพยาบาลท่าตูม” แนวรับด่านใหม่ – รองรับผู้ป่วยชายแดนกว่า 170 ราย หลัง รพ.แนวปะทะต้องปิดบริการ

หวั่น ‘รพ.รัฐ’อาจถูก สปสช. เรียกเงินคืน 4,000 ล้าน เตรียมรับผลกระทบการรักษา