นายก อบจ.กาญจนบุรี เสนอรีเซตระบบ ชี้ กองทุนถูกแบ่งย่อยมากเกินไป

อดีตผอ.รพ.ด่านมะขามเตี้ย เตือน! อย่าฝากอนาคตไว้ที่ DRG ชี้ค่าแรงกลืนงบบัตรทอง เสนอรีเซตระบบ ชี้ กองทุนถูกแบ่งย่อยมากเกินไป เงินถูกกันไว้หลายระดับ ดัน “โรงพยาบาล อบจ.” แบ่งเบาภาระ รพ.จังหวัด




เมื่อเร็วๆ นี้ นายแพทย์ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี และอดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลด่านมะขามเตี้ย ให้สัมภาษณ์ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ ว่า ในอดีตโรงพยาบาลจำนวนมากยังไม่ใช้ศักยภาพกองทุนผู้ป่วยในอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นกองทุนปลายปิด ทำให้ค่า RW ต่อโรคอยู่ในระดับสูง


“สมัยก่อน RW หนึ่งได้เป็นหมื่น บางช่วงถึง 12,000 บาท แต่พอทุกโรงพยาบาลเห็นช่องเดียวกัน แอดมิตมากขึ้น ตัวหารก็เยอะขึ้น เงินต่อรายก็ลดลงเหลือไม่กี่พัน” เขากล่าว


เตือนอย่าคาดหวัง DRG เป็นรายได้หลัก ชี้ต้นทุน “ค่าแรง” พุ่ง


นายแพทย์ประวัติกล่าวว่า หากยังเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลในปัจจุบัน จะไม่คาดหวังรายได้จากกองทุนผู้ป่วยในมากนัก เนื่องจากต้นทุนหลักของโรงพยาบาลในวันนี้คือค่าแรงบุคลากร ซึ่งเป็นต้นทุนคงที่และเพิ่มขึ้นทุกปี


“เงินเดือนถูกหักจากกองทุนหลักประกันสุขภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เงินที่เหลือดูแลประชาชนลดลง”  พร้อมชี้ว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เงินในระบบหายไปจากภาระค่าแรงรวมกันนับแสนล้านบาท




เสนอแยกหรือปรับสัดส่วนงบบุคลากร ลดแรงกดดันระบบ


อดีตผอ.โรงพยาบาลด่านมะขามเตี้ย เสนอว่า หากไม่สามารถแยกงบค่าบุคลากรออกจากกองทุนหลักประกันสุขภาพได้ทั้งหมด อย่างน้อยควรปรับลดสัดส่วนการหักลง เพื่อให้โรงพยาบาลมีสภาพคล่องมากขึ้น และสามารถ “หายใจได้คล่องขึ้น”


มองงบฯบัตรทอง “โดยรวมพอ” ปัญหาอยู่ที่การจัดการ


นายแพทย์ประวัติย้ำว่า โดยภาพรวม ระบบบัตรทองมีงบประมาณเพียงพอ หากบริหารจัดการดี โดยเฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือโรงพยาบาลจังหวัด ซึ่งตามหลักไม่ควรขาดทุน หากไม่ปล่อยให้ต้นทุนบุคลากรสูงเกินจำเป็น


ส่วนกรณีโรงพยาบาลใหญ่หลายแห่งออกมาสะท้อนปัญหาขาดทุน เขาเห็นว่าต้องวิเคราะห์เป็นรายแห่ง แต่ปัญหาร่วมคือภาระค่าแรงและโครงสร้างการหักงบที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


◤ ดัน “โรงพยาบาล อบจ.” แบ่งเบาภาระ รพ.จังหวัด


ในบทบาทนายก อบจ.กาญจนบุรี นายแพทย์ประวัติเปิดเผยว่า กำลังศึกษาความเหมาะสมในการจัดตั้งโรงพยาบาลขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อทำหน้าที่รองรับผู้ป่วยเคสไม่ซับซ้อน และแบ่งเบาภาระโรงพยาบาลประจำจังหวัดที่มีความแออัดสูง


“โรงพยาบาลจังหวัดควรดูแลเคสยาก เคสซับซ้อน ส่วนเคสง่ายให้โรงพยาบาลท้องถิ่นรับไปดูแล” เขากล่าว


นายแพทย์ประวัติระบุว่า โรงพยาบาล อบจ. สามารถบริหารจัดการได้โดยไม่ต้องให้ประชาชนร่วมจ่าย โดยอาศัยกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กองทุนข้าราชการ ประกันสังคม และงบสนับสนุนจาก อบจ. เนื่องจากเป็นบริการสาธารณะ ไม่มุ่งหวังกำไร


วิจารณ์ สปสช. งานซับซ้อน–ไม่เป็นมิตรหน่วยบริการ


สำหรับบทบาทสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นายแพทย์ประวัติเห็นว่า ภารกิจและกติกาการเบิกจ่ายมีความซับซ้อนมากขึ้น จากความพยายามป้องกันการทุจริต จนกลายเป็นภาระต่อหน่วยบริการ


“กองทุนถูกแบ่งย่อยมากเกินไป เงินถูกกันไว้หลายระดับ สุดท้ายถึงพื้นที่จริงเหลือแค่ 400–500 บาท ถ้าโยนเงินรายหัวมาเต็มก้อน ทุกคนจะอยู่ได้” เขากล่าว


เสนอ “Back to Basic” รีเซตระบบงบสุขภาพ


นายแพทย์ประวัติเสนอให้รีเซตระบบงบประมาณสุขภาพ กลับไปสู่หลักการเหมาจ่ายรายหัว ลดการกันงบย่อย และปรับบทบาททุกฝ่ายร่วมกัน ทั้งหน่วยบริการ ผู้ถือเงิน สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


“ไม่ใช่โทษใครฝ่ายเดียว ทุกคนต้องปรับคนละนิด ระบบถึงจะไปได้ และประชาชนไม่ต้องอยู่กับภาพโรงพยาบาลรัฐแบบอนาถาอีกต่อไป” นายแพทย์ประวัติกล่าว


วิจารณ์แนวคิด “ตามมีตามเกิด” ชี้ถึงเวลายกระดับ รพ.รัฐ


สำหรับแนวคิดการพัฒนาโรงพยาบาลชุมชนตั้งแต่ช่วงที่ยังเป็น ผู้บริหารโรงพยาบาลชถมชน ในปลายปี 2559 นายแพทย์ประวัติ ย้ำว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วยต้องเท่ากัน” ไม่ว่าฐานะหรือสิทธิการรักษาใด พร้อมสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบหลักประกันสุขภาพที่ส่งผลต่อสถานะการเงินของโรงพยาบาลในปัจจุบัน


นายแพทย์ประวัติกล่าวว่า สิ่งที่พบในระบบสาธารณสุขไทยมาอย่างยาวนาน คือแนวคิด “มีเท่าไหร่ใช้เท่านั้น” หรือการจัดบริการแบบตามสภาพงบประมาณที่มี ทำให้โรงพยาบาลรัฐจำนวนมากมีสภาพแวดล้อมทรุดโทรม และผู้ป่วยต้องยอมรับบริการที่ไม่ได้คุณภาพ


“ผมมองว่าเราไปไกลกว่านั้นแล้ว ศักดิ์ศรีของคนมันต้องเท่ากัน ไม่ใช่ว่าคนจนต้องได้ของไม่ดี หรือสถานที่แย่ ๆ โรงพยาบาลรัฐควรยกระดับได้” นายแพทย์ประวัติกล่าว


ปรับสภาพแวดล้อม แม้ถูกตั้งคำถาม “ทำไมไม่เอาเงินไปซื้อเครื่องมือแพทย์”


อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลด่านมะขามเตี้ย ยอมรับว่า ในช่วงเริ่มต้นการปรับปรุงโรงพยาบาล มีเสียงตั้งคำถามจำนวนมาก โดยเฉพาะประเด็นงบประมาณ ว่าควรนำไปใช้กับการจ้างแพทย์หรือซื้อเครื่องมือแพทย์ มากกว่าการปรับปรุงอาคารสถานที่


อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าสภาพแวดล้อมมีผลต่อการรักษาอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งต่อผู้ป่วย ญาติ และบุคลากร ซึ่งเป็นมิติที่ระบบมักมองข้าม


นายแพทย์ประวัติระบุว่า ในช่วงที่เข้ารับตำแหน่ง โรงพยาบาลประสบปัญหาขาดทุนเงินบำรุงติดลบ แต่เลือกใช้แนวทางปรับโครงสร้างรายรับ–รายจ่าย ควบคู่กับการมองหาแหล่งทุนใหม่ และพัฒนาโมเดลบริการเพื่อดึงผู้ป่วยเข้าระบบมากขึ้น


#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS 


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บัตรทอง ใช้งบผิดทาง ปลายปิดกับรพ.ใหญ่ ปลายเปิดกับร้านยา

“โรงพยาบาลท่าตูม” แนวรับด่านใหม่ – รองรับผู้ป่วยชายแดนกว่า 170 ราย หลัง รพ.แนวปะทะต้องปิดบริการ

หวั่น ‘รพ.รัฐ’อาจถูก สปสช. เรียกเงินคืน 4,000 ล้าน เตรียมรับผลกระทบการรักษา