เปิดเบื้องลึก! บอร์ด สปสช. ถกเดือด “วัคซีน IPD เด็ก”

เสียงแตก ฉีดทั่วประเทศหรือจำกัดพื้นที่ กรรมการ สปสช. บางราย ชี้ข้อมูลป่วยจริงต่ำ หลักฐานคุ้มค่ายังไม่ชัด เสนอศึกษานำร่องก่อนขยายผล




วันที่ 2 ก.พ. 69 เวลา 17.20 น. ที่ประชุมบอร์ด สปสช. มีมติ รับทราบข้อเสนอจากคณะทำงานเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข และมติจากการประชุมของคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประชุมต่อเนื่องระหว่างวันที่ 21–23 มกราคม 2569 เกี่ยวกับแนวทางการพิจารณาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ


โดยที่ประชุม “เห็นชอบ” ให้ดำเนินการทดลอง “นำร่อง” ฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัส ชนิดคอนจูเกต (PCV) ในจังหวัดหรือเขตสุขภาพที่มีอัตราการป่วยของโรคติดเชื้อชนิดรุนแรง (Invasive Pneumococcal Disease: IPD) อยู่ในระดับสูง และมีความพร้อมด้านระบบบริการและการประเมินผล 


ทั้งนี้ใช้งบประมาณจัดซื้อวัคซีนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยยังไม่เป็นการบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ถ้วนหน้าในทันที พร้อมกันนี้ ที่ประชุม มอบหมายให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ประสานงานร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และกรมควบคุมโรค เพื่อออกแบบการวิจัยประเมินผลการดำเนินโครงการนำร่องฉีดวัคซีน PCV ให้เป็นไปตามมติคณะอนุกรรมการกำหนดประเภทและขอบเขตการให้บริการสาธารณสุข โดยกำหนดกรอบระยะเวลาศึกษาผลภายใน 1 ปี หลังเริ่มดำเนินการ และนำผลการประเมินเสนอต่อคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพื่อพิจารณาในขั้นตอนต่อไป




รมว.สธ. เบรกกระแสนำร่องฉีดวัคซีน IPD (PCV) ยืนยัน เด็กไทยได้ฉีดทั่วประเทศปีนี้


ขณะที่ต่อมา  เวลา 18.30 น. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ถึงมติการจัดสรรงบประมาณเพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส (PCV) ในเด็ก ว่า ที่ประชุมมีมติให้สามารถดำเนินการฉีดวัคซีนได้ โดยใช้งบประมาณที่ สปสช. จัดสรรไว้แล้วราว 200 กว่าล้านบาท


รัฐมนตรีสาธารณสุข กล่าวว่า ในที่ประชุมมีการแลกเปลี่ยนความเห็นในหลายประเด็น ทั้งเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สุขภาพ รวมถึงประเด็นด้านภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินสถานการณ์โดยรอบพบว่าหลายประเทศในภูมิภาคได้เริ่มฉีดวัคซีนชนิดนี้ไปแล้ว ที่ประชุมจึงเห็นควรให้ประเทศไทยสามารถดำเนินการฉีดได้ ควบคู่ไปกับการศึกษาวิจัยในวงกว้าง


“การฉีดครั้งนี้จะทำไปพร้อมกับการศึกษาวิจัย หากขนาดตัวอย่าง (sample size) และขอบเขตการศึกษาครอบคลุมมากเท่าไร ก็จะยิ่งดี โดยกำหนดกรอบเวลาการศึกษาไม่เกิน 1 ปี และต้องนำผลการศึกษากลับมาเสนอที่ประชุม เพื่อพิจารณาความต่อเนื่องของการให้บริการวัคซีน PCV กับเด็กต่อไป” นายพัฒนา กล่าว


สำหรับรูปแบบการฉีดวัคซีน รัฐมนตรีสาธารณสุข ระบุว่า จะเป็นการฉีดให้กับเด็กตามเกณฑ์อายุ 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน และ 12 เดือน โดยย้ำว่าปีนี้ถือเป็นปีแรกของการดำเนินการ จะเรียกว่าเป็น “ปีนำร่อง” ก็ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะฉีดเพียงปีเดียว


นายพัฒนา อธิบายเพิ่มเติมว่า การดำเนินการยังมีข้อจำกัดสำคัญ 2 ประการ คือ งบประมาณ และราคาวัคซีน ซึ่งจำเป็นต้องมีการต่อรองให้ได้ราคาที่ต่ำลง โดยกระทรวงสาธารณสุขและ สปสช. จะร่วมกันหาช่องทางจัดหาวัคซีนจากแหล่งที่มีราคาต่ำลง เช่นเดียวกับหลายประเทศที่มีระดับเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน


“ยืนยันว่าปีนี้ได้ฉีดแน่นอน ฉีดทันทีเมื่อมีความพร้อม โรงพยาบาลพื้นที่ไหนพร้อมก็สามารถติดต่อเข้ามาได้ เพียงแต่ต้องมีกระบวนการจัดหาวัคซีน ซึ่ง สปสช. จะไปดำเนินการต่อ” รัฐมนตรีสาธารณสุข กล่าว


เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงข้อกังวลว่าอาจไม่ใช่เด็กไทยทุกคนจะได้รับวัคซีนพร้อมกัน นายพัฒนา ชี้แจงว่า หากการจัดหาวัคซีนในช่วงแรกยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ อาจจำเป็นต้องมีการจัดลำดับความสำคัญ (priority) ในการบริหารจัดการ โดยพื้นที่ที่มีอัตราการเจ็บป่วยสูงอาจได้รับสัดส่วนวัคซีนมากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นการเลือกฉีดเฉพาะบางพื้นที่ หากสามารถจัดหาวัคซีนได้เพียงพอ ก็สามารถฉีดไปพร้อมกันทั่วประเทศได้


ส่วนประเด็นกระแสสังคมที่มีความเข้าใจว่าการฉีดวัคซีนครั้งนี้เป็นเพียงการนำร่องเฉพาะบางพื้นที่ รัฐมนตรีสาธารณสุข ยืนยันว่า มติที่ประชุมไม่ได้ระบุให้ฉีดเฉพาะจังหวัดหรือเขตใดเป็นพิเศษ เพียงแต่กำหนดให้มีการศึกษาวิจัยและนำผลกลับมาพิจารณาอีกครั้ง เนื่องจากในอดีตเคยมีการศึกษาบนพื้นที่จำกัด และผลยังไม่ชัดเจนมากพอ


“รอบนี้เราทำขนาดตัวอย่างให้ใหญ่ขึ้น ทำพื้นที่ให้กว้างขึ้น ภายใต้งบประมาณที่มี ซึ่งสามารถครอบคลุมทั่วประเทศได้ นี่คือสิ่งที่เราทำได้ และเป็นเรื่องที่ผมผลักดันมาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง” นายพัฒนา กล่าว


ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมาธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวถึงขั้นตอนหลังจากนี้ว่า สปสช. จะประสานไปยังโรงพยาบาลราชวิถี เพื่อให้โรงพยาบาลราชวิถีดำเนินการร่วมกับองค์การเภสัชกรรมในการจัดหาวัคซีน โดยหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของมติคือการต่อรองราคา เนื่องจากงบประมาณมีข้อจำกัด


เมื่อถามถึงกรอบงบประมาณ นพ.จเด็จ ระบุว่า ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่ประมาณ 400,000 คนต่อปี โดยต้นทุนวัคซีนต่อคนคาดว่าไม่เกิน 1,000 บาท สำหรับการฉีด 3 เข็ม แต่จากการประเมินเบื้องต้น ราคาน่าจะต่ำกว่านั้น โดยอาจอยู่ราว 600–700 บาทต่อคน ขึ้นอยู่กับผลการต่อรองราคา


“ตอนนี้ยังไม่สามารถระบุตัวเลขชัดเจนได้ เพราะต้องรอการต่อรองจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง หากได้ราคาที่เหมาะสมก็จะช่วยให้การดำเนินการครอบคลุมได้มากขึ้น” เลขาธิการ สปสช. กล่าว


ทั้งนี้ ยืนยันว่ามติที่ออกมาคือสามารถฉีดวัคซีน PCV ได้ทั่วประเทศ ภายในปีนี้ โดยอยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดซื้อและต่อรองราคา ซึ่งอาจใช้ระยะเวลาพอสมควรตามกระบวนการจัดหา


เบื้องหลัง บอร์ด สปสช. ถกเดือด “วัคซีน IPD เด็ก” 


ขณะที่ ผู้สื่อข่าวหลายสำนัก อาทิ TNN Hfocus MCOT NBT The Active ThaiPBS  เฝ้าสังเกตุการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ซึ่งเปิดให้สื่อมวลชนร่วมติดตามทำข่าว 


ในส่วนของ วาระพิจารณาการบรรจุ “วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรง (IPD/PCV)” เป็นสิทธิประโยชน์สำหรับเด็ก ซึ่งใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง เนื่องจากเกิดการถกเถียงอย่างเข้มข้น หลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ แสดงจุดยืนสนับสนุนให้ฉีดวัคซีนครอบคลุมทั่วประเทศ ขณะที่กรรมการหลายฝ่าย โดยเฉพาะนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพและเทคโนโลยีการแพทย์ แสดงความกังวลถึงความจำเป็น ความคุ้มค่า และฐานข้อมูลทางวิชาการที่ยังไม่เพียงพอ 


กรรมการหลายคนอ้างอิงข้อมูลจากฐานข้อมูลของ สปสช. ระบุว่า จำนวนเด็กที่ป่วยจากโรค IPD จนต้องนอนโรงพยาบาลมีเพียง “หลักร้อยรายต่อปี” ไม่ใช่หลัก “สาม–สี่หมื่นราย” ตามที่มีการสื่อสารในบางช่วง ส่งผลให้ภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาอยู่เพียงไม่กี่ล้านบาทต่อปี ขณะที่การจัดซื้อวัคซีนทั่วประเทศต้องใช้งบประมาณกว่า 200 ล้านบาท


กรรมการบางรายตั้งคำถามว่า การใช้งบประมาณระดับนี้มีความสมเหตุสมผลหรือไม่ เมื่อเทียบกับภาระโรคที่แท้จริง และในบริบทที่กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณในหลายบริการจำเป็นอื่น


สำหรับ เขตสุขภาพที่มีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส

(Invasive pneumococcal diseases; IPD) สูงสุด 3 อันดับแรก

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ได้แก่


เขตสุขภาพที่ 9 (3.21 ต่อแสนประชากร),

เขตสุขภาพที่ 8 (3.11 ต่อแสนประชากร)

และ เขตสุขภาพที่ 6 (2.62 ต่อแสนประชากร) ตามลำดับ


จังหวัดที่มีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส (IPD) สูงสุด 3 อันดับแรก ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ได้แก่


นครนายก (8.09 ต่อประชากรแสนคน),

สกลนคร (5.37 ต่อประชากรแสนคน),

และ สุรินทร์ (5.01 ต่อประชากรแสนคน)


โดยหากเลือกพื้นที่เขตสุขภาพที่ 9 ในการนำร่องฉีด PCV จำนวน 29,527 คน จะใช้งบประมาณ 23,937,949.86 บาท (ค่าวัคซีน PCV10 จำนวน 21,969,469.86 บาท และค่าฉีดวัคซีน จำนวน 1,968,480.00 บาท)




 ตารางอัตราป่วยโรค IPD จำแนกตามเขตสุขภาพ


เขตสุขภาพ | จำนวน (คน) | อัตราป่วย (ต่อประชากร 100,000 คน)

เขตสุขภาพที่ 1 : 144 คน | 2.47

เขตสุขภาพที่ 2 : 66 คน | 1.88

เขตสุขภาพที่ 3 : 67 คน | 2.34

เขตสุขภาพที่ 4 : 88 คน | 1.61

เขตสุขภาพที่ 5 : 129 คน | 2.43

เขตสุขภาพที่ 6 : 167 คน | 2.62

เขตสุขภาพที่ 7 : 74 คน | 1.50

เขตสุขภาพที่ 8 : 170 คน | 3.11

เขตสุขภาพที่ 9 : 213 คน | 3.21

เขตสุขภาพที่ 10 : 70 คน | 1.54

เขตสุขภาพที่ 11 : 93 คน | 2.07

เขตสุขภาพที่ 12 : 73 คน | 1.45

เขตสุขภาพที่ 13 : 88 คน | 1.62



◤ หลักฐานในไทยยังไม่ชี้ชัด “ฉีดแล้วลดป่วยจริง”


หนึ่งในเหตุผลสำคัญของฝ่ายคัดค้าน คือผลการดำเนินงานนำร่องในบางพื้นที่ เช่น จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งแม้มีการฉีดวัคซีนแล้ว แต่จำนวนการนอนโรงพยาบาลจากโรคปอดบวมและการติดเชื้อรุนแรงในเด็ก ไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับพื้นที่ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน


นอกจากนี้ กรรมการยังตั้งข้อสังเกตถึงข้อจำกัดของข้อมูลที่เก็บในประเทศไทย ซึ่งทราบเพียงจำนวนเด็กที่ได้รับวัคซีน แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงได้ชัดเจนว่า การป่วยที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัสกี่เปอร์เซ็นต์ และมาจากเชื้อไวรัสหรือสาเหตุอื่นเท่าใด ทำให้ยากต่อการประเมิน “ประสิทธิผลจริง (effectiveness)” ของวัคซีนในบริบทไทย


ฝ่ายวิชาการระบุว่า วัคซีน IPD ยังอยู่ระหว่างกระบวนการประเมินเทคโนโลยีสุขภาพ (Health Technology Assessment: HTA) ซึ่งผลการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ยัง “ก้ำกึ่ง” และยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่า การฉีดวัคซีนทั่วประเทศจะช่วยลดค่าใช้จ่ายรวมของระบบสุขภาพ (cost saving)


กรรมการบางรายย้ำว่า หลักการบรรจุสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จำเป็นต้องยึดหลัก “science-based decision” ไม่ใช่การตัดสินใจจากแรงกดดันทางนโยบายหรือการตั้งงบประมาณไว้ล่วงหน้า


ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การอ้างว่าหลายประเทศทั่วโลกฉีดวัคซีน IPD ให้เด็กฟรี กรรมการชี้แจงว่า หลายประเทศได้รับการสนับสนุนจากกองทุน Gavi ซึ่งช่วยจัดหาวัคซีนในราคาต่ำมาก หรือฟรีในช่วงที่ประเทศยังมีรายได้ต่ำ เมื่อประเทศมีรายได้สูงขึ้น การสนับสนุนดังกล่าวจะสิ้นสุด และต้องจัดซื้อวัคซีนเองในราคาตลาด


กรรมการจึงเห็นว่า ประเทศไทยซึ่งมีศักยภาพในการตัดสินใจด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้อง “เดินตามประเทศอื่น” หากหลักฐานทางวิชาการในประเทศยังไม่ชัดเจน




เสนอ “ศึกษานำร่องในพื้นที่เสี่ยงสูง” ก่อนฉีดทั้งประเทศ


เสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมเห็นพ้องว่า หากจะเดินหน้าต่อ ควรปรับแนวทางจาก “ฉีดทั่วประเทศ” เป็น “การศึกษาวิจัยในพื้นที่นำร่อง” โดยเลือกจังหวัดหรือเขตสุขภาพที่มีอัตราป่วยสูง เพื่อให้ได้จำนวนตัวอย่างเพียงพอในการประเมินผลจริง ทั้งด้านอัตราป่วย การนอนโรงพยาบาล และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์


มีการเสนอกรอบงบประมาณสำหรับการศึกษานำร่อง ตั้งแต่ระดับประมาณ 20–50 ล้านบาท แทนการใช้งบกว่า 200 ล้านบาท เพื่อหลีกเลี่ยงภาระผูกพันทางงบประมาณในระยะยาว หากผลการศึกษาไม่เป็นไปตามคาด


กรรมการหลายคนแสดงความกังวลต่อแนวคิดที่ว่า “เมื่อมีการตั้งงบประมาณแล้วต้องใช้” โดยระบุว่าเป็นตรรกะที่ผิดหลักธรรมาภิบาล และบั่นทอนบทบาทของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่กลั่นกรองนโยบายบนฐานข้อมูลและหลักวิชาการ ไม่ใช่รองรับนโยบายที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า


ท้ายที่สุด ที่ประชุมมีแนวโน้มเห็นพ้องให้ดำเนินการศึกษาในพื้นที่นำร่องเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยออกแบบการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และนำผลลัพธ์กลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง หากพบว่ามีประสิทธิผลและความคุ้มค่าชัดเจน จึงพิจารณาขยายเป็นการฉีดทั่วประเทศในอนาคต


ทั้งนี้มีความคิดเห็นทางผู้ประชุมออนไลน์ คอมเม้นทางช่องแชทว่า ”ทำไมการประชุมนี้ไม่มีผู้เชียวชาญโรคติดเชื้อ กรมควบคุมโรค รวมถึงราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ เข้าร่วม” 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บัตรทอง ใช้งบผิดทาง ปลายปิดกับรพ.ใหญ่ ปลายเปิดกับร้านยา

“โรงพยาบาลท่าตูม” แนวรับด่านใหม่ – รองรับผู้ป่วยชายแดนกว่า 170 ราย หลัง รพ.แนวปะทะต้องปิดบริการ

หวั่น ‘รพ.รัฐ’อาจถูก สปสช. เรียกเงินคืน 4,000 ล้าน เตรียมรับผลกระทบการรักษา