คลินิกฯ ชี้ วิกฤตตะวันออกกลางดันค่ายา–อุปกรณ์พุ่ง 10–20%
คลินิกชุมชนอบอุ่น ชี้วิกฤตตะวันออกกลางดันค่ายา–อุปกรณ์พุ่ง 10–20% ซ้ำเติมปัญหาเงินค้างท่อ สปสช. กระทบสภาพคล่องบริการปฐมภูมิ
วันที่ 24 มี.ค. 69 ศรินทร สนธิศิริกฤตย์ เจ้าของคลินิกเวชกรรมอารีรักษ์ เขตคลองเตย และสมาชิกสมาคมคลินิกชุมชนอบอุ่น เปิดเผยถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เริ่มส่งแรงกระเพื่อมต่อระบบบริการปฐมภูมิ โดยเฉพาะต้นทุนค่ายาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันคลินิกจำนวนมากยังเผชิญปัญหาเงินค้างจ่ายจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ส่งผลให้สภาพคล่องลดลงและอาจกระทบต่อการให้บริการผู้ป่วยในระบบบัตรทอง
ต้นทุนยาขึ้นต่อเนื่อง ซองบรรจุยาประกาศปรับราคาล่วงหน้า
ศรินทร ระบุว่า ขณะนี้บริษัทผู้ผลิตและผู้จำหน่ายยาเริ่มแจ้งสัญญาณปรับราคายา รวมถึงอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น ซองพลาสติกบรรจุยา โดยมีแนวโน้มปรับขึ้นประมาณ 10–20% จากต้นทุนการนำเข้าและค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น
“ตอนนี้เริ่มมีประกาศขึ้นราคาแล้ว ทั้งยาและอุปกรณ์ เช่น ซองใส่ยา บางรายการแจ้งว่าจะปรับขึ้นในสัปดาห์หน้า ทำให้คลินิกต้องเร่งสั่งสินค้าเพื่อบริหารต้นทุน เพราะสินค้าหลายรายการต้องนำเข้า และค่าขนส่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น” ศรินทร กล่าว
เธออธิบายว่า แม้ราคายาบางรายการอาจปรับเพิ่มเพียงเล็กน้อยต่อเม็ด แต่เมื่อรวมปริมาณการใช้ยาของผู้ป่วยจำนวนมากในแต่ละวัน ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะสะสมเป็นภาระจำนวนมากต่อคลินิก
“ยาบางตัวอาจขึ้นเพียงไม่กี่สตางค์ต่อเม็ด แต่คลินิกต้องใช้ยาหลายร้อยหรือหลายพันเม็ดต่อวัน ต้นทุนรวมจึงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะยารักษาโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นยาหลักที่ต้องใช้ต่อเนื่อง”
เงินยังไม่เข้า แต่ต้นทุนเพิ่ม คลินิกเสี่ยงขาดสภาพคล่อง
ศรินทร กล่าวว่า ปัญหาต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเกิดขึ้นในช่วงที่คลินิกจำนวนมากยังไม่ได้รับเงินชดเชยค่าบริการจาก สปสช. โดยเฉพาะในส่วนการส่งต่อผู้ป่วย (refer) ซึ่งบางแห่งมีค่าใช้จ่ายสะสมจนกระทบงบประมาณของคลินิก
“บางคลินิกยังไม่ได้รับเงิน ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนค่ารักษาและค่ายาเองก่อน ทั้งที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากราคายาและอุปกรณ์ที่ปรับสูงขึ้น หากมีผู้ป่วยวันละ 100 คน และต้องส่งต่อ 30 คน เท่ากับคลินิกต้องรับภาระค่ายาสำหรับผู้ป่วยที่เหลือทั้งหมดเอง”
เธอชี้ว่า โครงสร้างงบประมาณในระบบบัตรทองทำให้คลินิกไม่สามารถปรับค่าบริการเพิ่มขึ้นได้ เพราะผู้รับบริการส่วนใหญ่ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงทำให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกระทบต่อผู้ให้บริการโดยตรง
“คลินิกชุมชนอบอุ่นส่วนใหญ่ไม่ได้มีผู้ป่วยเงินสด ผู้รับบริการส่วนใหญ่ใช้สิทธิบัตรทอง ทำให้ไม่สามารถปรับค่ารักษาได้ หากงบประมาณที่ได้รับไม่เพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้น คลินิกจำนวนหนึ่งอาจได้รับผลกระทบด้านสภาพคล่อง”
บางแห่งเริ่มสต๊อกยา 3–6 เดือน ลดความเสี่ยงต้นทุนผันผวน
ศรินทร กล่าวว่า คลินิกบางแห่งเริ่มวางแผนสำรองยาและอุปกรณ์ล่วงหน้า 3–6 เดือน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากราคาที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคลินิกที่มีศักยภาพด้านเงินทุนหมุนเวียน
“คลินิกที่มีสภาพคล่องอาจเลือกซื้อยาเป็นเงินสดและสต๊อกล่วงหน้า 3–6 เดือน เพราะการสั่งซื้อจำนวนมากช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยได้ และบางครั้งได้ราคาที่ดีกว่าการซื้อแบบเครดิต”
อย่างไรก็ตาม เธอสะท้อนว่าคลินิกขนาดเล็กหรือมีข้อจำกัดด้านเงินทุนอาจไม่สามารถสำรองยาในปริมาณมากได้ ทำให้มีความเสี่ยงต้องซื้อยาในราคาที่สูงกว่า
“คลินิกที่ต้องซื้อยาแบบเครดิต 1–3 เดือน อาจต้องเผชิญต้นทุนที่สูงกว่าการซื้อเงินสด ซึ่งปกติราคาก็สูงกว่าอยู่แล้วประมาณ 20% หากราคายาปรับขึ้นเพิ่มเติม ก็ยิ่งเพิ่มภาระ”
เสนอรัฐทบทวนงบ OP และจัดสรรงบ PP ให้เหมาะสม
ศรินทร เสนอให้ภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขและ สปสช. พิจารณาปรับโครงสร้างงบประมาณ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อหน่วยบริการปฐมภูมิ โดยเฉพาะงบผู้ป่วยนอก (OP) ที่สะท้อนต้นทุนจริงของการให้บริการ
“อยากให้พิจารณาเพิ่มงบ OP เพราะต้นทุนการรักษาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่งบส่งเสริมป้องกันโรค (PP) บางส่วนถูกจัดสรรเข้ากองกลาง หากสามารถนำกลับมาสนับสนุนหน่วยบริการปฐมภูมิได้ จะช่วยบรรเทาภาระได้”
เธอระบุว่า ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคไตหรือเอชไอวี มีค่าใช้จ่ายในการดูแลสูง ขณะที่หน่วยบริการปฐมภูมิยังต้องแบกรับต้นทุนยาพื้นฐานจำนวนมาก หากงบประมาณไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบบริการในระยะยาว
สะท้อนข้อจำกัดการควบคุมราคายา
ศรินทร ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ยาจะอยู่ในกลไกควบคุมราคา แต่ในทางปฏิบัติราคาที่ผู้ให้บริการต้องรับภาระยังแตกต่างกันตามเงื่อนไขการจัดซื้อและปริมาณการสั่งซื้อ
“แม้จะมีการควบคุมราคา แต่ในความเป็นจริง ราคาที่แต่ละแห่งได้รับอาจแตกต่างกันตามเงื่อนไขการซื้อ หากต้นทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยไม่มีการปรับงบประมาณรองรับ อาจกระทบต่อความสามารถในการให้บริการของคลินิก”
ทั้งนี้ ผู้ให้บริการปฐมภูมิหลายแห่งกำลังติดตามสถานการณ์ราคายาและต้นทุนอย่างใกล้ชิด พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับกลไกงบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและต้นทุนบริการที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้หน่วยบริการสามารถดูแลประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง.


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น