จับตาโมเดลใหม่ระบบสาธารณสุข กทม. แก้ปมใบส่งตัว อยู่ระหว่างรับฟังความเห็น

วันที่ 23 มี.ค. 59 ศรินทร สนธิศิริกฤตย์ เจ้าของคลินิกเวชกรรมอารีรักษ์ เขตคลองเตย และสมาชิกสมาคมคลินิกชุมชนอบอุ่น เปิดเผยกับ #เก็บตกจากวชิรวิทย์   ว่าปัจจุบัน “New Model” อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และเตรียมเข้าสู่กระบวนการร่างรายละเอียด โดยมีแนวโน้มจัดโซนการส่งต่อผู้ป่วยให้ใกล้พื้นที่มากขึ้น




ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครได้เข้ามามีบทบาทสนับสนุนมากขึ้น โดยเฉพาะการรองรับผู้ป่วยจากหน่วยบริการที่อาจถอนตัวจากระบบ กรณี โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ของ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ที่ประกาศจะลาออกจากระบบบัตรทองในวันที่ 1 ตุลาคม 2529 นี้ซึ่ง ส่งผลให้เกิดสุญญากาศในการดูแลผู้ป่วยกว่า 46,000 ราย เบื้องต้น


กรุงเทพมหานคร โดยผู้ว่าราชการจังหวัด และสำนักอนามัย ได้เตรียมความพร้อมให้ "ศูนย์บริการสาธารณสุข" ในพื้นที่รับช่วงดูต่อทันที เพื่อไม่ให้การรักษาขาดตอน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องรับยาต่อเนื่อง


สำหรับ New Model ที่ว่า คือการเปลี่ยนจากระบบ "เหมาจ่ายก้อนเดียวแล้วให้คลินิกไปบริหารความเสี่ยงเอง" มาเป็นระบบ "แยกกระเป๋าเงินและดึง สปสช. มาเป็นตัวกลางการจ่าย" เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างคลินิกและโรงพยาบาล


1. แยกงบประมาณออกจากกันอย่างเด็ดขาด (OP/ OP REFER) ระหว่างคลินิกปฐมภูมิ กับ โรงพยาบาล**


โดยในโมเดลเก่า งบประมาณมักจะถูกมัดรวมกัน ให้คลินิกปฐมภูมิ รีบผิดชอบ ทำให้เมื่อเกิดค่าใช้จ่ายในการส่งต่อ (Refer) สูง คลินิกจะขาดทุน และอยู่ไม่ได้ ในที่สุด


แต่ใน New Model

 -งบ OP (ผู้ป่วยนอก) จะถูกแยกออกมาเพื่อใช้ในการรักษาโรคทั่วไปที่คลินิก

 -งบ OP REFER จะอยู่ที่ โรงพยาบาล 


โดยงาน

ส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค

จะเน้นการจ่ายตามรายการบริการจริง (Fee Schedule) เช่น การเยี่ยมบ้าน, การฉีดวัคซีน, การตรวจคัดกรอง โดยเสนอให้ปรับอัตราให้สูงขึ้นเพื่อให้คุ้มกับค่าครองชีพในเมืองหลวง


2.ยกเลิก "ใบส่งตัว" แบบตัดเงินคลินิก (No More Referral Charges) นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของคลินิกชุมชนอบอุ่น

 -ระบบเดิม เมื่อคนไข้ป่วยหนัก คลินิกต้องออก "ใบส่งตัว" ไปโรงพยาบาล และคลินิกต้อง "ตามจ่าย" ค่ารักษาให้โรงพยาบาลตามจริง (ซึ่งบางเคสสูงถึงหลักแสนบาท) ทำให้คลินิกเสี่ยงล้มละลาย

 -New Model คลินิกทำหน้าที่เป็น "ผู้คัดกรองและส่งต่อข้อมูล" เท่านั้น เมื่อส่งตัวคนไข้ไปโรงพยาบาล สปสช. จะเป็นผู้เคลียร์ค่าใช้จ่าย (Clearing House) ให้โรงพยาบาลรับส่งต่อโดยตรง คลินิกไม่ต้องแบกรับภาระหนี้ก้อนนี้อีกต่อไป


3. เสนอให้สปสช. เป็นคู่สัญญาโดยตรง (Direct Contract)

ศรินทร เน้นย้ำประเด็นนี้ว่ามีความสำคัญต่อความมั่นคงของคลินิกเอกชน โดยคลินิกไม่ต้องการจะไม่เซ็นสัญญากับโรงพยาบาลรับส่งต่อ (เหมือนระบบประกันสังคม) เพราะหากโรงพยาบาลไม่จ่ายเงินให้คลินิก จะกลายเป็นคดีแพ่งที่ยืดเยื้อ 


ใน New Model ศรินทร บอกว่า คลินิกอยากจะทำสัญญากับ สปสช. โดยตรง เพื่อรับเงินค่าบริหารจัดการรายหัว (เช่น 70 บาทต่อหัวตามที่ตกลงกัน) ทำให้คลินิกมีรายได้ที่แน่นอนและคาดการณ์ได้ (Fix Rate)



4. การจัดโซนนิ่ง (Zoning) และโรงพยาบาลแม่ข่าย เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวของผู้ป่วยที่โรงพยาบาลใดโรงพยาบาลหนึ่ง (เช่น กรณีมงกุฎวัฒนะที่กำลังจะออกไป) 

 -จะมีการจับคู่คลินิกกับโรงพยาบาลในโซนเดียวกันมากขึ้น เช่น คลินิกในเขตบางเขน-สายไหม ก็จะส่งไปยังโรงพยาบาลในโซนกรุงเทพเหนือ เพื่อลดระยะทางและช่วยให้การส่งต่อข้อมูลคนไข้ง่ายขึ้น

 -บทบาทโรงพยาบาล จะได้รับงบประมาณส่วนหนึ่งจาก สปสช. เพื่อเตรียมพร้อมรับเคสส่งต่อ (Refer) โดยเฉพาะ โดยมีมาตรฐานการรักษาที่เป็นกลาง ไม่เน้นการปั่นยอดตรวจ (Over-investigation)


โดยสรุป หวังว่า New Model นี้จะช่วยแก้ปัญหา "คลินิก 75% ไม่ได้รับเงิน" ได้ในอนาคต เพราะเม็ดเงินจะถูกล็อกไว้สำหรับหน่วยบริการปฐมภูมิโดยเฉพาะ ไม่ถูกสูบไปใช้ในส่วนของผู้ป่วยใน (IPD) หรือการส่งต่อที่เกินความจำเป็นเหมือนที่ผ่านมา.


#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ต่อคิวรอเข้า ”บ้านบางแค“ ทะลุ 6,000 คน สะท้อนแรงกดดันสังคมสูงวัย

สธ.เดินหน้า 1 ตำบล 1 อาสาพยาบาล เริ่มปีงบฯ 69 ค่าตอบแทน 15,000 บาท/เดือน

“ไม่ได้บังคับ แต่อยากให้ลองจัดดูก่อน” สภาการพยาบาล แจงปม ปรับเกณฑ์เวลาทำงานไม่เกิน 12 ชม.