“ปัญหาสถานะบุคคล” คือรากเหง้าวิกฤต รพ.ชายแดน ทำคนไทยตกหล่น-โรงพยาบาลแบกภาระค่ารักษา

ดร.พวงรัตน์ ปฐมสิริรักษ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ #เก็บตกจากวชิรวิทย์  ว่าการทำความเข้าใจปัญหาของโรงพยาบาลชายแดน จำเป็นต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจ “บริบทของคน” และ “โครงสร้างประชากร” ในพื้นที่ชายแดนเสียก่อน เพราะภาระที่โรงพยาบาลต้องเผชิญ ไม่ได้เกิดจากระบบสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับปัญหาสถานะบุคคล สัญชาติ และการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในพื้นที่




โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนด้านตะวันตกของประเทศไทย ซึ่งมีลักษณะเฉพาะจากการติดกับประเทศเมียนมา ที่เผชิญความขัดแย้งและความไม่สงบมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายประชากรข้ามพรมแดนอยู่ตลอดเวลา ทั้งผู้หนีภัยจากการสู้รบ ผู้ป่วยที่ต้องการเข้าถึงบริการสุขภาพ และแรงงานข้ามชาติ


อย่างไรก็ตาม ดร.พวงรัตน์ ย้ำว่า ภาพของประชากรชายแดนไม่ได้มีเพียง “คนต่างด้าว” หรือ “ผู้ลี้ภัย” เท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มประชากรอีกจำนวนมากที่มีความผูกพันกับประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง และบางส่วนมีสิทธิในสัญชาติไทยตามกฎหมาย เพียงแต่ยังไม่ได้รับการรับรองสถานะอย่างสมบูรณ์


◤ 2 กลุ่มสำคัญที่มักถูกมองข้าม


ดร.พวงรัตน์ อธิบายว่า นอกเหนือจากประชาชนไทยที่มีสถานะสมบูรณ์แล้ว ยังมีกลุ่มประชากรสำคัญ 2 กลุ่ม ที่มักตกหล่นจากระบบและถูกเข้าใจคลาดเคลื่อน


(กลุ่มแรก) คือ บุคคลที่มีสิทธิในสัญชาติไทยโดยกำเนิด เช่น เกิดในประเทศไทย มีบิดามารดาเป็นคนไทย หรือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่มีความผูกพันกับแผ่นดินไทยมาอย่างยาวนาน แต่ยังไม่ได้รับการรับรองสถานะในทะเบียนราษฎรอย่างครบถ้วน


แม้บุคคลเหล่านี้จะเป็น “คนไทยโดยเนื้อแท้” แต่เมื่อเอกสารทางทะเบียนยังไม่สมบูรณ์ จึงทำให้เกิดภาพลวงตาว่าเป็นบุคคลต่างด้าว ทั้งที่ตามข้อเท็จจริงแล้ว มีสิทธิในสัญชาติไทยตามกฎหมาย


“คนกลุ่มนี้ไม่ใช่คนต่างด้าว แต่เป็นคนไทยที่ยังไม่ได้รับการรับรองสถานะอย่างสมบูรณ์”


(กลุ่มที่สอง) คือ กลุ่มบุคคลที่อพยพเข้ามาและตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน บางครอบครัวอยู่ในไทยมานานกว่า 20-50 ปี ทำงาน ใช้ชีวิต ส่งลูกเรียนในโรงเรียนไทย และมีความผูกพันกับสังคมไทยอย่างแนบแน่น


ประเทศไทยมีนโยบายรองรับคนกลุ่มนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมติคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนตุลาคม 2567 ที่มุ่งเร่งรัดการรับรองสถานะถาวรให้แก่บุคคลกลุ่มนี้ รวมถึงบุตรหลานที่เกิดในประเทศไทย ซึ่งหลายรายมีสิทธิได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมายอยู่แล้ว


◤ ลูกเกิดไทย มีสิทธิ์ แต่ยังติดขั้นตอน


ดร.พวงรัตน์ ระบุว่า บุตรของคนกลุ่มนี้จำนวนมากเกิดและเติบโตในประเทศไทย เรียนในระบบการศึกษาไทย พูดภาษาไทย และมีสิทธิได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมาย โดยเฉพาะตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 7 ทวิวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ


อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ กระบวนการรับรองสถานะยังประสบปัญหาความล่าช้า โดยเฉพาะเมื่อการพิจารณาสถานะของบิดามารดายังไม่แล้วเสร็จ ส่งผลให้การรับรองสัญชาติของบุตรต้องล่าช้าตามไปด้วย


“เมื่อต้นทางยังไม่เดิน ปลายทางก็เดินไม่ได้ ลูกที่ควรได้รับสัญชาติไทยจึงต้องรอต่อไป ทั้งที่มีสิทธิตามกฎหมายอยู่แล้ว”


◤ ความล่าช้ากระทบทั้งคนและระบบสุขภาพ


เธอชี้ว่า ปัญหาสำคัญในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่การขาดกฎหมายหรือขาดนโยบาย แต่เป็น “ช่องว่างในการปฏิบัติ” โดยเฉพาะกระบวนการรับคำร้องและการพิจารณาของหน่วยงานฝ่ายปกครองในพื้นที่


หลายกรณี โรงพยาบาลได้ดำเนินการเชิงรุก ทั้งการตรวจสอบข้อมูล การพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือดด้วย DNA และรวบรวมเอกสารอย่างครบถ้วน เพื่อสนับสนุนการรับรองสถานะบุคคล แต่เมื่อส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจ กลับเกิดความล่าช้าในการพิจารณา


ในบางกรณี ผู้ปกครองได้รับบัตรประจำตัวแล้ว แต่บุตรซึ่งผ่านการพิสูจน์สิทธิครบถ้วน กลับยังไม่ได้รับการรับรองสถานะ ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพได้เต็มรูปแบบ


เมื่อสถานะทางกฎหมายยังไม่สมบูรณ์ โรงพยาบาลจึงไม่สามารถเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามระบบหลักประกันสุขภาพได้ ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายตกอยู่กับโรงพยาบาลโดยตรง


◤ “ค่าหัว” ที่หายไป เพราะสถานะยังไม่เสร็จ


ดร.พวงรัตน์ อธิบายว่า สิทธิด้านสาธารณสุข รวมถึงงบประมาณรายหัวที่รัฐจัดสรรให้ประชาชน จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสถานะบุคคลได้รับการรับรองอย่างสมบูรณ์


ดังนั้น ความล่าช้าในการรับรองสถานะจึงไม่ได้กระทบเฉพาะตัวบุคคล แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อระบบการเงินของโรงพยาบาลชายแดน ซึ่งต้องให้บริการประชาชนกลุ่มนี้โดยไม่สามารถเบิกงบประมาณคืนได้


ยิ่งกระบวนการล่าช้า ปัญหาก็ยิ่งสะสม และในหลายกรณี เมื่อคนรุ่นหนึ่งยังไม่ได้รับการรับรอง รุ่นถัดไปก็เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทำให้จำนวนผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงสิทธิเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ


◤ มหาดไทยต้องเร่งแก้ “คอขวด” ของระบบ


ดร.พวงรัตน์ เห็นว่า กระทรวงมหาดไทยมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการคลี่คลายปัญหานี้ เพราะเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการรับรองสถานะบุคคล


สิ่งที่จำเป็นไม่ใช่การเร่งรัดแบบไร้หลักเกณฑ์ แต่คือการดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด และหากมีข้อสงสัยหรือเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ ก็ควรแจ้งเหตุผลอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ยื่นคำร้องหรือหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือสามารถดำเนินการเพิ่มเติมได้


“ถ้าหลักฐานครบ ก็ควรอนุมัติ หากยังไม่ครบ ก็ควรระบุให้ชัดว่าขาดอะไร แต่ไม่ควรปล่อยเรื่องค้างไว้โดยไม่มีคำอธิบาย”


◤ การแก้ปัญหานี้ คือการแก้ปัญหาโรงพยาบาลชายแดน


ดร.พวงรัตน์ ย้ำว่า การแก้ปัญหาสถานะบุคคลไม่ใช่เพียงเรื่องสิทธิพลเมือง แต่เป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาโรงพยาบาลชายแดนอย่างยั่งยืน


เมื่อประชาชนได้รับการรับรองสถานะอย่างถูกต้อง พวกเขาจะสามารถเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพได้เต็มที่ โรงพยาบาลก็จะสามารถเบิกงบประมาณตามสิทธิได้ ลดภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับเอง


“ปัญหาสถานะบุคคลกับปัญหาสาธารณสุขชายแดน เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะเมื่อสถานะไม่ชัด สิทธิก็ไม่เกิด และเมื่อสิทธิไม่เกิด ภาระก็จะตกอยู่กับโรงพยาบาล”


เธอระบุว่า หากสามารถปลดล็อกคอขวดในกระบวนการรับรองสถานะได้ ไม่เพียงแต่ประชาชนจะได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างครบถ้วน แต่ยังจะช่วยเสริมความมั่นคงให้กับระบบบริการสุขภาพชายแดนในระยะยาวอีกด้วย.


#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ต่อคิวรอเข้า ”บ้านบางแค“ ทะลุ 6,000 คน สะท้อนแรงกดดันสังคมสูงวัย

“ไม่ได้บังคับ แต่อยากให้ลองจัดดูก่อน” สภาการพยาบาล แจงปม ปรับเกณฑ์เวลาทำงานไม่เกิน 12 ชม.

“โรงพยาบาลท่าตูม” แนวรับด่านใหม่ – รองรับผู้ป่วยชายแดนกว่า 170 ราย หลัง รพ.แนวปะทะต้องปิดบริการ